bg-single

จะเป็นต่อและจะอยู่ต่อ

15.02.2018

เมื่อตอนที่กองทัพจะเอารัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกจากความเป็นรัฐบาล ก็มีการร่วมมือกับผู้นำพรรคประชาธิปัตย์จัดการชุมนุมโดยเรียกตัวเองว่า กปปส. ปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลขึ้น ขณะเดียวกันก็ประกาศ “เกียร์ว่าง” ไม่รับคำสั่งและการบังคับบัญชาจากรัฐบาล เมื่อมีการ “ปิดกรุงเทพฯ หรือ Shutdown Bangkok นำกองกำลังเข้าปิดถนนหนทาง สถานที่ราชการ สร้างสถานการณ์ “ไม่มีขื่อไม่มีแป” ให้กับบ้านเมือง

กองทัพประกาศตนเป็นกลาง เป็นอิสระจากรัฐบาล ในสถานการณ์อย่างนี้ รัฐบาลไหนในโลกก็อยู่ไม่ได้ เพราะเท่ากับกองทัพไปร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธอำนาจตามกฎหมายของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน เท่ากับเป็นการปูทางให้ทหารเข้าทำการยึดอำนาจอธิปไตยจากปวงชนชาวไทย แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “องค์อธิปัตย์” มีอำนาจสูงสุดลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช.ได้เอง
มีผลเช่นเดียวกันกับพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา โดยไม่ต้องทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เช่น ร่างพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกา เพราะในขณะนั้นตนเองเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย

เมื่อมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ก็ยังให้อำนาจหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจสูงสุดได้ และมีการใช้ค่อนข้างพร่ำเพรื่อโดยอ้างความรวดเร็ว ถ้าปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายที่ได้วางไว้เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ การลัดวงจรโดยการใช้มาตรา 44 ก็เป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อการประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง ในการอนุมัติการก่อสร้าง โดยไม่ได้มีที่ปรึกษาทางเทคนิคทางการเงิน
การไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งรัฐบาลก่อนได้ตราไว้เพื่อความโปร่งใส ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ สามารถตรวจสอบได้ทั้งก่อนและหลังโครงการดำเนินการจนเสร็จสิ้น ex ante and ex post (เป็นภาษาละติน แปลว่า ก่อนและหลัง) เมื่อรัฐบาลนี้พ้นไปคงจะมีการตรวจสอบโดยองค์การอิสระมากมายหลายเรื่องในการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง

ข่าวคราวที่สร้างความกังขาสงสัยในหมู่ประชาชนมีหลายเรื่อง ไม่ต่างกับกรณีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องตรวจระเบิดซึ่งพิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้

การจัดซื้อบัลลูนที่ไม่มีประโยชน์ การจัดซื้อเรือดำน้ำ การขายที่มรดกที่ต้องไปจ่ายเงินที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น การเอาเงินหลวง 300 ล้านไปเข้าบัญชีส่วนตัว การตั้งบริษัทในกรมทหาร การเลือกจีนเป็นผู้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย โดยไม่มีการประมูล โดยอ้างว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณจีนที่รับรองรัฐบาลของคณะรัฐประหารเป็นประเทศแรก

และการจัดการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่แก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยมีไม่พอแล้ว ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพงและมีสัดส่วนการใช้สูงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพความมั่นคงของไฟฟ้า นอกเหนือไปจากราคาแพงกว่าการใช้ถ่านหิน ซึ่งขณะนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถลดและขจัดมลพิษลงได้จนเกือบหมดแล้ว อย่างโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะและที่เมืองหงสาแขวงไชยะบุรี ซึ่งห่างจากพรมแดนไทยเพียง 10 กม.เท่านั้น อีกทั้งลมก็พัดมาฝั่งไทยก็ไม่มีปัญหาอะไร คนไทยไม่รู้สึกด้วยซ้ำไป คนไทยถูกเอ็นจีโอปลุกปั่นง่ายเพราะไม่ใช้เหตุใช้ผล มีความระแวงรัฐบาลเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่สนใจความเสียหาย คิดเสียว่าความเสียหายเป็นความเสียหายของรัฐบาลไม่ใช่ความเสียหายของตน

ความเบื่อหน่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอยู่ถึง 6 ปี เพราะเป็นพรรคแรกที่ได้รับเลือกตั้งซ้ำและมีเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด absolute majority ในสภา ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงที่เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนชั้นกลางระดับสูงที่มีเสียงดังในกรุงเทพฯและปักษ์ใต้ นำโดยผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ โดยการสนับสนุนจากทหาร ร่วมกันเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์ เป็นเงื่อนไขให้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เริ่มต้นจากพรรคประชาธิปัตย์ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ด้วยการ “คว่ำบาตร” การเลือกตั้ง เพียงเพราะตนมั่นใจว่าตนจะแพ้การเลือกตั้ง

ประเทศใดก็ตาม ถ้าพรรคฝ่ายค้านรู้ว่าตนจะแพ้การเลือกตั้งแล้วทำการคว่ำบาตรการเลือกตั้งโดยการสนับสนุนของกองทัพอยู่เบื้องหลัง ประชาธิปไตยก็จะดำรงคงอยู่ไม่ได้ เรื่องนี้แม้แต่ประธานที่ปรึกษาพรรคก็ออกมาแสดงอย่างเปิดเผยว่าตนไม่เห็นด้วย จะเป็นประวัติด่างพร้อยของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป นอกเหนือจากการเข้าไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

การเสวยอำนาจของรัฐบาล คสช. ทำให้หัวหน้า คสช.ลืมคำมั่นสัญญาประชาคมเมื่อเข้าทำการปฏิวัติรัฐประหารว่าจะเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านจนกลายเป็นความขัดแย้งนอกสภา

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์แม้จะอ้างว่ากระทำในนามส่วนตัว ไม่ใช่ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ การ “สมรู้ร่วมคิด” กันระหว่าง คสช. กรธ. สภาปฏิรูป และ สนช. เพราะทุกคนได้ประโยชน์จากการลากยาวระบอบเผด็จการทหารที่สถาปนาขึ้นมาหลังการทำรัฐประหาร โดยปราศจากการต่อต้านจากประชาชน
ความคิดหรือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าแม้จะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคพวกของตนซึ่งเกลียดชังประชาธิปไตยอยู่แล้วช่วยกันร่างขึ้น ตนก็ยังอยากอยู่ในอำนาจต่อไป

แทนที่จะตั้งใจส่งต่ออำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินให้กับรัฐบาลซึ่งมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นตัวแทนของประชาชน

การที่รัฐบาล คสช.คิดจะอยู่เป็นรัฐบาลต่อไปกับไม่คิด ย่อมจะมีความรู้สึกนึกคิดและวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป ถ้ามีพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าคิดที่จะอยู่ต่อไปหลังเลือกตั้ง จะทำให้อยู่ไม่ได้ก่อนจะมีเลือกตั้ง

เมื่อตนคิดจะอยู่ต่อแม้จะยังไม่พูดออกมาชัดเจน แต่การออกหาเสียงโดยการใช้ทรัพยากรทั้งในด้านการเงินสิ่งของวัสดุครุภัณฑ์ ยานพาหนะ พลังงาน น้ำมันและบุคลากร ข้าราชการของรัฐในการดำเนินการคล้ายกับการหาเสียง ย่อมเป็นการผิดจรรยาบรรณทางการเมืองอย่างร้ายแรง ซึ่งรัฐบาลในยามปกติทำไม่ได้ เพราะกฎหมายห้ามเอาไว้ แต่เผด็จการทหารโดยคำจำกัดความจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่จะประหารชีวิตคน อย่าว่าแต่เอาคนไปกักขังปรับทัศนคติหรือที่ “คอมมิวนิสต์” เรียกว่า เอาไป “สัมมนา” หรือเอาไป “ล้างสมอง” เพื่อสร้างประเทศให้เป็นอาณาจักรแห่งความเกรง “กลัว” โดยการขู่ว่ามี “สปาย” หรือ “สายลับ” คอยจับตาควบคุมประชาชนทุกฝีก้าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทภาคเหนือและภาคอีสาน เมื่อทำนานๆ เข้าก็ยินดีกับอำนาจ อยากจะอยู่ต่อไป แม้หลังเลือกตั้งการเป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่อยากเป็นรัฐบาลต่อ ย่อมจะเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับพรรคการเมืองและนักการเมืองของพรรคใหญ่ ส่วนนักการเมืองในพรรคเล็กและพรรคขนาดกลางนั้นสามารถ “ซื้อ” ได้อยู่แล้วทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลโดยมีสภาสูงหรือวุฒิสภารองรับไว้อยู่

แต่รัฐธรรมนูญที่พรรคพวก คสช.ช่วยกันเขียนขึ้นเพื่อขอประชามติครั้งนี้ ถึงแม้ว่าบทเฉพาะกาลซึ่งมีกำหนดให้ใช้ถึง 5 ปี มิได้กำหนดไว้ให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาร่วมลงมติในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงินด้วย ดังนั้นแม้ว่าจะมีการส่งต่อเพื่อให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป ก็ไม่น่าจะบริหารประเทศได้ ถ้าไม่รวมพรรคประชาธิปัตย์เข้าไว้ในรัฐบาล

รัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2520 อยู่ได้กว่า 8 ปี ก็เพราะกองทัพคอยกำกับให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมรัฐบาลลงลายมือชื่อ เสนอตัวนายกรัฐมนตรี และเมื่อนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญานตนเข้ารับตำแหน่งแล้วก็ไม่ต้องขอมติไว้วางใจจากรัฐบาล สามารถบริหารประเทศไปได้เลยโดยใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีฉบับเก่า

จนเมื่อพ้น 1 ปีไปแล้ว เมื่อจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี จึงค่อยขอมติผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งทั่วไปจึงไม่มีคู่แข่ง เป็นนายกรัฐมนตรีไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีกล่าวปฏิเสธรับเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งทั่วไปว่า

“ผมพอแล้ว” นั่นแหละ หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จึงจะมีสิทธิได้รับเลือกจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้าร่วมรัฐบาลให้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ไม่ครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรก็เกิดรัฐประหารขึ้น คณะรัฐประหารจึงตั้งพลเรือนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคั่นจังหวะ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีการหนุนหลังพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมกัน จนมีเสียงข้างมากสนับสนุนให้ ผบ.ทบ.ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จนเกิดกรณีพฤษภาทมิฬขึ้นในปี 2535 ด้วยเวลาเพียงไม่นาน

การส่งต่ออำนาจเพื่อการเป็นต่อไปหลังการเลือกตั้งทั่วไปในยุคนี้ หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี แม้ว่าการเมืองไทยจะไม่ได้พัฒนาก้าวหน้าไปไหนเลยก็ตาม แต่พัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษาของประชาชนนอกกรุงเทพฯได้ก้าวหน้าไปมาก

อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านทั้งฝั่งตะวันตก เช่น ประเทศพม่าและบังกลาเทศ กับกลุ่มประเทศอินโดจีน ก็สามารถสถาปนาระบบการเมืองที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพขึ้นได้

ก็ยังเหลือประเทศไทยเท่านั้นที่ยังไม่สามารถพัฒนาระบอบการเมืองที่เข้มแข็ง มั่นคงและมีเสถียรภาพได้ เพราะผู้นำกองทัพในยุคต่างๆ รวมทั้งพรรคการเมืองยังไม่พัฒนาความคิด ขาดวิสัยทัศน์และไม่ให้ความร่วมมือกับประชาชนในการสถาปนาและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นได้

พรรคการเมืองเองก็มุ่งแต่จะเป็นรัฐบาลหรือเข้าร่วมรัฐบาลเท่านั้น ถ้าตนไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลก็จะมุ่งทำลายกันทุกวิถีทาง แม้กระทั่งปฏิเสธขบวนการประชาธิปไตยโดย “คว่ำบาตร” การเลือกตั้ง จัดตั้งขบวนการนอกสภากระทำการทุกทางที่ผิดกฎหมาย โดยการวางเฉยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยอ้างว่าตนจะไม่เข้าไปยุ่ง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย จะวางตนเป็นกลางเพราะเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเมือง เป็นการชุมนุมที่สงบเปิดเผยปราศจากอาวุธซึ่งไม่เป็นความจริง

เพราะมีกองกำลังติดอาวุธนำโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ใช้กำลังเข้าปิด “พระนคร” และสถานที่ราชการทุกแห่ง ห้ามข้าราชการเข้าทำงาน ทำให้ระบบเศรษฐกิจระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นง่อย ทำงานไม่ได้เพราะถูกบังคับฝืนใจด้วยกำลังอาวุธอย่างชัดเจน การพัฒนาการเมืองจึงไม่เกิดเช่นประเทศอื่นๆ
เหตุการณ์ข้างหน้านั้นก็ไม่แน่นักว่าจะไม่เกิดซ้ำรอยอีก หากผู้นำกองทัพยังอยากเป็นต่อ ยังอยากอยู่ต่อ แต่

ความจริงอย่างหนึ่งในทางรัฐศาสตร์ก็คือไม่มีผู้ใดสามารถสร้างสถานการณ์ซ้ำรอยได้ ไม่มีผู้นำผู้ใด “หยุดกงล้อประวัติศาสตร์” ได้ กงล้อประวัติศาสตร์ย่อมหมุนไปข้างหน้าต่อไป

ไม่มีผู้ใดหยุดโลกไม่ให้หมุนไปข้างหน้าได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)