bg-single

ชาคริต แก้วทันคำ : ปัจจัยเสี่ยงและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กับ “การฆ่าตัวตายของพลวัต”

14.06.2019

“พวกเราต่างพกบาดแผลมาเต็มหลัง ทะเยอทะยานและบาดเจ็บมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็กระโจนลงสู่สมรภูมิอีกครั้ง ใช่ว่าชีวิตจะกดดันไม่มีทางเลือก แต่เรานั่นเองที่เฆี่ยนตีตนเองจนแทบไม่มีทางเลือกอื่น เพียงเพราะหวาดกลัวว่าหากหยุดนิ่ง จะสูญสิ้นความหมาย ถูกทิ้งเดียวดายลำพัง” (น.99)

ข้อความข้างต้น เป็นกระแสสำนึกของจิดานันท์ ตัวละครที่มีชื่อเดียวกับผู้เขียน ได้ไตร่ตรองชีวิตของตนกับพลวัตและพบว่า “พวกเราต่างพกบาดแผล” เป็นความรู้สึกหวาดกลัวและสะท้อนพฤติกรรมที่อาจตีความได้ว่าเกี่ยวข้องกับความสิ้นหวัง (hopelessness) ในชีวิต ที่ “มีเพียงคนแบบเดียวกันเท่านั้นที่จะเข้าใจ”

เป็นลักษณะของปัจเจกบุคคลที่ขาดความค้ำจุนทางอารมณ์

ความรู้สึกจากการขาดที่พึ่งทางใจและรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงทำให้ปัจเจกบุคคลโดดเดี่ยวและกลายเป็นคนที่มีความอ่อนไหวต่อการกระทบกระเทือนทางอารมณ์

ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดอยากฆ่าตัวตายและนำไปสู่การฆ่าตัวตายสำเร็จในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวยังสามารถอธิบายความเชื่อมโยงการฆ่าตัวตายในเวลาต่อมาของพลวัตตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmud Freud) ที่เกิดจากสาเหตุ “การสูญเสียการทำงานของจิตสำนึก” (distubance of ego functioning)

เช่น การปรับตัวที่ผิดปกติ เป็นต้น

 

บทความนี้จะศึกษาปัจจัยเสี่ยงและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย ในเรื่องสั้น “การฆ่าตัวตายของพลวัต” ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท นักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือซีไรต์ ปี 2560 โดยเรื่องสั้นที่จะนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมของตัวละคร พิมพ์อยู่ในรวมเรื่องสั้น “วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย”

เรื่องสั้น ” การฆ่าตัวตายของพลวัต” ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ให้ “ฉัน” หรือสรรพนามบุรุษที่ 1 เป็นผู้เล่าเรื่องที่รู้เห็นเหตุการณ์หรือพยาน (withness narrator) โดยนำเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของพลวัตมาเล่าในลักษณะที่มีความรับรู้แบบจำกัด (limited)

ชีวิตในวันธรรมดาของจิดานันท์ไม่ธรรมดา เมื่อเธอได้รับโทรศัพท์จากเต้ที่ส่งข่าวมาบอกว่ากิตติน้องชายของพลวัตกำลังจะมาหา ทำให้เธอย้อนกลับไปสองสามปีก่อนที่ได้รู้จักกับพลวัต เหตุผลที่กิตติมาหาจิดานันท์ เพราะเขาได้อ่านข้อความในเฟซบุ๊กจากมือถือพี่ชาย และรู้ว่า “จิดานันท์เป็นคนที่บอกให้พลวัตฆ่าตัวตาย”

ขณะพ่อแม่กำลังวุ่นอยู่กับการจัดงานศพของพลวัต กิตติมาหาจิดานันท์เพราะอยากรู้ว่าทำไมพี่ชายเขาถึงจากไป และเขาก็รู้คำตอบที่แท้จริงหลังจากได้อ่านข้อความในมือถือ ชีวิตของพี่ชายเขามันลำบาก เหมือนติดอยู่ในกรงขัง แต่ครอบครัวกลับไม่มีใครรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ มีเพียงจิดานันท์ที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุด พูดคุยและรับรู้อารมณ์หนักอึ้งก่อนที่พี่ชายเขาจะฆ่าตัวตาย

ที่สำคัญจิดานันท์ไม่ได้ห้ามพลวัตด้วย

การที่กิตติมาหาจิดานันท์ นอกจากพูดคุยกันแล้ว เขามาเพื่อขอโทษที่พิมพ์ข้อความไม่ดีส่งมาให้เธอ พอเขาเข้าใจเหตุผลและการตัดสินใจฆ่าตัวตายของพี่ชาย

