ในประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ต้องกลับเข้ารับโทษในเรือนจำ นับจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
รวมแล้วก็เป็นเวลา 244 วันพอดี
จะว่าน่ายินดีก็ได้ เพราะนายทักษิณได้ออกจากเรือนจำก่อนกำหนด หลังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมลงมติไฟเขียว ให้พักโทษคุมประพฤติตามเกณฑ์ของกระทรวงอย่างถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ สุขภาพ การเคยเป็นผู้บริหารประเทศ รวมถึงการได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ โดยมีพระราชหัตถเลขาระบุว่า เพราะเคยทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ มีความจงรักภักดี และมีสำนึกยอมรับผิด
แต่ 244 วันของคนระดับนายทักษิณ ก็ถือว่านานมากในระดับที่หลังออกจากเรือนจำ น่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง “อย่างมีนัยสำคัญบางอย่าง” เลยทีเดียว
สปอตไลต์ทางการเมืองหลังจากนี้จึงต้องส่องไปที่บ้านจันทร์ส่องหล้าโดยปริยาย
แต่วันนี้ การเมืองของเพื่อไทยไม่ง่าย เป็นที่รู้กันว่า เพื่อไทยวันนี้ไม่ได้ “ป๊อปปูล่าร์” เช่นยุคไทยรักไทย
ไม่แม้แต่จะเทียบได้กับพรรคพลังประชาชน หรือเพื่อไทยยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ต้องเจอนิติสงครามเล่นงานด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนล้มไม่เป็นท่า
รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร มารับไม้ต่อ ก็เจอนิติสงครามและการปลุกปั่นกระแสชาตินิยมรุมกระทำ ต้องถูกเขี่ยพ้นกระดานอำนาจไม่ต่างกัน
ตัวนายทักษิณเอง ก็ต้องก้าวเท้าเข้าเรือนจำอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ทั้งที่หลังกลับเข้าประเทศ นายทักษิณเองก็ลดการผลักดันวาระทางการเมือง หันมาโฟกัสวาระทางเศรษฐกิจ ก็ยังหนีไม่พ้นแรงอาฆาตของขบวนการการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม
เพื่อไทยวันนี้เพิ่งผ่านความเจ็บปวดซ้ำๆ มาสดๆ
บทเรียนจากประสบการณ์การเมืองของค่ายสีแดง คือการถูกกระทำทางการเมืองอย่างหนัก แม้จะ “ยกธงประนีประนอมทางการเมือง” แล้วก็ตาม
“เฟสแรก” ทางการเมือง หลังการกลับเข้าประเทศของนายทักษิณที่พยายามจะทำตัวเองให้เป็น “สะพานเชื่อมทางการเมือง” ระหว่างประชาชนกับกลุ่มอำนาจนำทางการเมือง จึงล้มเหลวไม่เป็นท่า
การกลับมาของ “ทักษิณเฟสที่สอง” จึงท้าทายอย่างยิ่ง
เพราะในแง่หนึ่ง ก็เป็นการกลับมาแบบตัวเบาขึ้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ชดใช้โทษจากคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อย
แล้วทักษิณจะกลับมาทำภารกิจทางการเมืองเดิม คือการทำตัวเองเป็น “สะพานเชื่อมทางการเมือง” ระหว่างกลุ่มอำนาจนำในสังคมกับประชาชน ในนามของพรรคเพื่อไทยได้อีกหรือไม่?
หรือจะเลือกเดินทางการเมืองแบบใด?
1.เลือกยกธงขาว-วางมือ
เพราะวันนี้ทรัพยากรทางการเมืองของค่ายสีแดงเหลืออยู่น้อย แม้แต่ความชอบธรรมทางการเมืองก็ลดลงต่ำจนกระทั่งพ่ายแพ้เลือกตั้ง ได้เก้าอี้ ส.ส.น้อยสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่คู่แข่งทางการเมืองเข้มแข็งอย่างยิ่ง มีกระบวนการนิติสงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง รัฐบาลค่ายสีแดงเองก็เพิ่งโดนเล่นงานมาแล้ว
ยังดีที่หลังเลือกตั้งสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ อย่างน้อยยังมีทรัพยากรที่จะรักษาฐานเสียงบ้านใหญ่ และคงสภาพการเมืองในพรรคจากการดึงกระทรวงมาบริหารได้ 5 กระทรวง
ไว้สร้างและสะสมต้นทุนทางการเมืองใหม่ 4 ปีจากนี้ จนกว่าจะเลือกตั้งใหม่
หากนายทักษิณจะกลับมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเพื่อไทย แล้วเลือกเดินหน้าทางการเมืองเช่นช่วงหลังเลือกตั้งปี 2566 แบบเดิม ด้วยต้นทุนทางการเมืองที่เป็นอยู่ ก็คงเป็นไปได้ยาก
การเลือกจะเงียบ ลดวาระทางการเมืองเดิมที่เคยมี และปล่อยให้แกนนำพรรคเพื่อไทยทำงานเท่าที่จะทำได้
ทำเพื่อไทยให้กลายเป็นพรรคขนาดกลางที่พร้อมเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองที่มีความเสี่ยงต่ำ
ก็อาจเป็นทางเลือกของนายทักษิณจากนี้
หรือ 2. เลือกยกธงสู้
เพราะต้องไม่ลืมว่าตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นายทักษิณและครอบครัวชินวัตร ตลอดจนแกนนำพรรคเพื่อไทยคือผู้ถูกกระทำในทางการเมือง
และในช่วงสุดท้าย แม้นายทักษิณจะยอมลดการต่อสู้ทางการเมือง เลือกยกธงประนีประนอม ก็ยังถูก “กระทำทางการเมือง”
