bg-single

ปรีชภักดิ์ ทีคาสุข : วัดชีพจรโครงการ Belt and Road Initiative กับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทิศทางการพัฒนา

23.05.2019

ภายหลังจากโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยรัฐบาลจีนอย่าง Belt and Road Initiative ที่ตั้งใจจะสร้างจุดเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์ระหว่างภูมิภาคและอนุภูมิภาคต่างๆ ภายในเอเชีย ยุโรปและแอฟริกาเข้าหากันเริ่มมีการนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินการมาได้สักพักใหญ่ๆ

หลังปี 2013 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีโครงการเล็กโครงการใหญ่ผุดขึ้นมามากมาย

ไม่ว่าจะท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม โครงการรถไฟความเร็วสูง

โดยรัฐบาลจีนได้ระดมเงินลงทุนหลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวแก่เหล่าประเทศกำลังพัฒนา (The Global South)

เพื่อสร้างและแผ่ขยายอิทธิพลทางการค้าของตนเองไปยังประเทศรอบนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออก

รวมถึงหวังให้ภูมิภาคเหล่านั้นสามารถพัฒนากลายมาเป็นแหล่งกระจายสินค้าและสวนหลังบ้านทางภูมิรัฐศาสตร์ให้แก่จีน ในภายหลังจากที่โครงการรางรถไฟและท่าเรือน้ำลึกแล้วเสร็จ

ซึ่งจีนจะสามารถเข้ามาใช้สอยพื้นที่เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ตามสัญญาการเช่าแบบทวิภาคีที่รัฐบาลจีนได้ทำไว้กับรัฐบาลกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในฐานะเจ้าหนี้-ลูกหนี้

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังโครงการเริ่มดำเนินการและมีปริมาณการไหลเวียนของเงินกู้จากธนาคารการลงทุนของจีนมาสู่ประเทศลูกหนี้เพิ่มมากขึ้น

กลับมีกระแสต่อต้านประเทศจีน (anti-China sentiment) เกิดขึ้นอย่างแพร่กระจายภายในหลายประเทศทั้งเนปาล พม่า มาเลเซีย และเซียร์ราลีโอน

ทั้งในมิติของสินค้าจากจีน และในมิติของการเข้ามาลงทุนโดยรัฐบาลจีนในอาณาบริเวณท้องถิ่นของประเทศเหล่านั้น

และได้เกิดปรากฏการณ์ของการเรียกร้องให้เจรจาใหม่ การยกเลิกสัญญา การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง

รวมไปถึงการถ่วงเวลาในการดำเนินการโครงการ จากผลของสัญญาและข้อตกลงที่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นมองว่าขาดความเป็นธรรม และไม่มีความเท่าเทียม

นอกจากนี้ เมื่อย้อนกลับมาดูในกลุ่มนักวิชาการ นักนโยบาย หรือนักวิจัยแขนงต่างๆ ก็จะพบว่ากระแสต่อต้านจีนนั้นไม่ได้มีอยู่แค่ภายในกลุ่มรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเหล่านั้น

หากแต่ยังเกิดขึ้นในกลุ่มนักวิชาการ นักวิจัย และนักนโยบายแขนงต่างๆ ร่วมอยู่อีกด้วย

ทั้งนักวิชาการจากสถาบัน Brookings Institution, สถาบัน Centre for Strategic and International Studies (CSIS), มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หรือแม้แต่นักวิชาการในกลุ่มสภา Council on Foreign Relations (CFR) นั้นเอง

โดยหลายๆ ฝ่ายนั้นออกความเห็นไปในทิศทางและกรอบวิธีการคิดแบบเดียวกัน นั่นคือการมีมุมมองที่ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนและเงินทุนจากรัฐบาลจีนนั้นกำลังคืบคลานเข้าไปยึดจับจุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายๆ จุดบนแผนที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วเอเชีย-ยุโรป-แอฟริกา ผ่านวิธีที่ไม่พึงประสงค์อย่างการใช้เทคนิคการทูตแบบนักล่าลูกหนี้ (debt-trap diplomacy) ที่มักจบลงด้วยสถานการณ์ของการเข้าไปขอเช่าที่ดินเป็นเวลา 99 ปีกับประเทศลูกหนี้ที่ไม่สามารถรวบรวมเงินมาจ่ายหนี้สินและดอกเบี้ยปริมาณมหาศาลได้

และข้อวิจารณ์ที่สำคัญคือ พฤติกรรมของทุนจีนนั้นมีเรื่องฉาวเกี่ยวกับคอร์รัปชั่น การติดสินบน ความไม่โปร่งใสของเงินลงทุนและความไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเยอะมากในแถบประเทศกำลังพัฒนา

 

