แยบยลอย่างไรไม่พ้นมือ ตร. ปิดจ๊อบ : แกะคดีโจรหมวกฟางชิงทอง จับมือ ‘ประกัน’ ดัดหลังร้านทอง
โล่เงิน
21 วัน ปฏิบัติการไล่ล่าโจรหมวกฟางเรียบร้อย “จารย์นพ จบทุกจ๊อบ” เจ้าของฉายา พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
หลังจาก นายจะลอ หรือทิว ผู้ต้องหา ลงมือก่อเหตุชิงทองเมื่อ 5 ทุ่ม วันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ในห้างสรรพสินค้าย่านสุขุมวิท ได้ทองไป 198 บาท และเงินสดอีก 170,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ก่อนจะหลบหนีด้วยการวางแผนอย่างแยบยล เพื่อหลบกล้องวงจรปิด เปลี่ยนพาหนะ ว่ายน้ำในคลอง สวมวิกปลอมเป็นหญิง ก่อนไปซุ่มกบดาน แต่ที่สุดไม่สามารถพ้นเงื้อมมือตำรวจไปได้
เป็นนโยบายของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม แม่ทัพนครบาล “เมื่อเกิดเหตุประทุษร้ายต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์ต้องจับกุมให้ได้ทุกราย”

ไม่ว่าเหตุเกิดท้องที่ไหน สน.เจ้าของพื้นที่ต้องรับผิดชอบ ถ้างานยาก กองบังคับการสืบสวนนครบาลลงไปช่วย แต่ถ้าเอาไม่อยู่ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. คุมสืบสวน เสริมทัพ ยังเผด็จศึกไม่ได้อีก ถึงมือ “จารย์นพ จบทุกจ๊อบ” ลงมาร่วมตะลุมบอนช่วยกันจนปิดแฟ้มคดีได้
กรณีโจรชิงทอง ตำรวจเกรงว่าจะเกิดการลอกเลียนแบบ จึงต้องรีบจับกุมตัวคนร้ายให้ได้ เพื่อเป็นการป้องปราม ขณะเดียวกันพยายามป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอีก
ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ตึงเครียดของโลกรุมล้อม คนนิยมถือทองคำเพราะเป็นสินทรัพย์มั่นคง
ทองคำขึ้นราคาทุกวัน ล่อตาล่อใจ จุดไฟละโมบมิจฉาชีพ เพราะฉะนั้นถ้าตรงไหนเป็นจุดอ่อน สบโอกาสคนร้ายลงมือทันที
สถานการณ์ชิงทองในร้านทอง วิ่งราวทอง จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศ
เหตุอาชญากรรมนี้กลายเป็นปัญหาสังคม คนไม่มั่นใจในความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน
ประชาชนเดินห้างทั่วๆ ไปสุ่มเสี่ยงได้รับอันตราย โดนลูกหลง อาจได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้
อีกทั้งกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นการลงทุน
จริงๆ แล้วปัญหาปล้น จี้ ร้านทองเหมือนกับปล้นธนาคารสมัยก่อน แต่ภายหลังมีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ปล้นธนาคารแทบจะไม่เกิดเลย
ขณะที่ร้านทองมีจุดโหว่เปิดโอกาสให้คนร้ายก่อเหตุได้ง่าย นั่นคือระบบป้องกันตนเองยังไม่ครบถ้วน ที่ตั้งไม่ปลอดภัยรวมทั้งความประมาทเลินเล่อของเจ้าของร้าน
ที่สำคัญร้านทองมีประกัน ถ้าเกิดเหตุ ประกันรับจ่ายหมด
อย่างพื้นที่กรุงเทพมหานครมีร้านค้าทอง 1,129 แห่ง

พบว่าร้านทองความปลอดภัยสูง (สีเขียว) มาตรการป้องกันตนเองหนาแน่น ที่ตั้งปลอดภัย มี 435 แห่ง