กิตติกลัวว่าจิดานันท์จะจากโลกนี้ไปอีกคน เขาจึงมาเพื่อปลอบโยนเธอ

 

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย

“ฉันรู้ว่าเขาใช้ยาในบางคืนเพื่อดับความว้าเหว่ ไม่ได้ต่อเนื่องทุกปักษ์ทุกเดือน ทว่าแต่ละครั้งละก็หนักหนาเจียนคร่าชีวิต ครั้งหนึ่งเขาแชตเฟซบุ๊กมาบอกฉันว่าเลือดออกจมูก ฉันจึงโทร.ไปหา คุยเป็นเพื่อนจนถึงเช้า เวลาอยู่กับคนที่ไม่สนิท พลวัตวางท่าเป็นคนร่าเริง คนที่สนิทกับเขาเพียงผิวเผินจึงช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วกิตติผู้เป็นน้องชายล่ะ สนิทกับเขาเพียงผิวเผินหรือเปล่า” (น.100)

ข้อความข้างต้น การที่จิดานันท์รู้ว่าพลวัต “ใช้ยาบ้างในบางคืนเพื่อดับความว้าเหว่”

เท่ากับว่าการใช้สารเสพติดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย และ “ความว้าเหว่” ของพลวัต ยังเป็นอาการของโรคซึมเศร้าที่เกิดจากความท้อแท้สิ้นหวังในชีวิต และน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาคิดและฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ เมื่อจิดานันท์ตั้งคำถามว่ากิตติรู้จักพี่ชายดีพอหรือแค่เพียงผิวเผิน จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่และคนในครอบครัว ที่อาจมีสัมพันธภาพไม่ดีต่อกัน หรือเพราะพลวัตขาดความผูกพันกับพ่อแม่

การตั้งคำถามของจิดานันท์จึงน่าขบคิด สะท้อนสถาบันครอบครัวยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เท่าที่ผ่านมา พลวัตพูดคุยและสื่อสารกับเพื่อนในโลกเสมือนมากกว่า ทำให้เขาแยกตัว (isolation) ออกจากโลกความจริง

ดังนั้น การใช้สารเสพติดและมีอาการของโรคซึมเศร้า จึงไม่เป็นที่สังเกต รับรู้หรือใส่ใจของคนในครอบครัว

“สเตตัสสุดท้ายบนเฟซบุ๊กของพลวัตเขียนไว้ว่า “ความโดดเดี่ยวเปรียบประหนึ่งตั๋วเที่ยวเดียว สู่ความเศร้าและความตายอันพึงปรารถนา” ฉันแชตคุยกับพลวัตอยู่ระหว่างที่เขาโพสต์ข้อความนี้ เขาจึงกล่าวกับฉันว่า ผมจะไปแล้วนะ ผมตัดสินใจว่า คงจะเป็นคืนนี้ การสนทนาทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้ง ครั้งก่อนพลวัตบอกว่าคุณช่วยห้ามผมที ฉันก็เลยห้าม โทรศัพท์ไปหาเขาและคุยกับเขาจนกระทั่งคืนอันมืดมิดผ่านพ้นไป แต่ครั้งนี้เขาบอกฉันว่า คุณอย่าห้ามผมนะ ฉันจึงบอกว่า อืม จะไม่ห้าม” (น.104)

ข้อความข้างต้น แสดงว่าพลวัตเคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน การพยายามฆ่าตัวตายจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงในการคิดฆ่าตัวตายซ้ำ และเมื่อชีวิตถึงทางตัน การฆ่าตัวตายก็เป็นทางออกเดียวสำหรับเขาและพอจิดานันท์ไม่ห้าม เธอเชื่อว่ามันจะปลดปล่อยพลวัตจากทุกสิ่ง แม้ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับปัญหา เพราะเขายังไม่เคยเข้ารับการรักษา แต่มันเป็นการตัดสินใจของเขา

ในเมื่อการพยายามมีชีวิตอยู่เท่ากับถูกกดทับให้ทรมานตลอดไปเช่นกัน

 

ทฤษฎีการฆ่าตัวตายของบุคคลของ Emile Durkheim

การฆ่าตัวตายเพื่อตนเอง (egoistic suicide) ตามแนวคิดของอีมิล เดอร์ไคม์ มีลักษณะดังนี้

