bg-single

หลัง 24 มิ.ย. 2475 กำเนิดวุฒิสภา หลัง 26 มิ.ย. 2567 กำเนิด…ฮั้ว ส.ว.

26.06.2026

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

กำเนิดวุฒิสภา

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2475 ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 2 ประเภท ซึ่งสมาชิกประเภทที่ 2 นี้เองที่มีจุดมุ่งหมายเสมือนเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง

วุฒิสภาเกิดขึ้นและมีบทบาทอย่างแท้จริงจากการที่รัฐธรรมนูญ 2489 ได้กำหนดให้มีรัฐสภาประกอบด้วยสองสภา คือสภาผู้แทนราษฎร และพฤฒสภา มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2490 ได้กำหนดให้ใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา (ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจาก พฤฒสภา)

และนับตั้งแต่นั้นมา รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ทั้ง 7 ฉบับโดยผู้มีอำนาจแต่ละยุคก็กำหนดให้มีวุฒิสภา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้ง แม้กระทั่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ให้มาจากการแต่งตั้ง แต่การจะตั้งใครนั้นก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยนั้นๆ ว่าสมดุลทางอำนาจทางการเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร

จนกระทั่งถึงฉบับ ปี 2540 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุด ได้กำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้ง 200 คน

แต่พอหลังรัฐประหาร 2549 กระแสประชาธิปไตยลดลงอย่างมาก ก็มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กำหนดให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน (76 จังหวัด 76 คน) และมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา (74 คน)

และพอหลังการรัฐประหาร 2557 เมื่อได้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็มีบทเฉพาะกาลให้ใช้ ส.ว.แต่งตั้งของคณะรัฐประหาร คสช. 250 คน นานถึง 5 ปี เมื่อครบ 5 ปีแล้วจึงให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้สมัคร ส.ว.เลือกกันเองในปี 2567 จนเกิดเป็นคดีฮั้ว ส.ว.ขึ้นจนถึงทุกวันนี้

คดีฮั้ว ส.ว.
เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างสำคัญ

เพราะสภาพปัจจุบันเสียงของ ส.ว.กลุ่มใหญ่ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันในคดี ฮั้ว ส.ว.มีเกินกว่า 2 ใน 3 มีลักษณะการลงคะแนนและมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการลงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกรรมการองค์กรอิสระ การเห็นด้วยกับกฎหมายหรือคัดค้านกฎหมาย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สำคัญยังต้องผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องมีเสียงสนับสนุนทั้ง ส.ส. และ ส.ว. แม้ขณะนี้จะมีแนวทางคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยมุ่งหวังร่างใหม่ทั้งฉบับ โดยให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรง แต่การเริ่มต้นจะต้องมีขั้นตอน

1) จะต้องแก้หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายละเอียดในหมวดนี้ไม่ได้เขียนถึงวิธีร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ดังนั้น การมี สสร.แบบไหน กี่คน มีอำนาจแค่ไหน กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากไหน ยกร่างเสร็จแล้วจะต้องผ่าน วาระ 1 2 3 อย่างไร ฯลฯ ล้วนต้องกำหนดใหม่

2) แต่มาตรา 256 เดิมกำหนดวิธีแก้ไขไว้หลายข้อ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการร่างใหม่ เช่น ไม่มีการพูดถึง สสร.

3) มาตรา 256 ยังกำหนดว่า…(3) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งในจํานวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

ถ้าสถานการณ์ในวุฒิสภายังดำรงอยู่เช่นปัจจุบัน โอกาสที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าคดีฮั้ว ส.ว.ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวุฒิสภา ทำให้เสียงของ ส.ว.เป็นอิสระมากขึ้น โอกาสจะผ่านเงื่อนไขต่างๆ ก็จะมีสูงขึ้น

สถานะทางคดีฮั้ว ส.ว.
เมื่อสู้กันมา 2 ปี

1.คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมด 120 วัน โดยประชุมทุกวันหรือแทบทุกวัน มีเอกสารประกอบทั้งหมด 90,000 หน้า / เป็นความเห็นกรรมการ มีการสอบพยานหลายร้อยคน

ชุดนี้เสนอให้ กกต.มีมติสั่งฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไปที่ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด โดย กกต.ชุดใหญ่จะเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานและยื่นฟ้อง

หากศาลฎีกาพิพากษาว่ามีความผิดจริง จะมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง และอาจมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายต่อไป

2. แต่ต่อมา กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณา และมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นแย้งกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุดที่ 26

เท่ากับข้อกล่าวหา 229 คนไม่มีมูล ต้องยกคำร้อง

จึงมีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการตั้งขึ้นเพื่อ “ฟอกขาว” ให้กับทั้ง 229 คน ต้องการการเป่าคดีฮั้ว ส.ว.ไม่ให้ส่งไปถึงศาล

จากมติทั้ง 2 ด้าน หลังจากนี้ คณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่จะต้องตัดสินใจมีมติภายใน 90 วันหลังจากการพิจารณานัดแรก ว่าจะสั่งฟ้องใครบ้าง-ยกคำร้องใครบ้าง

ตัวอย่างคดีที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหากลัว

คดีปทุมธานี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 65/2569) พฤติการณ์ในคดีนี้เด่นชัดมากจากการที่ผู้คัดค้านนัดพบผู้สมัครรายอื่นที่ร้านกาแฟเพื่อ “ตกลงจับคู่แลกคะแนน”

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิเคราะห์แล้ววางหลักกฎหมายไว้อย่างเฉียบขาดว่า

การสมยอมจับคู่แลกคะแนนถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีนับตั้งแต่ตกลงกัน ไม่จำเป็นต้องรอพิสูจน์ว่าในคูหาจะมีการลงคะแนนให้กันจริงหรือไม่ และการ “หักหลัง” หรือแอบเปลี่ยนใจทีหลังไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะนำมาลบล้างเจตนาทุจริตบิดเบือนเสรีภาพในการเลือกตั้งตั้งแต่ต้นได้ ศาลจึงสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

แค่ตกลงแลกคะแนนกันสองคนยังโดน 10 ปี แต่คดี ฮั้ว ส.ว.ร้ายแรงกว่านั้นมากเป็นร้อยเท่า ถ้าส่งไปถึงศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ไม่อยากจะคาดการณ์ผลสุดท้าย แต่ที่รู้แน่คือ ระบบ “เลือกกันเอง” จะจบลงแน่ๆ

การตัดสินคดี ฮั้ว ส.ว.จะเป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องทบทวนว่า ผ่านมา 94 ปี วุฒิสภาไทยควรมีบทบาทต่อหรือไม่ ถ้ามีจะมาจากไหน อำนาจควรมีแค่ไหน?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บารมี ผีตาหนู
ความสัมพันธ์จีน-เมียนมาร่วมสมัย : ใครได้ ใครเสีย
เมื่อภูมิเศรษฐศาสตร์ สำคัญกว่าภูมิรัฐศาสตร์!
หมดเวลา ‘เคียร์ สตาร์เมอร์’ เป็นนายกฯ อังกฤษไม่ถึง 2 ปี
บทสนทนากับอานีส บาสเวดัน
หลัง 24 มิ.ย. 2475 กำเนิดวุฒิสภา หลัง 26 มิ.ย. 2567 กำเนิด…ฮั้ว ส.ว.
การบ้านใหญ่คน กทม. ไม่ได้จบที่คูหาเลือกตั้ง วาระของเมืองยากกว่าหาเสียง
ดีลอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ความตกลงสันติเพื่อสงครามรอบใหม่
โกงสอบท้องถิ่นต้องลากให้ถึงจอมบงการ
พรรคการเมือง ‘เสียงแตก’ ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล หรือแค่ความเห็นตุลาการฯ
E-DUANG | ป้อมค่าย แตกจาก ภายใน ไม่ว่า”ภูเก็ต” ไม่ว่า”อบต.”
24 มิถุนาฯ จาก ‘เอกสารชั้นต้น’ | ปราปต์ บุนปาน