ร้านทองระดับความปลอดภัยปานกลาง (สีเหลือง) มีมาตรการป้องกันตนเองยังไม่ครบถ้วน ที่ตั้งไม่ปลอดภัย 547 แห่ง
และสุดท้ายร้านทองที่ความปลอดภัยต่ำ (สีแดง) ระบบป้องกันตนเองค่อนข้างน้อย ที่ตั้งไม่ปลอดภัย 147 แห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ในโมเดิร์นเทรดใกล้บ้านทั้งหลาย
ร้านทองสีแดงนี้ตำรวจค่อนข้างเครียดในการดูแล เพราะล่อเป้าโจร จึงได้ให้ความสำคัญอย่างมากพยายามป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ
แต่สภาวะทองยิ่งแพง ยิ่งตกเป็นเป้าหมายคนร้าย
เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม เป็นประธานประชุมร่วมกับกอง บัญชาการตำรวจนครบาล และสมาคมค้าทองคำเพื่อหาแนวทางการป้องกันเหตุประทุษร้าย ลดความหวาด ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว และติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษ
สรุปได้ว่าร้านทองกลุ่มสีแดงนั้น ที่ผ่านมายังมีความเลินเล่อ เพราะถือว่ามีประกันภัย
มาตรการขั้นต่ำการรักษาความปลอดภัยร้านทอง ใช้มาตั้งแต่ปี 2550 คือ ต้องมีกล้องวงจรปิด สัญญาณกดออดดังไปที่โรงพักในพื้นที่
มาถึง พ.ศ.นี้ ทองแพงระยับบรรดาร้านทั้งหลายควรมีมาตรการป้องกันมากกว่าเดิม อาทิ ถาดทองมีระบบล็อก, ลูกกรงกั้นไม่ให้เข้าถึงพนักงานและทอง, กระจกกั้นเคาน์เตอร์ และห้องนิรภัยเพื่อให้พนักงานหลบภัยเวลาเกิดเหตุ
แต่ร้านทองเหล่านี้เพิกเฉย ผลักภาระให้ตำรวจดูแลอย่างเดียว เวลาเกิดเหตุแต่ละครั้ง ตำรวจต้องทุ่มเททรัพยากรทั้งคนและงบประมาณในการทำคดี ทั้งๆ ที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยประชาชน และคดีอื่นๆ ด้วย
“มีร้านทองในกลุ่มสีแดง ขึ้นต้นด้วยตัว อ.อ่าง ตั้งแต่ปี 2566 มีเหตุประทุษกรรมถึง 6 ครั้งจาก 12 ครั้ง ไม่ค่อยมีมาตรการป้องกันตัวเองที่รอบคอบ แถมประมาทเลินเล่อ ต่างกับร้านทองย่านเยาวราช จะปิดร้านทยอยเก็บทองเส้นใหญ่ๆ ตั้งแต่ตอนเย็น ขณะที่ร้านทองในห้าง บางร้าน 5 ทุ่มครึ่ง ยังเก็บทองไม่เสร็จ เปิดโอกาสให้คนร้ายลงมือได้” แหล่งข่าวที่ประชุม ถ่ายทอดให้ฟัง
ปรากฏว่าตัวแทนสมาคมค้าทองคำก็ไม่ปฏิเสธ ดังนั้น ตำรวจจะหารือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต้องให้ร้านทองโดยเฉพาะกลุ่มสีเขียวมีมาตรการป้องกันตัวเองก่อน เพื่อตัดโอกาสการก่อเหตุ
โดยบริษัทประกันใช้เป็นเงื่อนไขในการจะรับหรือไม่รับประกัน
เพราะถือว่าตัวเองต้องแบกรับความเสี่ยง อย่างคดีโจรหมวกฟาง ตำรวจตามทองกลับมาไม่ได้ บริษัทประกันต้องจ่ายร้านทองถึง 10 ล้านบาท เป็นภาระต้องแบกรับ
เพราะฉะนั้นถ้าร้านทองมีมาตรการป้องกันตัวเองตามเงื่อนไขประกัน สามารถนำมาเป็นส่วนลดค่าประกันได้ และอุดช่องโหว่ตัดโอกาสคนร้ายได้
เมื่อต่างฝ่ายต่างร่วมมือกัน จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรม สังคมมีความปลอดภัยขึ้น