การประชุมในเวที 2019 Belt and Road Forum ครั้งที่ 2 เมื่อไม่นานมานี้ อันเป็นการประชุมใหญ่ที่รัฐบาลจีนจัดขึ้นมาเพื่อประกาศ ประชุม และหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของโครงการ BRI

และรวมถึงชี้แจงถึงความคืบหน้าและแผนงานในอนาคตของโครงการด้วย

ภายในงานประชุมดังกล่าว Xi Jinping ได้ออกมาประกาศรับทราบข้อวิจารณ์ข้างต้นทุกประการ

ไม่ว่าจะประเด็นเรื่องคอร์รัปชั่น

ความไม่โปร่งใส

ความไม่เปิดกว้างต่อผู้ลงทุนที่หลากหลาย

หรือความไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แล้วประธานาธิบดี Xi Jinping ยังยืนยันว่ารัฐบาลจีนนั้นพร้อมที่จะยอมถอยและสร้างความประนีประนอมกับรัฐบาลที่เกี่ยวข้องในโครงการ BRI ในทุกประการที่ถูกกล่าวหาและข้อวิจารณ์ต่างๆ

เพื่อที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และเปิดโอกาสให้โครงการ BRI ของรัฐบาลจีนเองสามารถที่จะมีลู่ทางในการพัฒนาต่อได้

โดยเป็นมิตรและตอบสนองผลประโยชน์แก่คนทุกกลุ่ม

 

สําหรับความเห็นของนักวิชาการหลายๆ กลุ่มที่มีท่าทีเชิงกังขาต่อโครงการ BRI นั้นต่างเสนอถึงหนทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแก่ Xi Jinping ไปในแนวทางเดียวกันว่า การลงทุนของจีนภายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นควรมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมาธิการและคณะทำงานพิเศษขึ้นมาในรูปแบบขององค์กรความร่วมมือพหุภาคีเพื่อเข้ามาทำการสอดส่องดูแลและตรวจตราความคืบหน้าของโครงการ BRI ภายในภูมิภาคต่างๆ อย่างใกล้ชิด

เพื่อปิดจุดอ่อนด้านความไม่โปร่งใสและการคอร์รัปชั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศผู้รับการลงทุน (host countries)

โดยคณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นนั้นต้องมีรัฐบาลจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมในคณะ เพื่อความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่

อีกทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเองยังควรที่จะเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม Paris Club ซึ่งเป็นการสมาคมของกลุ่มประเทศผู้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อจัดประชุมหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการลูกหนี้ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

(โดยสมาชิกหลักๆ ของกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันตก และสหรัฐอเมริกา)

กล่าวอย่างพื้นฐานที่สุดคือ ทางฝ่ายนักวิชาการนั้นเสนอให้ทางการจีนต้องนำเอาธนาคาร Asian Infrastructure Investment Bank และ China Development Bank ของตนเองมาทำงานร่วมกับ International Monetary Fund และธนาคารโลกให้มากขึ้น

เพื่อให้องค์กรโลกบาลอย่างธนาคารโลกและ IMF ช่วยทำการคานอิทธิพลของธนาคารจีนรวมถึงตรวจสอบติดตามกิจกรรมของธนาคารจีนและทุนจีนอย่างใกล้ชิดด้วย

ถัดมาคือ จีนควรจะเลิกจัดการประชุม BRI ในประเทศตนเอง และหันมาใช้ระบบหมุนเวียนสถานที่การประชุมให้มากขึ้น

กล่าวคือ ควรมีการเวียนการจัดประชุมไปยังสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ประเทศจีนบ้าง

เช่น เวียนไปจัดในเขตประเทศสหภาพยุโรป เป็นต้น

เพื่อสร้างความกว้างขวางและความหลากหลายของผู้เข้าร่วม ซึ่งจะนำไปสู่การขยายฐานของภาคีผู้เข้าร่วมให้มีหลากหลายกลุ่มมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลไม่ให้อิทธิพลของรัฐบาลจีนมีมากเหนือรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนามากเกินไป ในกรณีที่ต้องมีการจัดโต๊ะเจรจาระหว่างกัน

และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีระบบการประมูลชิ้นงานก่อสร้างที่ทันสมัย และตรวจสอบได้ให้มากกว่านี้

เช่น การนำระบบการประมูลแบบออนไลน์บนเว็บไซต์เข้ามาใช้ให้มากขึ้น

และลดพฤติกรรมการจัดประมูลแบบไม่โปร่งใสแบบเก่าลงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรูปแบบสถานการณ์ที่ผู้รับเหมาหรือรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีนเข้ามากว้านจ่ายสินบนในการฮั้วประมูลจนได้ชิ้นงานไปอยู่ฝ่ายเดียว

และยังเพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้รับเหมาและผู้ลงทุนรายอื่นให้สามารถเข้ามาร่วมโครงการได้มากขึ้นอีกด้วยเช่นกัน

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจีนและ Xi Jinping จะทำอย่างไร หรือจะเดินหมากอย่างไรต่อ?

