bg-single

ก้าวต่อไปของสื่อในอาเซียน : ธำรงสิทธิเสรีภาพในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อก้าวพ้นความสุดโต่ง

31.03.2019

การนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งอันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางศาสนาหรืออุดมการณ์ทางการเมืองกำลังเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยก ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง จนล่าสุดกับกรณีเหตุการณ์กราดยิงมุสลิมในมัสยิด 2 แห่งจากฝีมือของผู้ก่อเหตุที่มีแนวคิดชาตินิยมผิวขาวในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์

ความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมบนฐานของหลักขันติธรรม กำลังเผชิญกับกระแสแนวคิดสุดโต่ง ซึ่งไม่เพียงส่งผลทำให้สังคมที่ครั้งหนึ่งเคยปรองดองต้องแตกแยก แม้แต่การนำเสนอข่าวสารอาจกำลังเจอกับความท้าทายที่จำกัดความสามารถในการนำเสนอซึ่งกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และทำให้ข่าวสารต้องนำเสนออย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาลุกลาม

ความท้าทายนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างปัญหาชาวโรฮิงญาในพม่า ชาวคริสต์ในเวียดนาม หรือปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

ทางออกจากความท้าทายดังกล่าว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสื่อมวลชนในภูมิภาค ต้องหาจุดร่วมเพื่อธำรงหลักการดังกล่าวและรักษาความสมัครสมานของวัฒนธรรมอันหลากหลายท่ามกลางกระแสขวาจัดที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

 

การประชุมสื่อมวลชนจากทั่วภูมิภาค จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเพื่อความหลากหลาย หรือ “เซจุค” ของอินโดนีเซีย ได้เชิญนักข่าวจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 30 ชีวิต ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์กันที่บาหลี เพื่อสรุปบทเรียนของการนำเสนอข่าวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ซึ่งกลับพบว่ามีจุดขัดกันและสะท้อนออกเป็นหลายกรณี และนำบทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อหาแนวทางในการสร้างที่นำเสนอข่าวที่ยังคงทำหน้าที่ตามหลักสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมความเป็นพหุวัฒนธรรมให้ได้เรียนรู้ เคารพซึ่งกันและกัน

นายอับดุลเราะห์มาน มูฮัมหมัด ฟาเชียร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศของอินโดนีเซีย กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดสัมมนาว่า จากเหตุการณ์ที่เมืองไครสต์เชิร์ช เราเป็นชาติแรกร่วมกับคูเวตและคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีดังกล่าว

“กล่าวโดยสั้นๆ เรากำลังเผชิญปัญหาใหญ่ในสังคมของเรา คนบางคนในสังคมได้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขความแตกต่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เป็นอาการของปัญหาใหญ่ของเราที่อาจทำให้แบ่งแยกและสังคมแตกแยกมากขึ้น” รมช.ต่างประเทศอินโดนีเซียกล่าว และว่า หากเราปล่อยให้ภาวะสุดขั้วทางสังคมเกิดขึ้น ความตึงเครียดจะขยายตัว สายสัมพันธ์ทางสังคมจะถึงคราวดับสูญ

นายฟาเชียร์กล่าวอีกว่า ผมได้เรียนรู้ว่ากฎเกณฑ์หรือกลไกใดจะทรงประสิทธิภาพได้ ตราบที่สังคมของเราเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของความสมัครสมาน ความหลากหลายและขันติธรรม กุญแจสำคัญคือ ให้ความรู้แก่สาธารณชน บทบาทของคุณโดยเฉพาะสื่อมวลชน ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่สาธารณชน เป็นเรื่องเชิงกลยุทธ์และสำคัญ

เราจะไม่ยอมให้สื่อหัวรุนแรงทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อโซเชียลครอบงำความคิดประชาชน

 

นายแอนเดรีย ฮาโซโน นักวิจัยของฮิวแมนไรท์ วอทช์ อินโดนีเซีย ได้กล่าวถึงสถานการณ์กรณีกลุ่มกาฟาตาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรารถนารวมคนนับถืออิสลาม คริสต์และยิวเข้าด้วยกัน จุดเริ่มต้นมาจากสื่อมวลชนในอินโดนีเซียติดตามเหตุหายตัวไปของแพทย์หญิงที่ทิ้งสามีและลูกไปยังเกาะกาลิมันตันเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม

แต่ตามรายงานของตำรวจอินโดนีเซียกลับระบุเป็นการลักพาตัว

จากนั้นสื่อก็รายงานโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูล อ้างว่ากลุ่มกาฟาตาร์เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มุ่งตั้งรัฐศาสนาในเกาะ

การคาดการณ์ของสื่อสร้างความโกลาหลตามมา ทำให้เกิดมวลชนใช้ความรุนแรง แม้แต่สภาอุลามาอินโดนีเซียประกาศฟัตวากลุ่มกาฟาตาร์เป็นกลุ่มนอกรีต

โฆษกกลุ่มกาฟาตาร์กล่าวว่า ครอบครัวผู้นับถือกลุ่มกาฟาตาร์ถูกบังคับไล่ออกจากชุมชนหลายพันคนในช่วงปราบปราม และถูกส่งตัวไปค่ายกักกัน ต่อมาศาลตัดสินจำคุกแกนนำกลุ่มกาฟาตาร์และสั่งห้ามสมาชิกกลุ่มกลับไปที่เดิม ทางการไม่สืบสวนเหตุความรุนแรงและการใช้อำนาจโดยมิชอบและสื่อเองก็ไม่ลงพื้นที่สอบสวน

 

นายฮาโซโนกล่าวว่า อินโดนีเซียหลังยุคซูฮาร์โตเป็นต้นมามีปัญหาความเชื่อทางศาสนาและชนกลุ่มน้อยทั้งการกีดกันการข่มขู่และใช้ความรุนแรง ไม่นับรวมความรุนแรงทางเพศต่อสตรีหรือคนข้ามเพศ แน่นอนว่าสื่อมวลชนเองทำหน้าที่อย่างยากลำบาก เป็นประจักษ์พยานความรุนแรงทางศาสนา

เมื่อใดถึงช่วงที่สื่อมวลชนเผชิญกับประเด็นอ่อนไหว อย่างกลุ่มกาฟาตาร์ ซึ่งเป็นการทดสอบความเป็นมืออาชีพของสื่อ

แต่สื่อของอินโดนีเซียกลับต้องล้มเหลว

 

นายฮาโซโนกล่าวอีกว่า เมื่อปี 2003 นายบิลล์ โควัค ปรมาจารย์ด้านสื่อมวลชนจากฮาร์วาร์ด เจ้าของผลงาน “The Elements of Journalism” โดยเขียนร่วมกับนายทอม โรเซนสเตียล ได้เดินทางเยือนอินโดนีเซีย พร้อมกับร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ตั้งแต่ชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยจนถึงห้องข่าวของสำนักข่าวต่างๆ พูดคุยถึงความท้าทายของสื่อมวลชน ผู้เขียนทั้งสองให้หลักการและแนวปฏิบัติ 10 ข้อของสื่อมวลชนไว้ว่า

– หน้าที่แรกของสื่อมวลชนคือเข้าถึง “ความจริง”

– ความภักดีแรกของสื่อคือภักดีต่อประชาชน

– หลักสำคัญของสื่อคือวินัยของการตรวจสอบความถูกต้อง

– ผู้ทำหน้าที่สื่อยังคงมีอิสระกับสิ่งที่พวกเขารายงาน

– สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างอิสระ

– สื่อต้องเป็นพื้นที่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์และประนีประนอมของสาธารณชน

– สื่อต้องมุ่งมั่นที่จะรักษาความสำคัญและน่าสนใจ

– สื่อต้องทำให้ข่าวยังคงครอบคลุมรอบด้านและได้สัดส่วน

– ผู้ทำหน้าที่สื่อต้องได้รับอนุญาตในการใช้สามัญสำนึกส่วนตัว

– พลเมืองด้วยเช่นกัน มีสิทธิและความรับผิดชอบเมื่อพวกเขาตกเป็นข่าว

 

นอกจากนี้ นายฮาโซโนกล่าวว่า ถ้าหากถามถึงกฎหมายที่มีปัญหา สื่อจะรับมืออย่างไรอย่างกฎหมายหมิ่นศาสนาและข้อระเบียบความปรองดองทางศาสนา

จำไว้ว่าอินโดนีเซียได้ลงนามและให้สัตยาบันพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนถึง 9 ฉบับ ซึ่งพันธกรณีเหล่านี้เป็นมาตรฐานที่สื่อมวลชนอินโดนีเซียควรปฏิบัติในการแสวงหาความจริงเพื่อการเสนอข่าว รวมถึงรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียเอง

ทั้งนี้ นายฮาโซโนหวังว่า สื่อมวลชนอินโดนีเซียจะไม่ล้มเหลวเหมือนที่เกิดขึ้นกับกรณีกาฟาตาร์อีก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต
E-DUANG | การต่อสู้ ในทาง ยุทธศาสตร์ ระหว่าง ประชาชน ภูมิใจไทย
เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน