Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (2)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ตอนที่แล้วเราเล่าถึง Basecamp Research สตาร์ตอัพมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์ที่สอนเอไอออกแบบยาด้วย “ห้องสมุด” ข้อมูลพันธุกรรมจากกว่า 30 ประเทศ
และค้างคำถามไว้ว่าบริษัทไปเจรจาอย่างไร เจ้าของหนังสือถึงยอมเปิดบ้านให้ คำตอบต้องเริ่มจากเหตุผลที่พวกเขาปิดบ้านกันตั้งแต่แรก
หนังสือในห้องสมุดแห่งชีวิตไม่ได้วางรวมกันอยู่ที่เดียว แต่กระจายอยู่ในป่า ดิน และทะเลของแต่ละประเทศ และส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
ช่วงทศวรรษ 1980-1990 บริษัทจากชาติร่ำรวยเข้าไปหยิบหนังสือเหล่านี้ออกมาทำกำไรโดยเจ้าของบ้านแทบไม่ได้อะไร
สะเดา (Neem) ของอินเดียกลายเป็นสารกำจัดศัตรูพืชติดสิทธิบัตรของบริษัทอเมริกัน
ส่วน Hoodia พืชทะเลทรายที่ชาวซานในแอฟริกาใช้ระงับความหิวมาหลายชั่วคน ถูกจดสิทธิบัตรแล้วขายสิทธิ์ให้บริษัทยุโรป ชาวซานต้องเรียกร้องจนถึงปี 2003 กว่าจะได้ส่วนแบ่ง 6% ของค่าสิทธิ
โลกเรียกสิ่งนี้ว่า “การปล้นชิงทางชีวภาพ” (biopiracy)

Cr. Peach nom
กฎยืมคืนจึงถูกเขียนขึ้น
อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ปี 1992 รับรองว่าแต่ละประเทศเป็นเจ้าของหนังสือในบ้านตัวเอง
ส่วนพิธีสารนาโงยา ซึ่งตกลงกันได้ในปี 2010 และบังคับใช้ปี 2014 กำหนดว่าใครจะหยิบไปต้องขออนุญาตและตกลงส่วนแบ่งกันก่อน
แต่กว่ากฎจะมาถึง โลกก็ไม่ได้ยืมหนังสือเป็นเล่มกันแล้ว
เทคโนโลยีถอดรหัสและสังเคราะห์ดีเอ็นเอทำให้ไม่ต้องขนพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ข้ามพรมแดนอีกต่อไป ขอแค่ “สำเนาดิจิทัล” ของลำดับพันธุกรรมก็นำไปสร้างผลิตภัณฑ์ได้
และสำเนาเหล่านี้ก็วางอยู่บนฐานข้อมูลสาธารณะที่นักวิจัยทั่วโลกอัพโหลดขึ้นไป ให้ใครก็ได้ดาวน์โหลดฟรีโดยไม่มีใครถามว่าต้นฉบับมาจากบ้านไหน
พิธีสารนาโงยาไม่ได้เขียนไว้ชัดว่าครอบคลุมสำเนาแบบนี้
คำว่า “การปล้นชิงทางชีวภาพดิจิทัล (digital biopiracy)” จึงเกิดขึ้น

Cr. Peach nom
ผลคือ ทั้งสองฝ่ายถอยห่างจากกัน
ประเทศเจ้าของหนังสือออกกฎคุมเข้มและไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล
บริษัทก็เลิกออกไปเก็บตัวอย่างใหม่ หันมาใช้แต่ของบนชั้นสาธารณะ
ชั้นนั้นจึงแทบหยุดโต ระหว่างปี 2010 ถึง 2024 ต้นทุนการถอดรหัสถูกลงกว่าร้อยเท่า แต่ข้อมูลในฐานข้อมูลสาธารณะอย่าง GenBank เพิ่มขึ้นไม่ถึงสองเท่า
หนังสือที่ไม่เคยมีใครอ่านจึงยังนอนอยู่ที่เดิม
Basecamp มองข้ามช็อตไปว่า เอไอต้องการหนังสือคุณภาพดีจำนวนมหาศาลซึ่งชั้นสาธารณะให้ไม่ได้ จึงทำสิ่งที่บริษัทอื่นพยายามเลี่ยงมาตลอด คือเดินไปเคาะประตูบ้านเจ้าของหนังสือ
กติกาของ Basecamp มีสามข้อ
หนึ่ง ตกลงส่วนแบ่งกับเจ้าของให้เรียบร้อยก่อนเก็บตัวอย่าง
สอง ประทับตราที่มาไว้กับข้อมูลทุกชิ้น เพื่อให้ติดตามได้ว่าถูกนำไปสอนเอไอตัวไหน
และสาม จ่ายค่าสิทธิเมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้ในงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ไม่ต้องรอให้ยาออกขาย ซึ่งปกติกินเวลาเป็นสิบปีและล้มเหลวกลางทางเสียเป็นส่วนใหญ่
นอกจากเงิน บริษัทยังตั้งแล็บพกพาในประเทศต้นทาง ฝึกนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น และจ้างคนในพื้นที่เก็บตัวอย่าง แทนที่จะส่งทีมบินเข้าไปเก็บแล้วบินกลับ
ข้อสองสำคัญมาก เพราะสมัยก่อนหนังสือหนึ่งเล่มนำไปสู่ยาหนึ่งตัว ใครควรได้ส่วนแบ่งจึงชัดเจน แต่เอไออ่านหนังสือเป็นล้านเล่มรวมกันก่อนจะเขียนเล่มใหม่ของมันเองขึ้นมา ถ้าไม่มีตราประทับกำกับก็ไม่มีทางรู้เลยว่าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ใครเท่าไร
Basecamp คิดค่าสิทธิตามสัดส่วนข้อมูลของแต่ละแหล่งที่ถูกใช้สอนโมเดล ทุกบ้านที่ให้ยืมหนังสือจึงได้ส่วนแบ่ง และได้เร็ว
ถึงวันนี้ บริษัทระบุว่าจ่ายค่าสิทธิไปแล้วกว่า 130 ครั้งใน 21 ประเทศ เร็วที่สุดเพียง 9 เดือนหลังเก็บตัวอย่าง และเมื่อปลายเดือนกันยายน 2026 ก็เพิ่งระดมทุนได้อีก 140 ล้านดอลลาร์ โมเดลนี้ฉลาดตรงที่เปลี่ยนความเป็นธรรมให้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ เพราะคู่แข่งที่ไม่มีข้อตกลงแบบเดียวกันย่อมเข้าไม่ถึงหนังสือชุดนี้
แต่ห้องสมุดแห่งนี้เป็นของเอกชนและปิดประตู คนนอกเข้าไปตรวจไม่ได้ว่าตราประทับทำงานจริงแค่ไหน
บริษัทไม่เปิดเผยอัตราค่าสิทธิหรือยอดเงินที่จ่ายจริง และตัวเลขเกือบทั้งหมดในบทความนี้ก็มาจากรายงานของบริษัทเอง
อำนาจต่อรองก็ยังไม่เท่ากัน ในความร่วมมือกับแคเมอรูนเมื่อปี 2024 ส่วนแบ่งถูกกำหนดไว้ที่ 1% ขณะที่ฝั่งแคเมอรูนเห็นว่าควรเป็น 3-4% แต่ก็ไม่มีอำนาจต่อรองมากพอจะเรียกได้ถึงขนาดนั้น
ถึงอย่างนั้น ทางเลือกฝั่งรัฐก็ยังไปไม่ถึงไหน กองทุนกาลี (Cali fund) ที่ประเทศภาคี CBD ตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2025 ให้บริษัทที่ใช้ข้อมูลพันธุกรรมดิจิทัลสมทบเงินโดยสมัครใจ ถึงตอนนี้ (ตุลาคม 2026) ได้เงินสมทบไปเพียง $6,000 จากที่ตั้งเป้าไว้เดิมปีละพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Cr. Peach nom
บนยอดเนินกลางไอซ์แลนด์ โน้ตของนักศึกษาปี 1932 นอนรออยู่ในกระป๋อง 87 ปีกว่าจะมีคนเปิดอ่าน
หนังสือในดินของหุบเขาน้ำพุร้อนใกล้ๆ กันรอมานานกว่านั้นหลายเท่า และยังมีอีกทั้งห้องสมุดที่ไม่เคยถูกเปิด
การอ่านให้ออกเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและเงินทุน แต่การได้รับอนุญาตให้อ่านเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ
Basecamp กำลังพิสูจน์ว่าบรรณารักษ์ที่ยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของหนังสือ จะเข้าถึงห้องสมุดได้ลึกกว่าใคร
แต่บทพิสูจน์จริงไม่ใช่มูลค่าบริษัท มันคือวันที่ยาตัวแรกจากหนังสือเหล่านี้ออกวางขาย
และวันที่เงินไหลย้อนกลับไปถึงเจ้าของบ้านจริงๆ
บรรยายภาพ
หน้าปก
Cr. Peach nom
ยุคปล้นชิงทางชีวภาพ บริษัทจากชาติร่ำรวยหยิบ “หนังสือ” ออกจากบ้านไปทำกำไร โดยเจ้าของบ้านแทบไม่ได้อะไร
กฎยืมคืนเขียนไว้สำหรับหนังสือเป็นเล่ม แต่โลกหันไปใช้ “สำเนาดิจิทัล” กันหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงถอยห่างจากกัน และชั้นหนังสือสาธารณะก็แทบหยุดโต
กติกาสามข้อของ Basecamp : ตกลงส่วนแบ่งก่อนเก็บตัวอย่าง ประทับตราที่มาไว้กับข้อมูลทุกชิ้น และจ่ายค่าสิทธิเมื่อข้อมูลถูกใช้ ไม่ต้องรอให้ยาออกขาย
