ก่อนจะถึงการรับรองผลการเลือกตั้ง ปริศนากระบวนการสรรหาที่ปรึกษาบอร์ดใหม่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
- 11 ตุลาคม 2569 เลือกตั้งประกันสังคม ปราการสุดท้ายของการปฏิรูปแนวหน้าของการปฏิวัติสังคมไทย
- ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
- ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
- พวกเขาตัดได้แค่ต้นไม้หนึ่งต้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งฤดูใบไม้ผลิ นิติสงครามการเลือกตั้งประกันสังคม
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
- 27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- ซิซีฟัสแห่งกองทุนประกันสังคม : หินที่เราต้องเข็นขึ้นเขาในวันที่ 27 กันยายน
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 บอร์ดประกันสังคมชุดรักษาการประชุมครั้งที่ 13/2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการชุดที่ 14
วาระหนึ่งขอขยายระยะเวลาสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาบอร์ด 7 คน
ที่ประชุมลงมติ 10 ต่อ 6 เสียงให้ขยาย
ผมอยู่ในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นการเลื่อนกำหนดเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ผมเห็นว่าควรอธิบายให้ละเอียด
เพราะอำนาจในองค์กรสาธารณะมักเดินทางผ่านกลไกเล็กๆ แบบนี้
เริ่มจากดูว่าที่ปรึกษาทำหน้าที่อะไร
ที่ปรึกษา 7 คนจะนั่งทำงานร่วมกับกรรมการ 21 คน รวมเป็น 28 คน
ในห้องประชุม ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงมติ แต่ได้รับค่าตอบแทนและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระการประชุม
ผู้ที่เขียนวาระมีอิทธิพลต่อสิ่งที่บอร์ดได้พูดถึง และต่อสิ่งที่บอร์ดไม่เคยได้พูดถึง
กรรมการที่ผู้ประกันตนเลือกมาจึงต้องทำงานทุกเดือนกับคนที่เข้ามาด้วยกระบวนการซึ่งพวกเขาไม่ได้อยู่ในนั้น
ลำดับเหตุการณ์ทำให้ผมกังวล กระบวนการสรรหาเริ่มประชุมตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน ซึ่งเป็นเวลาอีก 5 วันก่อนวันเลือกตั้งตามกำหนดเดิมคือ 27 กันยายน
ต่อมาการเลือกตั้งเลื่อนมาเป็นวันที่ 11 ตุลาคม แต่กระบวนการสรรหายังเดินหน้าตามเดิม
คณะกรรมการสรรหาแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมเสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีลงนาม
เมื่อผมสอบถามกรรมการที่เคยอยู่ในบอร์ดชุดก่อนหน้า พบว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 การแต่งตั้งและสรรหาที่ปรึกษาเกิดขึ้นหลังจากบอร์ดชุดใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว
ครั้งนี้ลำดับกลับกัน บอร์ดที่จะต้องใช้งานที่ปรึกษากลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการรับรองผลด้วยซ้ำ
ข้อกังวลนี้มีมิติทางกฎหมายด้วย ตามระเบียบ บอร์ดเป็นผู้แต่งตั้งที่ปรึกษา เจตนารมณ์ของระเบียบจึงคือให้ผู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นผู้เลือกคนที่จะมานั่งข้างตนเอง
เมื่อกระบวนการสรรหาเดินไปก่อนที่บอร์ดชุดนั้นจะมีตัวตนอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 8/1 ที่มีเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดเจนว่าด้วยที่ปรึกษามีหน้าที่และภารกิจในการสนับสนุนคณะกรรมการ
แม้คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงว่าขั้นตอนขณะนี้เป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการสรรหา ยังไม่ถึงการเลือกตัวบุคคล ที่ปรึกษาชุดเดิมหมดวาระตามกรอบกฎหมาย กระทรวงจึงต้องดำเนินการตามระยะเวลา หากนิ่งเฉยอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
อำนาจตั้งกรรมการสรรหาเป็นของรัฐมนตรีโดยตรง และเมื่อคัดเลือกรายชื่อเสร็จ รายชื่อทั้งหมดจะเข้าสู่บอร์ดชุดใหม่เพื่อพิจารณาเห็นชอบ หากบอร์ดไม่เห็นชอบ รายชื่อก็ตกไปและเริ่มใหม่
รัฐมนตรียังย้ำว่ากรรมการสรรหามาจากหลายภาคส่วน และการบริหารกองทุนต้องยึดหลักไตรภาคีเพื่อให้เกิดการถ่วงดุล
คำอธิบายชุดนี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่ากรอบเวลาตามกฎหมายมีอยู่จริง และบอร์ดชุดใหม่ยังมีด่านสุดท้ายในมือ
ผมมีข้อสังเกตต่อด่านสุดท้ายนั้น จากประสบการณ์ในบอร์ดประกันสังคมมา 2 ปี 8 เดือน การไม่เห็นชอบแล้วส่งกลับไปเริ่มใหม่ยากกว่าที่ฟังดู
