bg-single

Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (2)

24.10.2026

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

ตอนที่แล้วเราเล่าถึง Basecamp Research สตาร์ตอัพมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์ที่สอนเอไอออกแบบยาด้วย “ห้องสมุด” ข้อมูลพันธุกรรมจากกว่า 30 ประเทศ

และค้างคำถามไว้ว่าบริษัทไปเจรจาอย่างไร เจ้าของหนังสือถึงยอมเปิดบ้านให้ คำตอบต้องเริ่มจากเหตุผลที่พวกเขาปิดบ้านกันตั้งแต่แรก

หนังสือในห้องสมุดแห่งชีวิตไม่ได้วางรวมกันอยู่ที่เดียว แต่กระจายอยู่ในป่า ดิน และทะเลของแต่ละประเทศ และส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

ช่วงทศวรรษ 1980-1990 บริษัทจากชาติร่ำรวยเข้าไปหยิบหนังสือเหล่านี้ออกมาทำกำไรโดยเจ้าของบ้านแทบไม่ได้อะไร

สะเดา (Neem) ของอินเดียกลายเป็นสารกำจัดศัตรูพืชติดสิทธิบัตรของบริษัทอเมริกัน

ส่วน Hoodia พืชทะเลทรายที่ชาวซานในแอฟริกาใช้ระงับความหิวมาหลายชั่วคน ถูกจดสิทธิบัตรแล้วขายสิทธิ์ให้บริษัทยุโรป ชาวซานต้องเรียกร้องจนถึงปี 2003 กว่าจะได้ส่วนแบ่ง 6% ของค่าสิทธิ

โลกเรียกสิ่งนี้ว่า “การปล้นชิงทางชีวภาพ” (biopiracy)

ยุคปล้นชิงทางชีวภาพ บริษัทจากชาติร่ำรวยหยิบ “หนังสือ” ออกจากบ้านไปทำกำไร โดยเจ้าของบ้านแทบไม่ได้อะไร
Cr. Peach nom

กฎยืมคืนจึงถูกเขียนขึ้น

อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ปี 1992 รับรองว่าแต่ละประเทศเป็นเจ้าของหนังสือในบ้านตัวเอง

ส่วนพิธีสารนาโงยา ซึ่งตกลงกันได้ในปี 2010 และบังคับใช้ปี 2014 กำหนดว่าใครจะหยิบไปต้องขออนุญาตและตกลงส่วนแบ่งกันก่อน

แต่กว่ากฎจะมาถึง โลกก็ไม่ได้ยืมหนังสือเป็นเล่มกันแล้ว

เทคโนโลยีถอดรหัสและสังเคราะห์ดีเอ็นเอทำให้ไม่ต้องขนพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ข้ามพรมแดนอีกต่อไป ขอแค่ “สำเนาดิจิทัล” ของลำดับพันธุกรรมก็นำไปสร้างผลิตภัณฑ์ได้

และสำเนาเหล่านี้ก็วางอยู่บนฐานข้อมูลสาธารณะที่นักวิจัยทั่วโลกอัพโหลดขึ้นไป ให้ใครก็ได้ดาวน์โหลดฟรีโดยไม่มีใครถามว่าต้นฉบับมาจากบ้านไหน

พิธีสารนาโงยาไม่ได้เขียนไว้ชัดว่าครอบคลุมสำเนาแบบนี้

คำว่า “การปล้นชิงทางชีวภาพดิจิทัล (digital biopiracy)” จึงเกิดขึ้น

กฎยืมคืนเขียนไว้สำหรับหนังสือเป็นเล่ม แต่โลกหันไปใช้ “สำเนาดิจิทัล” กันหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงถอยห่างจากกัน และชั้นหนังสือสาธารณะก็แทบหยุดโต
Cr. Peach nom

ผลคือ ทั้งสองฝ่ายถอยห่างจากกัน

ประเทศเจ้าของหนังสือออกกฎคุมเข้มและไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล

บริษัทก็เลิกออกไปเก็บตัวอย่างใหม่ หันมาใช้แต่ของบนชั้นสาธารณะ

ชั้นนั้นจึงแทบหยุดโต ระหว่างปี 2010 ถึง 2024 ต้นทุนการถอดรหัสถูกลงกว่าร้อยเท่า แต่ข้อมูลในฐานข้อมูลสาธารณะอย่าง GenBank เพิ่มขึ้นไม่ถึงสองเท่า

หนังสือที่ไม่เคยมีใครอ่านจึงยังนอนอยู่ที่เดิม

Basecamp มองข้ามช็อตไปว่า เอไอต้องการหนังสือคุณภาพดีจำนวนมหาศาลซึ่งชั้นสาธารณะให้ไม่ได้ จึงทำสิ่งที่บริษัทอื่นพยายามเลี่ยงมาตลอด คือเดินไปเคาะประตูบ้านเจ้าของหนังสือ

กติกาของ Basecamp มีสามข้อ

หนึ่ง ตกลงส่วนแบ่งกับเจ้าของให้เรียบร้อยก่อนเก็บตัวอย่าง

สอง ประทับตราที่มาไว้กับข้อมูลทุกชิ้น เพื่อให้ติดตามได้ว่าถูกนำไปสอนเอไอตัวไหน

และสาม จ่ายค่าสิทธิเมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้ในงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ไม่ต้องรอให้ยาออกขาย ซึ่งปกติกินเวลาเป็นสิบปีและล้มเหลวกลางทางเสียเป็นส่วนใหญ่

นอกจากเงิน บริษัทยังตั้งแล็บพกพาในประเทศต้นทาง ฝึกนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น และจ้างคนในพื้นที่เก็บตัวอย่าง แทนที่จะส่งทีมบินเข้าไปเก็บแล้วบินกลับ

ข้อสองสำคัญมาก เพราะสมัยก่อนหนังสือหนึ่งเล่มนำไปสู่ยาหนึ่งตัว ใครควรได้ส่วนแบ่งจึงชัดเจน แต่เอไออ่านหนังสือเป็นล้านเล่มรวมกันก่อนจะเขียนเล่มใหม่ของมันเองขึ้นมา ถ้าไม่มีตราประทับกำกับก็ไม่มีทางรู้เลยว่าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ใครเท่าไร

Basecamp คิดค่าสิทธิตามสัดส่วนข้อมูลของแต่ละแหล่งที่ถูกใช้สอนโมเดล ทุกบ้านที่ให้ยืมหนังสือจึงได้ส่วนแบ่ง และได้เร็ว

ถึงวันนี้ บริษัทระบุว่าจ่ายค่าสิทธิไปแล้วกว่า 130 ครั้งใน 21 ประเทศ เร็วที่สุดเพียง 9 เดือนหลังเก็บตัวอย่าง และเมื่อปลายเดือนกันยายน 2026 ก็เพิ่งระดมทุนได้อีก 140 ล้านดอลลาร์ โมเดลนี้ฉลาดตรงที่เปลี่ยนความเป็นธรรมให้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ เพราะคู่แข่งที่ไม่มีข้อตกลงแบบเดียวกันย่อมเข้าไม่ถึงหนังสือชุดนี้

แต่ห้องสมุดแห่งนี้เป็นของเอกชนและปิดประตู คนนอกเข้าไปตรวจไม่ได้ว่าตราประทับทำงานจริงแค่ไหน

บริษัทไม่เปิดเผยอัตราค่าสิทธิหรือยอดเงินที่จ่ายจริง และตัวเลขเกือบทั้งหมดในบทความนี้ก็มาจากรายงานของบริษัทเอง

อำนาจต่อรองก็ยังไม่เท่ากัน ในความร่วมมือกับแคเมอรูนเมื่อปี 2024 ส่วนแบ่งถูกกำหนดไว้ที่ 1% ขณะที่ฝั่งแคเมอรูนเห็นว่าควรเป็น 3-4% แต่ก็ไม่มีอำนาจต่อรองมากพอจะเรียกได้ถึงขนาดนั้น

ถึงอย่างนั้น ทางเลือกฝั่งรัฐก็ยังไปไม่ถึงไหน กองทุนกาลี (Cali fund) ที่ประเทศภาคี CBD ตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2025 ให้บริษัทที่ใช้ข้อมูลพันธุกรรมดิจิทัลสมทบเงินโดยสมัครใจ ถึงตอนนี้ (ตุลาคม 2026) ได้เงินสมทบไปเพียง $6,000 จากที่ตั้งเป้าไว้เดิมปีละพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

กติกาสามข้อของ Basecamp : ตกลงส่วนแบ่งก่อนเก็บตัวอย่าง ประทับตราที่มาไว้กับข้อมูลทุกชิ้น และจ่ายค่าสิทธิเมื่อข้อมูลถูกใช้ ไม่ต้องรอให้ยาออกขาย
Cr. Peach nom

บนยอดเนินกลางไอซ์แลนด์ โน้ตของนักศึกษาปี 1932 นอนรออยู่ในกระป๋อง 87 ปีกว่าจะมีคนเปิดอ่าน

หนังสือในดินของหุบเขาน้ำพุร้อนใกล้ๆ กันรอมานานกว่านั้นหลายเท่า และยังมีอีกทั้งห้องสมุดที่ไม่เคยถูกเปิด

การอ่านให้ออกเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและเงินทุน แต่การได้รับอนุญาตให้อ่านเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ

Basecamp กำลังพิสูจน์ว่าบรรณารักษ์ที่ยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของหนังสือ จะเข้าถึงห้องสมุดได้ลึกกว่าใคร

แต่บทพิสูจน์จริงไม่ใช่มูลค่าบริษัท มันคือวันที่ยาตัวแรกจากหนังสือเหล่านี้ออกวางขาย

และวันที่เงินไหลย้อนกลับไปถึงเจ้าของบ้านจริงๆ

บรรยายภาพ

หน้าปก

Cr. Peach nom

ยุคปล้นชิงทางชีวภาพ บริษัทจากชาติร่ำรวยหยิบ “หนังสือ” ออกจากบ้านไปทำกำไร โดยเจ้าของบ้านแทบไม่ได้อะไร

กฎยืมคืนเขียนไว้สำหรับหนังสือเป็นเล่ม แต่โลกหันไปใช้ “สำเนาดิจิทัล” กันหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงถอยห่างจากกัน และชั้นหนังสือสาธารณะก็แทบหยุดโต

กติกาสามข้อของ Basecamp : ตกลงส่วนแบ่งก่อนเก็บตัวอย่าง ประทับตราที่มาไว้กับข้อมูลทุกชิ้น และจ่ายค่าสิทธิเมื่อข้อมูลถูกใช้ ไม่ต้องรอให้ยาออกขาย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พลิกโฉมอนาคต การศึกษาไทย
ย่านคลองถม
อาชีพที่ถูกแทนด้วย AI ในวงการกีฬา
แพศยา (1)
ออปโตเจเนติกส์ 2 : จากการควบคุมสมอง สู่การแก้ไขยีน
ผีบรรพชน ในโลกบาดาล บันดาลความอุดมสมบูรณ์ ให้แก่โลกมนุษย์
ภาพพิศวง ฝีมือศิลปินอัจฉริยะ M.C. Escher
Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (2)
เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (2)
ปิดงาน เลิกจ้าง
ก่อนจะถึงการรับรองผลการเลือกตั้ง ปริศนากระบวนการสรรหาที่ปรึกษาบอร์ดใหม่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง
“วัชระพล“ ลุยตรวจพาราไดซ์บีช เช็คการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ภูเก็ต พร้อมถกส่วนเกี่ยวข้องปมการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.