bg-single

วิษณุ เครืองาม : ลงเรือแป๊ะ (5) / พระมหากษัตริย์กับรัฐบาล

28.10.2019

เป็นธรรมเนียมในประเทศที่แม้จะมีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ยังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่รัฐบาลจะต้องถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ด้วยการถวายรายงานข้อราชการสำคัญให้ทรงทราบเป็นระยะๆ

ซึ่งเป็นไปตามหลักในระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษที่ว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชสิทธิที่จะได้รับการกราบถวายบังคมทูล “Right to be in formed” เพื่อประกอบพระราชวินิจฉัย เช่น เมื่อเวลาถวายร่างพระราชบัญญัติใดขึ้นไปให้ทรงลงพระปรมาภิไธย หากเคยมีการกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์อันจำเป็นต่อการออกพระราชบัญญัตินั้น ทั้งในส่วนของเสียงเรียกร้องต้องการและเสียงต่อต้านคัดค้านก็จะเป็นประโยชน์ในการจะทรงพิจารณา จากพระราชสิทธิข้อนี้จะทำให้เกิดพระราชสิทธิอื่นตามมาอีก 2 ประการคือ พระราชสิทธิที่จะพระราชทานคำแนะนำแก่รัฐบาล (Right to advise) และพระราชสิทธิที่จะทรงตักเตือนและให้กำลังใจ (Right to warn and encourage)”

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีทุกสมัยจะขอพระราชทานพระมหากรุณาเข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการเสมอ

ในประเทศอังกฤษและอีกหลายประเทศ มีประเพณีที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นประจำทุกสัปดาห์

แม้แต่อยู่ระหว่างการแปรพระราชฐานหรือเสด็จฯ ต่างประเทศก็จะมีการเชิญกล่องหนังสือกราบบังคมทูลไปถวายโดยไม่ต้องรอให้ทรงสอบถาม

สำหรับในประเทศไทยก็มีประเพณีปฏิบัตินี้โดยมีการขอเข้าเฝ้าฯ เดือนละอย่างน้อย 1 ครั้ง

ส่วนการมีหนังสือกราบบังคมทูลจะเป็นไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม

 

ในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่ยังทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และทรงพระสำราญ นายกรัฐมนตรีจะขอพระราชทานเฝ้าฯ เป็นการภายในเสมอ

บางครั้งอยู่ระหว่างการแปรพระราชฐานก็จะโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ ที่ต่างจังหวัด เช่น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สกลนคร พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เชียงใหม่ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ นราธิวาส

บ่อยครั้งที่โปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีโดยเสด็จพระราชดำเนินไปในการทรงเยี่ยมราษฎรหรือทอดพระเนตรโครงการต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริด้วย

ในตอนปลายรัชกาล พระพลานามัยไม่สู้ดีนัก คณะแพทย์กราบบังคมทูลขอให้ทรงงดปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อประทับรักษาพระองค์เป็นระยะๆ จึงไม่สะดวกที่รัฐบาลจะขอพระราชทานเฝ้าฯ ถวายรายงานดังกาลก่อน

สิ่งที่จะทำได้คือการมีหนังสือถึงราชเลขาธิการเพื่อรายงานเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ สุดแต่จะพิจารณานำความกราบบังคมทูลในเวลาอันสมควร

 

ในสมัยรัชกาลใหม่นี้ ในช่วงต้นภายหลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 จนถึงเวลาถวายพระเพลิงเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีมีเหตุจะต้องขอพระราชทานเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุมาศ และการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตลอดจนรับพระราชวินิจฉัยหลายครั้ง

ในคราวหนึ่งได้รับพระราชกระแสใส่เกล้าฯ มาแจ้งคณะรัฐมนตรีว่าทรงมีพระราชปรารภ 4 ประการคือ

1. ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้ประชาชนมีความสุขในการดำรงชีวิตและมีทางออกในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่าให้รู้สึกว่าอึดอัดขัดข้องหรือตันจนไม่มีทางออก

2. ช่วยกันสร้างความรับรู้สึกภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ของไทย

3. รณรงค์ให้คนมีวินัยและเคารพกฎหมาย

4. ส่งเสริมการมีจิตอาสา จิตสาธารณะ ไม่ทำอะไรที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียว

ในเวลาต่อมาพระราชปรารภนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมให้เห็นในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว และกิจกรรมจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ขุดลอกคูคลองห้วยหนองคลองบึง

และยังจะแสดงออกทางกิจกรรมอื่นๆ อีกหลายเรื่อง

 

นายกรัฐมนตรีให้นโยบายแก่คณะรัฐมนตรีด้วยว่า เนื่องจากราชสำนักได้มีการจัดระเบียบราชการใหม่

จึงจำเป็นที่ทางราชการจะต้องนำความกราบบังคมทูลถวายรายงานผ่านทางราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือราชเลขาธิการทุกครั้งก่อนที่จะมีกิจกรรม โครงการ หรือข่าวสารที่กระทบถึงราชการในพระองค์ หน่วยงานในราชสำนักและสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น ขอให้รอจนเมื่อได้รับแจ้งว่าทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วหรือมีพระราชานุญาตแล้วจึงจะดำเนินการต่อไปได้

ในบางกรณีนายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบโดยตรงหรือขอพระราชทานเฝ้าฯ เป็นการภายในเพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง

หลักการเช่นนี้น่าจะเป็นประเพณีวิธีปฏิบัติสืบไปเบื้องหน้า

 

ต่อมาได้มีพระราชดำริว่า การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้วายชนม์ด้วยการพระราชทานน้ำอาบศพ พระราชทานเครื่องประกอบเกียรติยศศพ เช่น หีบศพ โกศศพนั้น

ทุกวันนี้จำกัดอยู่แต่ศพในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งที่ผู้วายชนม์ในจังหวัดห่างไกลทั่วประเทศก็ควรได้รับพระมหากรุณาอย่างเดียวกัน

แต่สำนักพระราชวังขาดกำลังพลด้านนี้ จึงมีพระราชานุญาตให้รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมรับไปดำเนินการแทนสำนักพระราชวังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป

เมื่อกล่าวถึงการจัดระเบียบราชการในราชสำนักใหม่ สมควรอธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เคยมีการตั้งกระทรวงวังเป็นผู้รับผิดชอบกิจการราชสำนักและราชการในพระองค์ทั้งหมด มีเสนาบดีกระทรวงวังเป็นผู้บังคับบัญชาปรากฏราชทินนามว่าเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ในบางสมัยกระทรวงนี้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงมุรธาธร

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 พระราชภาระลดลง งานบางอย่างของกระทรวงนี้ต้องโอนไปเป็นของรัฐบาล เหลืออยู่ก็แต่เฉพาะที่เป็นราชการในพระองค์โดยแท้ จึงจัดระเบียบเป็นสำนักพระราชวัง ดูแลราชสำนัก พระราชวัง พระราชพิธี มีเลขาธิการพระราชวังเป็นผู้บังคับบัญชา

ตำแหน่งนี้เรียกโดยย่อว่า “เลขาฯ วัง” ผู้ครองตำแหน่งนี้ที่เรารู้จักกันดีในอดีต เช่น พลตรีหม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา นายแก้วขวัญ วัชโรทัย (น้องชายฝาแฝดคือ นายขวัญแก้ว วัชโรทัย เป็นรองเลขาธิการพระราชวัง) และนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา

อีกหน่วยคู่กันคือสำนักราชเลขาธิการ ดูแลรับผิดชอบราชการด้านเอกสารหนังสือทั้งที่มีมาถึงพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์และส่งออกไปจากราชสำนัก ตลอดจนการขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในเรื่องต่างๆ ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานนี้คือราชเลขาธิการ

เรียกโดยย่อว่า “ราชเลขาฯ”

ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ที่รู้จักกันดีในอดีตคือ ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ม.ร.ว.พีรพงษ์ เกษมศรี นายอาสา สารสิน และนายกฤษณ์ กาญจนกุญชร

ข้าราชการที่ทำงานใน 2 หน่วยงานนี้เรียกว่า “ข้าราชการพลเรือนในพระองค์” ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าการแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย จึงไม่จำเป็นว่าจะครบเกษียณอายุเมื่อมีอายุ 60 ปี ดังข้าราชการฝ่ายอื่น

นอกจากนี้ ก็มีส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่เป็นราชการในพระองค์ เช่น กรมราชองครักษ์ หัวหน้านายตำรวจราชสำนัก

 

ในสมัยรัชกาลนี้ มีพระราชดำริให้จัดระเบียบราชการใหม่ให้เป็นระเบียบแบบแผน จึงมีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 และพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 หลักการคือให้มีส่วนราชการในพระองค์เป็นคำกลางๆ ประกอบด้วยส่วนราชการ 3 ส่วน ได้แก่

1. สำนักพระราชวัง ซึ่งมีสถานะและอำนาจหน้าที่มากกว่าเดิม โดยมี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (หลังบรมราชาภิเษกแล้วได้เป็นราชเลขานุการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) และเลขาธิการพระราชวัง และมีกรมลดหลั่นลงไป ได้แก่ ศาลาว่าการสำนักพระราชวัง กรมราชเลขานุการในพระองค์ กรมกิจการในพระบรมวงศานุวงศ์ กรมมหาดเล็ก กรมสนับสนุน กรมกิจการพิเศษ และส่วนราชการอื่นที่จะกำหนดต่อไป

2. สำนักงานองคมนตรี รับผิดชอบกิจการเกี่ยวกับองคมนตรี (แยกมาจากสำนักราชเลขาธิการแต่เดิมมาตั้งเป็นกรมใหม่) โดยให้องคมนตรีมีสถานะเป็นข้าราชการในพระองค์ด้วย

3. หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งรวมงานถวายความปลอดภัยจากตำรวจและทหารมาไว้ในหน่วยเดียวกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)