เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
“บ้านใหญ่”แตกหัก “กระแส”
แม้ “ผลสำรวจหลังดีเบตเวทีสื่อใหญ่” ทั้ง “แคนดิเดตนายกฯ” และ “พรรค” ระหว่างที่ 1 กับที่ 2 จะห่างกันหลุดลุ่ยไปไกล จนเกินกว่าจะกู่กลับ ซึ่งหากเป็นปรากฎการณ์เลือกตั้งในประเทศพัฒนาแล้วระดับต้นแบบประชาธิปไตย น่าจะถือว่า “จบ” หรือพรรคที่เป็นรองต้องดิ้นกันครั้งใหญ่ ทางสร้างกระแสให้คะแนนตีตื้นขึ้นมาให้ได้
แต่นั่นไม่ใช่การเลือกตั้งประเทศไทย
เพราะประเทศเราผลไม่ได้ขึ้นกับ “กระแสความนิยม”เท่านั้น ยังมี “กระสุน”ที่นักเลือกตั้งตัวจริงเสียงจริงเชื่อมั่นยิ่งกว่ามาตลอด
และครั้งนี้ “เลือกตั้ง 2569”มีความเชื่อกันว่าการปะทะกันระหว่าง “กระแส”กับ “กระสุน”จะดุเดือดเลือดพล่าน แตกหัก และไม่เพียงชี้แนวโน้มประชาธิปไตยไทยเท่านั้น แต่ยังชี้อนาคตประเทศไทยด้วย
ก่อนหน้านั้นการเลือกตั้งของประเทศไทยเรา พรรคการเมืองทุกพรรคคลุมเคลือในวิธีการทำให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง แม้พรรคที่ประกาศต่อต้านการใช้ “กระสุน”ก็เป็นที่รู้กันว่า “ไม่จริง” เป็นการอวดดีเพื่อหวังคะแนน “กระแส”เท่านั้น
แต่เลือกตั้ง 2 ครั้งหลังที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองที่ต้องการพิสูจน์ว่า “การเมืองแบบผ้าขาว”เป็นไปได้หรือไม่ในประเทศไทย และเกิดจุดติดขึ้นมา
ทว่าที่ผ่านมาเป็นได้แค่ “ชัยชนะในอนุมติของอำนาจประชาชน”เท่านั้น ซ้ำยังกลับกลายก่อให้เกิดความหวาดระแวงครั้งใหญ่จาก “อำนาจผูกขาด”ที่เป็น “รัฐซ้อนรัฐ”สืบทอดมายาวนาน ได้ก่อขบวนการ “นิติสงคราม” ต่อต้านขัดขวางการเมืองแบบ “อวดดี”จากโอกาสที่จะเข้ามามีส่วนยุ่งเกี่ยวกับอำนาจรัฐ
อย่างไรก็ตามแทนที่ “การเมืองผ้าขาว”จะสยบยอม ประนีประนอม กลับยิ่งเอาเป็นเอาตายที่จะพลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้พ้นการซื้อสิทธิ ขายเสียงให้ได้ โดยทำงานหนักขึ้นในการวาวงระบบสร้างฐานเสียงด้วยวิธีตรงกันข้ามกับความสำเร็จของนักการเมืองในอดีต
และ “เลือกตั้ง 2569”เป็นการต่อสู้ “แตกหักของ 2 วิธีการสร้างคะแนนนิยม” เพื่อท้าทายประชาชนครั้งใหญ่ว่าจะเลือกประชาธิปไตยแบบไหน และอนาคตอย่างไรให้ประเทศ
ฝ่ายหนึ่งรื้อวิธีทำงานการเมืองแบบโละทิ้งของเก่าสิ้นเชิง ปลุกระดมอุดมการณ์ สร้างเครือข่ายเจตจำนงการเมืองแบบใหม่ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อจัดทำฐานข้อมูล ชักชวนผู้มีความรู้ ความสามารถมาออกแบบโครงสร้างระบบ เอาข้อมูลทุกด้านของประเทมาวางบนโต๊ะ นำสู่นระบบดิจิตอลวิเคราะห์มาเพื่อบริหารจัดการสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สร้างเครือข่ายการทำงานเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและหวังผลได้
ถึงวันนี้เชื่อมั่นเต็มที่ว่า “ในอนุมติของอำนาจประชาชน” พวกเขาจะชนะใน “เลือกตั้ง 69” และท้าทายว่า “ดีที่เอามาอวด”นั้นจะเป็นทั้ง “เกราะป้องกันอาวุธจากนิติสงคราม” และเป็นสะพานนำสู่โอกาสสร้าง “การเมืองที่โปร่งใส ยุติธรรมให้กับประเทศ”
ด้วยความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะทิ้ง การเมืองแบบยอมสยบต่อ “กระสุน”
ทว่าท่ามกลางความหวังนั้น อีกฝ่ายที่เป็น “พรรคคู่ชิง” กลับหนักแน่นในความเชื่อมั่นการจัดการผลคะแนนแบบเดิมเต็มร้อย ด้วย “กระสุน” จนแทบไม่เผื่อใจให้การสร้างคะแนน“กระแส”เสียด้วยซ้ำ
เข้ายึดครองอำนาจรัฐ โยกย้ายกลไกมารองรับ แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่กระชับพื้นที่ และเป้าหมายที่จะเป่าหัวไม่ให้พลาด เน้นๆกลางแสกหน้า พร้อมวางเครือข่ายตามผลหน้าคูหาที่รู้ชัดใครกาบัตรอย่างไร แบบหนีไม่ออกช่วงนับคะแนน
อาศัยเครือข่าย “ระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์” พร้อมการอำนวยความสะดวกจากกลไกควบคุม และตรวจสอบแบบไฟเขียวผ่านตลอด
แจกจ่ายกระสุน ในปริมาณที่เล่าลือกันว่าจะทำให้ผู้รับเห็นแล้วตาวาว มือสั่น หูอื้อ อาจจะลิ้นพันกันเมื่อคิดเอ่ยคำปฏิเสธ
จะเป็นการเชือดเนียนๆอย่างตำหูตำตา พร้อมที่จะแสยะยิ้มเย้ยหยัน เสียงเรียกหาความโปร่งใสเป็นธรรม ด้วยความเห็นดีเห็นงามของ “กลไกนิติสงคราม”ซึ่งหวาดผวาความเปลี่ยนแปลง ที่ต้องต่อต้านก่อนโครงสร้างเก่าที่ผูกขาดอำนาจไว้จะพังทลาย
“เลือกตั้ง 69”จึงท้าทายยิ่ง
ท้าทายว่าประชาชนจะเลือกแบบไหน และเป็นพลังพอให้ประเทศขับเคลื่อนไปอย่างที่เลือกหรือไม่