แต่ในวันนี้ที่พ้นจากเรือนจำ นายทักษิณชดใช้ความผิดเรียบร้อย ก็เป็นไปได้ว่านายทักษิณอาจรู้สึกว่า ความกังวลทางการเมืองต่างๆ ลดลงแล้ว
หากในอนาคต รัฐบาลนายอนุทินบริหารบ้านเมืองผิดพลาด หรือไม่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาประชาชน จนหมดความชอบธรรมหรือความชอบธรรมทางการเมืองลดลงมาก
ก็เป็นไปได้ว่านายทักษิณและพรรคเพื่อไทย จะกลายเป็นพรรคหลักในการเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองของประเทศ
เพราะแม้พรรคเพื่อไทยจะมีเสียง ส.ส.เพียง 74 เสียง แต่ก็ถือเป็นตัวแปรทางการเมืองสำคัญ ยิ่งหากสามารถผนึกกับพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชนสำเร็จ
รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินก็ล่มได้
ท่าทีของนายทักษิณหลังออกจากเรือนจำ จึงจะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเมืองของเพื่อไทยหลังจากนี้
แต่ที่แน่ๆ คือ พรรคเพื่อไทยจะคึกคักขึ้น
ความกล้าหาญในการตัดสินใจ ความกล้าที่คิดนอกกรอบ จะเกิดมากขึ้นในกระบวนการดำเนินนโยบายในกระทรวงที่เพื่อไทยดูแลอยู่
ต้องไม่ลืมด้วยว่า จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา สถานะวันนี้เพื่อไทยคือไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ทุกวันหลังจากนี้ คือการสะสมแต้มทางการเมืองเพื่อไปใช้งานในวันเลือกตั้งครั้งหน้า
ผิดจากภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ที่กำลังเจอสารพัดวิกฤตรุมเร้า
ท่าทีของนายทักษิณต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทยหลังจากนี้จึงสำคัญ
หากนายทักษิณเล่นเกมประนีประนอม ยอมอยู่ใต้วาระทางการเมืองของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน ก็การันตีได้ว่ารัฐบาลอนุทินก็จะอยู่ได้นาน
แน่นอนว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่ได้ไว้ใจทักษิณ ดังนั้น แม้กรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย จำไฟเขียว “พักโทษ” ให้นายทักษิณ แต่ก็ยังมีเงื่อนไข คือให้ติดกำไล EM อยู่ และต้องไม่ลืมว่า ยังคาคดี 112 ไว้ในชั้นอุทธรณ์ รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการขยับทางการเมืองของนายทักษิณจากนี้
ทางเลือกดีที่สุดในบริบทการเมืองวันนี้ของนายทักษิณ จึงยังจะออกมาในรูปแบบของการแชร์อำนาจจากรัฐบาลภูมิใจไทย อาจมีการต่อรองแลกเปลี่ยนทางการเมืองเพื่อทำผลงานเท่าที่ทำได้
เพราะแม้จะเคยแข่งขัน กระทั่งต่อสู้ผิดใจกันในทางการเมืองมามาก แต่ถึงอย่างไรคนตระกูลชินวัตรก็ยังสามารถต่อสายหาครูใหญ่เนวินหรือนายอนุทินได้เสมอ
รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินจึงน่าจะอยู่บริหารประเทศได้จนครบสมัย ภายใต้การควบคุมการขยับทางการเมืองของนายทักษิณ
แต่การเมืองจะเปลี่ยนขึ้นมาทันที หากนายทักษิณเลือกยกธงสู้
ไม่ได้หวังเป็นแค่สะพานเชื่อมทางการเมืองของค่ายสีแดง และค่ายสีน้ำเงิน
แต่หวังจะเป็น “สะพานเชื่อมทางการเมือง” ระหว่างชนชั้นนำ พรรคการเมือง และประชาชน แทนค่ายสีน้ำเงิน
เขาจะเลือกเส้นทาง “เอาตัวเองออกจากการเมือง” อยู่ในอำนาจแบบนิ่งๆ เพื่อรักษาดุลอำนาจการต่อรองไว้คุ้มครองตัวเองและพรรคเพื่อไทย หรือจะเลือกเส้นทาง “ผู้ถูกกระทำที่ถึงคราวลุกขึ้นสู้”
ไม่นานเดี๋ยวรู้
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะดันให้นายทักษิณกลับมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองหรือไม่จากนี้คือ
1. ฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลนายอนุทิน
เพราะหากรัฐบาลบริหารประเทศจนวิกฤตการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลก็จะถูกตั้งคำถามไปด้วย และเมื่อนั้น นายทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะมีความสำคัญ
2. ความแข็งแกร่งของการเมืองค่ายสีส้ม
หากรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินหมดความชอบธรรมทางการเมือง พร้อมๆ กับการเข้มแข็งของการเมืองพรรคประชาชน ก็เป็นไปได้ว่าชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม อาจกลับมาใช้นายทักษิณและพรรคเพื่อไทย เช่นที่เคยเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2566
ยังเดาไม่ออกว่าทักษิณจะเลือกขยับไปในทางปล่อยวางการเมือง
หรือจะขยับทำตัวเองให้เป็น “สะพานเชื่อมทางการเมือง” ระหว่างกลุ่มก้อนอำนาจต่างๆ ใหม่อีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะเลือกขยับทางไหน
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทักษิณยังเป็นคนสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทยในอนาคต
