ในประเทศ
“สมมุติได้เป็นก็ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนอนาคตผมว่ามันอีกไกล พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นยังไม่รู้เลย หน้าที่หลักไม่ใช่กังวลเรื่องอนาคต กังวลเรื่องปัจจุบันว่าต้องทำในสิ่งที่ประชาชนเขาสั่งมาให้ทำให้ดีที่สุด”
“ส่วนผลงานเรื่องไปต่อไม่ไปต่อ เรายังไม่คิดเลย เพราะว่ามันคนละระดับกัน ถ้าเกิดจะไปต่อการเมืองใหญ่ มันอีกคนละเรื่อง ผมว่ากำลังของเราคือทำตัวนี้ให้ดีที่สุดมากกว่า”
“ทุกครั้งที่ไปหาเสียงก็คิดในใจว่าจะทำยังไงให้ดีที่สุด ที่ทำให้คนที่มาสนับสนุนเรา หรือว่าคนที่ไม่สนับสนุนก็ตาม มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นสะพานไปไหน ว่าเรามาถึงตรงนี้เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว ก็ทำให้ดีที่สุดเต็มที่ครับ”
นี่คือส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในโปรเจ็กต์ Unlock Bangkok ที่จัดทำร่วมกันโดยเครือมติชน ที่บันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ในช่วงออกสตาร์ตหาเสียง กับคำถามสำคัญที่ถามถึงอนาคตทางการเมืองหลังการเลือกตั้งรอบนี้
แน่นอนว่าปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ได้จบลงแค่วันเลือกตั้ง ทันทีที่รู้ผล โจทย์ใหญ่ที่รอท้าทายชัชชาติและทีมงานในสมัยที่สอง คือการขยับสเกล จากเส้นเลือดฝอย ไปผ่าตัดปัญหาระดับ ‘เส้นเลือดใหญ่’ เพื่อผลักดัน ‘วาระของเมือง’ (Urban Agenda) สำหรับ 4 ปี 10 ปี หรือก้าวไปให้ถึงการวางรากฐานเมืองในอีก 100 ปีข้างหน้ายิ่งดี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความพยายามในการแก้ไขปัญหา ‘เส้นเลือดฝอย’ อย่างการปรับปรุงทางเท้า การจัดการขยะ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ได้ช่วยให้ชีวิตประจำวันของคนเมืองราบรื่นขึ้น แต่โจทย์ของเมืองหลังจากวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือการนำรากฐานความสำเร็จเหล่านั้น มาต่อยอดสู่การบริหารจัดการ ‘เส้นเลือดใหญ่’ อย่างยั่งยืน
และที่สำคัญทีมผู้ชนะก็ต้องไม่ลืมที่จะจัดการปัญหาเก่าอย่างการจัดการกับข้อกังขาเรื่อง ‘ความโปร่งใส’ ซึ่งกลายเป็นแผลที่คู่แข่งใช้โจมตีตลอดช่วงหาเสียง ก่อนจะไปลุยงานอื่น ต้องสะสางเรื่องนี้ให้เรียบร้อย
การล้างบางระบบอุปถัมภ์ ปมการจัดซื้อจัดจ้างที่คลุมเครือ หรือแม้แต่ระบอบอากงอาม่าอะไรก็แล้วแต่ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในรอบนี้จะต้องไม่มีพื้นที่ให้ยืนอีกต่อไปในสมัยที่สองของทีมชัชชาติ
ซึ่งถ้าหากจัดการปัญหานี้ไม่ได้ก็ยากที่จะจัดการปัญหาเรื่องอื่นๆ เรื่องนี้จึงจะเป็นบททดสอบด่านแรกว่าชัชชาติที่มาในรอบสองนี้จะมีความ ‘เด็ดขาด’ มากพอที่จะกล้าพุ่งชนกับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกอยู่ในองค์กรของตัวเองได้จริงหรือไม่ อีก 4 ปีข้างหน้าเราคงได้เห็นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง สนามเลือกตั้ง ส.ก. ทั้ง 50 เขต ก็สะท้อนพลวัตที่น่าสนใจของการเมืองท้องถิ่น ปรากฏการณ์ที่เราเห็นผู้สมัครหน้าเก่าและหน้าใหม่จำนวนมาก พร้อมใจกันสลัดเสื้อพรรคแล้วหันมาสวมเสื้อ ‘กลุ่มอิสระ’ แล้วยิ่งเหมือนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง เรายิ่งเห็นมูฟเมนต์ที่หลายกลุ่มพยายามตีกรรเชียงเข้ามาเกาะกระแส โดยพยายามเคลมว่าตัวเองคือ ส.ก. ที่ ‘พร้อมทำงานกับชัชชาติ’ ชนิดที่ว่าจัดฉากลงพื้นที่แล้วทำเป็นเดินมาเจอกันแบบบังเอิญๆ ก็มีให้เห็น
ภาพการ ‘โหนกระแส’ เหล่านี้ สะท้อนความจริงที่ว่าแบรนด์ของพรรคการเมืองระดับชาติอาจไม่ใช่จุดขายที่การันตีชัยชนะได้เสมอไปในยุคนี้ โดยเฉพาะกับสนาม ส.ก. ที่ยังคงมีความเป็นบ้านใหญ่ใกล้ชิดชุมชนอยู่
และยิ่งเรามองลึกลงไปใต้ความเป็นอิสระที่ดูเป็นมิตร ก็ล้วนซ่อนเงาของเครือข่ายอุปถัมภ์ พรรคการเมืองใหญ่ และฐานคะแนนจัดตั้งที่เหนียวแน่นอยู่เบื้องหลังแทบทั้งสิ้น
คำถามที่คนกรุงเทพฯ ต้องช่วยกันตามดูต่อคือ ทันทีที่ ส.ก.เหล่านี้ ก้าวเข้าไปนั่งในสภา กทม. และกลายเป็นผู้กุมอำนาจในการอนุมัติงบประมาณเมืองหลวงที่สูงเฉียด 9 หมื่นล้านบาทต่อปี พวกเขาจะยังทำตัวน่ารักและพร้อมสนับสนุนฝ่ายบริหาร เพื่อร่วมกันผลักดันวาระผ่าตัด ‘เส้นเลือดใหญ่’ อย่างที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่?
หรือสุดท้ายแล้ว สภา กทม.โฉมใหม่ ก็จะค่อยๆ วนกลับไปสู่วังวนเดิม คือการจับกลุ่มต่อรองอำนาจเพื่อดึงงบประมาณไปปะผุถนน ลอกท่อ และซ่อมไฟเฉพาะในซอยหน้าบ้านหัวคะแนนตัวเอง เพื่อตุนคะแนนเสียงไว้สำหรับการเลือกตั้งรอบหน้า
มากกว่าที่จะยอมจับมือกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับคนทั้งเมือง?
ถ้าการเมืองท้องถิ่นยังมองแค่นี้ เราก็จะพลาดโจทย์ที่สำคัญที่สุดไปเหมือนอย่างที่ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ก็เคยชวนตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนาเมืองหลังจากนี้ว่า โจทย์ใหญ่ของการทำเมืองในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั่วๆ ไป
แต่คือการต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ‘เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร และเราละเลยใครไปหรือเปล่า’
เพราะในโลกความเป็นจริง กรุงเทพมหานครไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคนเพียง 4 ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้งและมีชื่อในทะเบียนบ้าน
แต่เมืองหลวงแห่งนี้ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยหยาดเหงื่อของ ‘ประชากรแฝง’ อีกนับล้านชีวิต ทั้งคนทำงานจากต่างจังหวัดและแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาช่วยกันจ่ายภาษีและหมุนฟันเฟืองเศรษฐกิจ
พื้นที่สาธารณะ ระบบสาธารณสุข สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จะต้องถูกขยายออกไปให้ครอบคลุม ‘ทุกคน’ ที่ใช้ชีวิตและหายใจร่วมกันที่นี่คือ กทม. เพราะหากกลุ่มคนที่เป็นฟันเฟืองฐานรากเหล่านี้ต้องเผชิญกับคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ขาดการดูแล ย่อมส่งผลกระทบสะเทือนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ในมิตินี้ จึงหมายถึงการทลายกำแพงของความเป็นคนในและคนนอก เพื่อสร้างเมืองที่โอบรับทุกคนอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องรอให้พวกเขาต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
แน่นอนว่าการจะผลักดันวาระของเมืองระดับนี้ให้เกิดขึ้นจริง ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญของฝ่ายบริหาร และความตระหนักรู้ของสภา กทม. โฉมใหม่ ที่จะต้องยอมสละผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น สลัดทิ้งแนวคิดการแบ่งเค้กงบประมาณแบบเขตใครเขตมันหรือกลุ่มใครกลุ่มมัน แล้วหันมาเทหน้าตักอนุมัติงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาในภาพรวมของมหานครสักที
ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ นี่แหละคือการสร้างผลงานชิ้นโบแดง และเป็นการวางรากฐานให้กับกรุงเทพมหานครไปอีก 4 ปี 10 ปี หรือ 100 ปีข้างหน้าอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้กรุงเทพฯ หลังคืนวันที่ 28 มิถุนายน ไม่ว่าใครจะได้รับชัยชนะ หรือสภา กทม.จะมีหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างไร หน้าที่ของพลเมืองคนกรุงเทพฯ ไม่ได้สิ้นสุดลงที่คูหา
เราฟังคำสัญญามามากพอแล้ว และเห็นการประนีประนอมกับระบบเดิมมานานเกินไป วาระของเมืองหลังจากนี้ต้องถูกขับเคลื่อนด้วยความโปร่งใส ความเด็ดขาด และการหักดิบผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ซึ่งนั่นคือหน้าที่ของพวกเราทุกคน ที่จะต้องช่วยกันติดตาม ตรวจสอบ และส่งเสียงทวงถาม
ไม่ใช่ปล่อยให้คำสัญญาเหล่านี้กลายเป็นแค่ลมปากที่ลอยหายไปหลังจบฤดูกาลหาเสียง
4 ปีนับจากนี้ไปคือ ‘เดิมพันครั้งใหญ่’ ของชัชชาติและทีมงานทุกคน แม้เจ้าตัวจะลั่นวาจาไว้ตั้งแต่ต้นว่า ‘ไม่ได้คิดว่าจะเป็นสะพานไปไหน’
แต่ในทางการเมือง หากเขาสามารถพากรุงเทพฯ ทะลุข้อจำกัดและผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ได้สำเร็จ ผลงานชิ้นโบแดงนี้ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญ ที่จะดันให้เขาไปสู่สมรภูมิใหญ่ระดับประเทศ หรือเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อย่างที่มีการพูดถึงกัน
หลังจากนี้ก็คงต้องจับดูต่อไปด้วยใจระทึก!!