1. ปัจเจกบุคคลขาดการเข้าร่วมกับวิถีชีวิตของกลุ่มอย่างเข้มข้น ดังนั้น ถ้าเขาจะฆ่าตัวตายก็จะไม่ถูกยับยั้งจากความรู้สึกส่วนลึกที่มีความผูกพันหรือมีพันธะต่อผู้อื่น และเขาจะไม่คำนึงถึงผลจากการฆ่าตัวตายของเขาต่อกลุ่มหรือผู้อื่น

2. ปัจเจกบุคคลขาดความรู้สึกที่ต้องการจะทำให้ชีวิตของตนมีค่า ขณะเดียวกันก็มีลักษณะที่บุคคลนั้นมีความผูกพันกับคนรอบข้างน้อย

3. ปัจเจกบุคคลขาดการค้ำจุนทางด้านอารมณ์ความรู้สึกจากกลุ่ม ดังนั้น การขาดที่พึ่งทางใจและรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นได้เมื่อต้องเผชิญปัญหา ทำให้ปัจเจกบุคคลรู้สึกโดดเดี่ยวและกลายเป็นบุคคลที่มีความอ่อนไหวทางอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่สาเหตุการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายเพื่อตนเองจึงเป็นผลจากการขาดประสิทธิภาพในการผสมผสานความเป็นปัจเจกบุคคลกับสังคม รวมไปถึงการผสมผสานความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างบุคคลและชีวิตครอบครัวด้วย

ดังนั้น การฆ่าตัวตายเพื่อตนเองตามแนวคิดของเดอร์ไคม์ ที่เชื่อว่าบุคคลนั้นมองว่าตนถูกแยกส่วนออกมาจากสังคม มีความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ สังคมมองไม่เห็นตัวเขา จึงฆ่าตัวตายเพราะคิดว่าเขาไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ในสังคมต่อไป

เช่นเดียวกับชีวิตและความคิดของพลวัตที่ “เหมือนถูกขังอยู่ในร่างกายตนเอง”

 

เรื่องสั้น “การฆ่าตัวตายของพลวัต” ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท นอกจากจะนำเสนอปัญหาและความขัดแย้งภายในใจของตัวละครที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายจากปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเพศภาวะ (gendar) อาการของโรคซึมเศร้า เคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายและการใช้สารเสพติดเพื่อดับความว้าเหว่แล้ว

ปัจจัยที่มาจากครอบครัวก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวละครตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะขาดความรัก ความอบอุ่นและความสัมพันธ์อันดีจากคนในครอบครัว และการแยกตัวออกมาจากโลกแห่งความเป็นจริงยิ่งส่งผลให้ครอบครัวขาดการเฝ้าระวังและช่วยเหลือตัวละครที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วย

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การที่กิตติในฐานะผู้สูญเสียมาพบและพูดคุยกับจิดานันท์ ที่น่าจะมีอาการและแนวโน้มฆ่าตัวตายไม่ต่างจากพลวัต การมาปลอบโยนแทนการกล่าวโทษจึงเป็นการเรียนรู้คุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ของทั้งสองตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากความตายของพลวัต แทนที่จะจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดเท่านั้น

ดังนั้น การปลอบโยนจึงเป็นทางแก้ที่อาจช่วยเหลือหรือเยียวยาชีวิตที่โดดเดี่ยวอ้างว้างและแปลกหน้าในโลกใบนี้ให้มีความหวังที่จะอยู่ต่อไปได้

นอกจากนี้ การให้จิดานันท์เป็นตัวละครชื่อเดียวกับผู้เขียน ยังแฝงนัยได้อีกว่า อาการของโรคซึมเศร้าและสาเหตุของการคิด พยายามหรือฆ่าตัวตายเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคนใกล้ตัวหรือสมาชิกในครอบครัวของเราด้วย

และการฆ่าตัวตายของพลวัต คำว่า “พลวัต” หมายถึง มีกำลัง เกี่ยวข้องกับแรง ที่อาจส่งผลต่อผู้เขียน ผู้อ่านหรือสังคมปัจจุบัน ที่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาใกล้ตัวและยังเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น

มีความรุนแรงและแปลงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

———————————————————————————————————–

บรรณานุกรม

จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท. (2560). วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย. นครปฐม : เม่นวรรณกรรม.
รตพร ปัทมเจริญ. (2552). การฆ่าตัวตาย : ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม. วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 5(2) : 7-24.
สุพัตรา สุขาวห และสุวรรณา อรุณพงศ์ไพศาล. (2560). ปัจจัยเสี่ยงและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายของวัยรุ่น : การทบทวนวรรณกรรมเชิงลึก. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. 62(4) : 359-378.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)