เมื่อเรื่องผ่านกลไกราชการมาแล้ว เหตุผลและข้อกฎหมายจะทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ จนการปฏิเสธมีต้นทุนสูงขึ้นทุกขั้น
ยิ่งกระบวนการเดินไปไกลก่อนที่ผู้ใช้งานจะเข้ามา การย้อนกลับก็ยิ่งยาก
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเสนอให้แก้ที่ต้นทาง เมื่อเวลาที่เหลื่อมกันมีเพียงหลักสัปดาห์ การสรรหาที่ล่าช้าไป 1 สัปดาห์ไม่สร้างความเสียหายต่อกองทุน เพียงต้องยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีบอร์ดชุดใหม่แล้ว
กลไกที่ทำให้ทุกอย่างลงตัวได้เร็วอยู่ที่การรับรองผลเลือกตั้ง คณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งระดับจังหวัด 77 แห่งต้องส่งผลนับคะแนนจากหน่วยเลือกตั้ง 5,233 หน่วย รวมกว่า 1 ล้านคะแนน เข้ามายังส่วนกลาง ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 19 ตุลาคม จากนั้นจึงมีขั้นตอนรับรองผล รอการคัดค้าน 7 วัน และเสนอรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้ง ผลคะแนนครบ 100% ไม่มีข้อร้องเรียน หากรับรองได้เร็วและทันกระบวนการสรรหา ข้อสงสัยของประชาชนก็จบลงเอง
แต่ถ้าการรับรองยืดออกไปขณะที่การสรรหาวิ่งไปข้างหน้า จนมีที่ปรึกษา 7 คนนั่งประกบนายจ้าง 7 คน ลูกจ้าง 7 คน และรัฐ 7 คน คำถามก็จะเกิดขึ้นเองว่าเหตุใดจึงต้องเร่งรีบถึงเพียงนั้น
ผมพยายามไม่สรุปไปไกลกว่าข้อเท็จจริง ผลของการกระทำในสัปดาห์ต่อๆ ไปจะเป็นคำตอบ
ทั้งหมดนำไปสู่ข้อโต้แย้งเชิงหลักการ ผู้ประกันตนกว่า 1 ล้านคะแนนไปใช้สิทธิ์เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อมอบอำนาจให้ตัวแทนกำหนดทิศทางกองทุนที่เป็นเงินออมวัยชราของพวกเขา
อำนาจนี้ไม่ได้เริ่มทำงานเมื่อใบรับรองผลมาถึงมือ
ความชอบธรรมเกิดขึ้นตั้งแต่ประชาชนลงคะแนน
ช่วงรอยต่อจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ผู้รักษาการควรประคับประคองงานประจำและตัดสินเรื่องที่รอไม่ได้ ส่วนการวางโครงสร้างที่ผูกมัดกรรมการชุดใหม่ ควรรอให้ผู้ที่ต้องรับผลมาตัดสินเอง
หลักไตรภาคีที่รัฐมนตรียกขึ้นมาก็ควรเข้าใจให้ตรงกัน
ไตรภาคีคือการที่รัฐ นายจ้าง และลูกจ้างมีน้ำหนักเสียงเท่ากันในบอร์ด
ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิคือผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำทางวิชาการและสนับสนุนการบริหารงาน
หากอธิบายบทบาทที่ปรึกษาเป็นกลไกคานอำนาจ ตำแหน่งที่ควรเป็นผู้ช่วยด้านวิชาการก็จะกลายเป็นเวทีต่อรองอำนาจ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ผมนำทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกันตนและนายจ้างที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนกว่า 1 ล้านคน ไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อวางภาพปัญหาให้ตรงกัน
นอกจากประเด็นกระบวนการสรรหาที่อาจขัดต่อกฎหมาย ผมย้ำว่าเราไม่ควรปล่อยให้เงื่อนไขที่ไม่จำเป็นพัฒนาไปเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีกับคณะกรรมการ เพราะทั้งสองฝ่ายมาจากการเลือกตั้งและมีเป้าหมายเดียวกันคือประโยชน์ของผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ
ผู้แทนฝั่งนายจ้างของทีมเราได้คะแนนสูงสุดถึง 95% เช่นกัน ผู้ประกอบการมากกว่า 8,000 สถานประกอบการลงคะแนนเสียงเพื่อเป็นตัวแทน การทำงานร่วมกันของฝั่งแรงงานและฝั่งผู้ประกอบการจึงสะท้อนว่าสวัสดิการที่มีคุณภาพของคนส่วนใหญ่เป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่าย
ผมยังขอให้ติดตามการประกาศใช้สิทธิประโยชน์ที่ค้างคา และสร้างความร่วมมือต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์ในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดในกระทรวง
รวมถึงเร่งรัดการรับรองคณะกรรมการชุดใหม่ตามกรอบเวลา เพื่อให้ประชุมนัดแรกได้ในเดือนพฤศจิกายน
ผมขอบคุณรัฐมนตรีที่เปิดโต๊ะสนทนา และหวังว่าเราจะสนทนากันใน “หน้ากระดาษเดียวกัน” เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ วันที่ 22 ตุลาคม ทีมจะนำข้อเสนอปฏิรูปประกันสังคมไปเสนอต่อพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อสร้างฉันทมติการปฏิรูประยะยาว
เพราะกองทุนที่ดูแลเงินออมวัยชราของคนส่วนใหญ่ควรมีทิศทางที่มั่นคงไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล
