เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
ร่วมฝ่าวงล้อม ‘รัฐล้มเหลว’
ในวันกาบัตรเลือกตั้งใหญ่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วประเทศ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีเรื่องต่างกับการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คือทุกคนจะต้องได้รับบัตรให้มาการวมแล้ว 3 ใบ ไม่ใช่ 2 ใบเหมือนที่ผ่านมา
1. บัตรเลือก ส.ส.เขตพื้นที่ เลือกผู้สมัครที่เป็นตัวบุคคล แล้วแต่เขตใคร เบอร์อะไร
2. บัตรเลือกผู้สมัครบัญชีรายชื่อ หรือเลือกพรรค เบอร์เดียวกันทุกเขตทั่วประเทศ
สองใบนี้ไม่น่าห่วง เพราะเลือกแบบนี้กันมาทุกครั้ง
แต่ที่ครั้งนี้ผิดแผกไปคือ
3. บัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ให้ทำเครื่องหมายหน้าหัวข้อที่ให้เลือกว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”
การจัดการกับบัตรใบนี้แหละที่ทำให้เกิดความเป็นห่วงกันอย่างกว้างขวาง ว่าโอกาสที่จะเสียหายต่อเจตนาของประชาชนมีอยู่มาก เป็นเหตุจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใส่ใจที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจอย่างกระจ่างเพียงพอ ที่จะไปใช้สิทธินี้ได้อย่างมั่นใจเต็มในประสิทธิภาพแห่งสิทธิ
ทั้งที่ภารกิจนี้เป็นแก่น เป็นหัวใจ ที่ทั้งสำคัญ จำเป็น และเร่งด่วนต่อคำตอบในอนาคตของประเทศเสียยิ่งกว่า “การเลือกตั้ง ส.ส.” ที่ “กกต.” เห็นว่าเป็นภารกิจหลักเสียอีก
ที่ยืนยันเช่นนี้เพราะถึงวันนี้เป็นที่ทราบและยอมรับกันแล้วว่า เหตุที่เกิดความเสื่อมทรุดต่อประเทศในทุกด้าน มีการกล่าวขานว่าเป็น “ประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พัฒนา” ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุกมิติ และทุกประเทศโดยเฉพาะเพื่อนบ้านพากันปรับตัวเพื่อรับและก้าวไปอย่างเท่าทัน ไทยเรากลับถูก “แช่แข็ง” ด้วย “รัฐธรรมนูญ” ที่เจตนาเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสู่ความเจริญรุ่งเรือง
ทำให้มี “รัฐบาลประชาธิปไตย” ที่ไร้เสถียรภาพ เพราะ “อำนาจจากประชาชน” ถูกขัดขวางไม่ให้มีบทบาทในการบริหารประเทศเท่าที่ควรจะเป็น โดยกติกา กลไก และองค์กรที่สถาปนาขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ
เป็น “รัฐธรรมนูญ” ที่ถูกล็อกไว้ไม่ให้แก้ไขได้ด้วย “กลไกการปกครองของระบอบประชาธิปไตยปกติ” ที่อำนาจหน้าที่ในการแก้ไขกฎหมายเป็นของ “รัฐสภา” โดยฉพาะ “สภาผู้แทนราษฎร” ที่เป็นตัวแทนอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง
กลับกลายเป็นว่า “องค์กรสถาปนา” จากกลุ่มบุคคลบางพวก มีอำนาจเหนือกว่า “อำนาจประชาชน” ในการอนุญาตให้แก้ไข หรือเขียนใหม่
ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหญ่ เราอาจจะได้สมาชิกสภา และหรือรัฐบาลชุดใหม่ แต่ทุกคนที่ผ่านชีวิตภายใต้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่า 20 ปีย่อมรับรู้ร่วมกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ จะเป็นเพียง “รัฐสภาที่อำนาจประชาชนเป็นได้แค่น้ำใต้ศอกของอำนาจอภิสิทธิ์ชน” มีได้แค่ “รัฐบาลเป็ดง่อย” ที่ต้องคอยให้อำนาจจาก “รัฐซ้อนรัฐ” จาก “รัฐพันลึก” อนุญาตว่า “นโยบายอะไรที่จะนำมาใช้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้”
การฝ่าฝืน หรือทำมากกว่านั้นมีโอกาสถูกลงโทษถึงตัดสิทธิทางการเมือง ในระดับความรุนแรงตามใจชอบ หรือถึงขั้นติดคุกติดตะราง ต้องหลบหนีจากบ้านจากเมือง จากแผ่นดินแม่ไปอยู่แผ่นดินอื่น
วันนี้โอกาสที่จะปรับเปลี่ยนความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ มีหวังว่าจะเริ่มต้นความเป็นไปได้ขึ้นมาแล้ว เมื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้กาบัตรแสดง “ประชามติ” ว่า “ต้องการให้เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่หรือไม่”
จึงเป็นวาระสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องร่วมกันปลุกเร้าให้ประชาชนทุกคน ทุกผู้ทุกนามเกิดความตื่นตัวที่จะปลดล็อกโอกาสการพัฒนาให้ประเทศไปสู่อนาคตที่มีความหวัง
ไม่ร่วมกันลงมือครั้งนี้ ประเทศจะจมดิ่งลงสู่อนาคตที่สิ้นหวังอีกยาวนาน
8 กุมภาพันธ์นี้ ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องร่วมกันปลุกตัวเอง และคนรอบข้างให้ร่วมกันลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยการ
หนึ่ง “เลือกพรรคการเมือง” ที่แสดงให้เห็นเจตจำนงที่จะ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” อย่างจริงจัง จริงใจ และกล้าหาญที่จะนำพาส่วนร่วมไปสู่อนาคตที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศ
สอง ต้องร่วมกันรณรงค์เพื่อยืนยันเจตนาที่จะแก้ไขรัฐธรรมด้วยการโหวต “เห็นด้วย” อย่างถล่มทลาย อย่างไม่ยอมให้ใครมาสร้างเงื่อนไขขัดขวางการ “ปลดล็อกประเทศออกจากการถูกแช่แข็ง” ได้อีก
เพื่อนำพาประเทศไปให้พ้นจาก “ความเป็นรัฐล้มเหลว”
กลับมาสู่ “ประเทศที่มีโอกาสพัฒนาได้”