 

โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ไม่คิดว่าทางการจีนและโดยเฉพาะกับรัฐบาลของ Xi Jinping จะสามารถทำตามข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ได้ครบถ้วน (และรัฐบาลอื่นๆ ของจีนก็คงจะยอมรับข้อเสนอเหล่านี้ได้ยากเช่นกัน)

แม้ว่า Xi Jinping จะออกมารับปากบนเวทีการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยตรงก็ตาม

เพราะโดยพื้นฐานปกติแล้วรัฐบาลจีนไม่ได้มีแบบแผนพฤติกรรม (strategic culture) ที่จะสามารถเปิดโอกาสให้ผู้นำสามารถยอมโอนอ่อนผ่อนปรนในเชิงโครงสร้างกับข้อเสนอลักษณะข้างต้นที่ดูแล้วเหมือนเป็นการหักล้างรูปแบบและแบบแผนการปฏิบัติเดิมของรัฐบาลจีนนี้

ยิ่งอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของ Xi Jinping ผู้นำสายเหยี่ยวของจีนแล้ว ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

แม้ว่าท่าทีการประนีประนอมจะเคยเกิดขึ้นให้เห็นมาบ้างผ่านสถานการณ์การตั้งโต๊ะเจรจา Trade War เป็นครั้งๆ ที่ Xi Jinping มีต่อ Donald Trump

แต่นั่นก็เป็นเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้าชุดหนึ่งๆ และอยู่ในระยะสั้นเท่านั้น (เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องมีการเจรจาในรอบต่อๆ ไปอยู่ดี)

หากแต่สถานการณ์ในประเด็น Belt and Road Initiative นี้เป็นสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาวที่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของแบบแผนการปฏิบัติโดยรัฐบาลจีนอาจส่งผลกระทบถึงตัวรัฐบาลจีนและความชอบธรรมของรัฐบาลในหลายๆ มิติ (โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของผู้นำและตัวพรรค)

ความเป็นไปได้ในการที่ Xi Jinping จะยอมนำข้อเสนอเหล่านั้นมาปฏิบัติตามทุกประการจึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

อย่างมากก็อาจมีการพยายามทำการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติขึ้นมาจากเดิม

เช่น ปรับให้ระบบการประมูลโครงการมีความโปร่งใสขึ้น

แต่การคอร์รัปชั่นและการฮั้วประมูลอาจจะยังคงมีอยู่ หรือมีการเปิดให้รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาเข้าเจรจาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและวงเงินกู้ลง แต่ก็ปรับลดประสิทธิภาพของโครงการลง

(อย่างกรณีของมหาธีร์ ที่สามารถเจรจาลดงบประมาณการลงทุนลง แต่ก็ต้องลดสเป๊กของโครงการให้ต่ำลงตามไปด้วย)

เพื่อให้ตัวโครงการ BRI นั้นมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น พอให้เห็นเป็นในเชิงสัญลักษณ์ว่าจีนนั้นยอมเปลี่ยนแปลงและผ่อนปรนต่อข้อเสนอของโลกตะวันตกและสหรัฐอเมริกาแล้ว

แต่โดยรวมแล้วพฤติกรรมการลงทุนของรัฐบาลจีนอาจจะยังมีรูปแบบที่คงเดิม เพราะถือว่าจีนลงไปก้าวหนึ่งให้แล้ว เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาที่แม้จีนจะแสดงออกให้เห็นว่าตนเองนั้นมีเจตนาที่จะผ่อนปรนโอนอ่อนให้แก่คู่เจรจา-คู่ค้า

แต่ก็เป็นเพียงการถอยแค่ก้าวเดียว

หรือยอมปฏิบัติตามข้อเสนอของคู่เจรจาเพียงแค่ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 เพียงเท่านั้น

ดังเช่นกรณีการลดหย่อนผ่อนหนี้ในประเทศแคเมอรูนลูกหนี้รายใหญ่ของจีนที่จีนประกาศว่าจะยอมปลดหนี้บางส่วนให้

(แต่เมื่อเปรียบเทียบในเชิงตัวเลขของสัดส่วนแล้ว เป็นสัดส่วนที่น้อยมากยิ่งกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณหนี้ทั้งหมด)

หรือกรณี Peaceful Rise (การเจริญเติบโตขึ้นอย่างสันติ) ที่ไม่ว่ากี่ปีจีนก็ยังคงอ้างว่าตนเองนั้นเติบโต ขยายตัวและก้าวขึ้นมามีบทบาทในการเมืองโลกแบบสันติ

แต่ขณะเดียวกันก็ใช้เรือรบของกองทัพเรือตนเองไปยิงอาวุธขู่ไต้หวันบนช่องแคบไต้หวันอยู่บ่อยๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)