bg-single

ดีลอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ความตกลงสันติเพื่อสงครามรอบใหม่

26.06.2026

ต่างประเทศ

หากถามว่า จนถึงขณะนี้ เราเรียนรู้อะไรมาบ้างจากการทำความตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน เพื่อเปิดให้มีการเจรจาซึ่งกันและกัน เป็นเวลา 60 วัน

สำหรับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา 60 วันที่ว่านี้คงเป็น 60 วันที่ยุ่งยากลำบากไม่น้อย เพราะแม้แต่คนที่เคยสนับสนุน กลับหันมาโจมตีเงื่อนไขในความตกลงหยุดยิงครั้งนี้อย่างเปิดเผย

โดยเฉพาะประเด็นว่าด้วยการมอบเงินมหาศาลให้กับอิหร่าน ซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะมีการเรียกเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ และไม่มีหลักประกันใดๆ เกี่ยวกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ หรือโครงการนิวเคลียร์ในอนาคตของอิหร่านแต่อย่างใด

อิสราเอลออกมาอ้างชัดเจนว่า ความตกลงที่ทำกันขึ้นไม่ครอบคลุมการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของตนในเลบานอน จนกลายเป็นปัญหาป่วนการเจรจาไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่นี่กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะเท่าที่ดูแล้ว ปัญหาใหญ่ๆ ทั้งหมด ถูกหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ไม่ใช่ถูกแก้ไขไปจนหมดสิ้นแล้ว

นั่นคือธรรมชาติของความตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบของการเจรจาที่จะมีขึ้น และชี้ให้เห็นว่า สภาพโดยรวมแล้ว ผลที่ได้จากการทำความตกลงครั้งนี้ ที่น่าจะเป็นมากที่สุดก็คือ ความรุนแรงรอบใหม่ ที่จะเกิดขึ้นติดๆ ดับๆ โดยที่จำกัดความรุนแรงไม่ให้ลุกลามมากไปกว่าที่เป็นอยู่

ความตกลงนี้ดูผิวเผินเหมือนกับว่าจะเป็นชัยชนะในทางการทูตของสหรัฐอเมริกา เหมือนจะเป็นการยุติสงครามที่ทำลายล้างและส่งผลสะเทือนทางลบต่อเศรษฐกิจสูงมากครั้งนี้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความตกลงครั้งนี้อย่างดีที่สุด กลับเป็นไปเพื่อที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่ มากกว่าที่จะเป็นความตกลงเพื่อสันติภาพระยะยาว

หัวใจของปัญหาในความตกลงนี้ก็คือ ไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการร่วม 20 ข้อที่เป็นแผนสันติภาพกาซาซึ่งทำขึ้นเมื่อปี 2025 ไม่มีวิธีการฟื้นฟูบูรณะกาซา ไม่มีเรื่องเขตปลอดทหาร ไม่มีเรื่องการจัดตั้งทีมกองกำลังนานาชาติเพื่อสันติภาพขึ้นในกาซา ไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า นับตั้งแต่หยุดยิงกันเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว อิสราเอลได้สังหารชาวปาเลสไตน์ในกาซาไปมากกว่า 1,000 ราย

แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายลุกขึ้นมาจับอาวุธห้ำหั่นกันใหม่ โดยที่ยังไม่มีทางออกทางการเมืองใดๆ ให้เห็นแม้แต่น้อย

ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นเรื่องสำคัญลำดับถัดมาและส่อจะทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอลกับอิหร่าน ยืดเยื้อต่อเนื่องต่อไปไม่สิ้นสุดได้

คำถามถัดมาก็คือ อิหร่านควรจะได้รับเงินเป็นจำนวนเท่าใด ใครคือคนจ่ายเงินก้อนนั้น และจะทำอย่างไรกับวัตถุนิวเคลียร์ที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้วเก็บกักตุนเอาไว้ เหล่านี้ล้วนไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

โดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์มาโจมตีบารัก โอบามา นานนับปี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่ทรัมป์จะยินยอมปล่อยให้อิหร่านดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ นำเอาวัตถุนิวเคลียร์ที่ว่านั้นออกมาให้หมด ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่าสหรัฐอเมริกายินยอมให้อิหร่านทำเหมือนเดิมต่อไปในระยะยาว

เรื่องเงินที่อิหร่านจะได้รับก็เป็นปัญหา เพราะเงินทุนใดๆ ที่อิหร่านได้รับย่อมเสี่ยงที่จะเล็ดลอดไปถึงมือของตัวแทน อาทิ ฮิซบอลเลาะห์ หรือถูกนำไปพัฒนาเพิ่มจรวดและมิสไซล์ เข้าคลังแสงของตนอีกครั้ง

ความตกลงชั่วคราวที่เปิดเผยออกมาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์เสนอเงินบรรเทาทุกข์ให้อิหร่านมากกว่าที่รัฐบาลโอบามาเคยให้ด้วยซ้ำไป

คำตอบของคำถามเหล่านี้ ล้วนสามารถนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้ทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ถามนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ว่าจะทำอย่างไรกับคลังนิวเคลียร์เสริมสมรรถนะของอิหร่าน คำตอบก็คือ ก็ “เข้าไปเอาออกมาให้หมด” ปัญหาก็คือ ใครกันที่จะเข้าไป อิสราเอลหรือสหรัฐอเมริกา เข้าไปแล้ว เอาออกมาให้หมดได้จริงหรือ

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า สงครามหลายเดือนที่ผ่านมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแม้แต่กระทั่งกับวิสัยทัศน์ของระบอบปกครองของอิหร่านเอง

ก่อนหน้านี้อิหร่านภายใต้การนำของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี อิหร่านเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งสหรัฐและอิสราเอลก็จริง แต่เป็นการเป็นปฏิปักษ์อย่างระมัดระวัง ตัวอย่างเช่น แม้จะได้รับการกดดันอย่างหนัก แต่อิหร่านยังไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเดือนมิถุนายน ปี 2026

ปัญหาก็คือ กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ในอิหร่าน ได้ซึมซับบทเรียนที่แตกต่างออกไปจากการทำสงครามในช่วงที่ผ่านมาว่า สหรัฐอเมริกาเองเพียงแค่เข้าใจการใช้กำลังเท่านั้น และอิหร่านเองจำเป็นต้องยืนหยัดต่อต้านการใช้กำลังดังกล่าวในระยะยาวให้ได้

สิ่งที่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญก็คือ อิหร่านมีความสามารถในการโจมตีต่อพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาโดยรอบอ่าวเปอร์เซีย กดดันไม่ให้ประเทศเหล่านั้นร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา หรือไม่ก็บีบให้ประเทศเหล่านั้นหันมาดำเนินการที่เป็นผลประโยชน์ต่ออิหร่าน หรือล็อบบี้ทางการสหรัฐอเมริกาเพื่อประโยชน์ของอิหร่านได้

อิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ สร้างความเดือดร้อนสาหัสให้กับพันธมิตรของอเมริกันและแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหาศาลต่อสหรัฐอเมริกาเอง

ด้วยวิธีการนี้ อิหร่านแสดงให้เห็นว่าหากจำเป็นพวกเขาก็อาจปิดเพื่อเรียกเก็บค่าผ่านทางได้

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเองสูญเสียอิทธิพลในอ่าวเปอร์เซียไปมากในฐานะผู้รับประกันความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่เป็นจริง

ปัญหาใหญ่หลวงที่สุดก็คือ การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

อิหร่านได้เห็นกับตามาแล้วว่า สหรัฐอเมริกา บทจะยกเลิกความตกลงก็ทำตามใจ แม้ว่าไออีเอจะยืนยันว่า อิหร่านดำเนินการตามความตกลงทุกอย่าง

ดังนั้น การทำความตกลงครั้งนี้จึงถูกจับตามองมาอย่างไม่ไว้วางใจตลอดเวลาจากอิหร่าน

สุดท้ายก็คือ จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วโดนัลด์ ทรัมป์ และสหรัฐอเมริกาต้องการอะไรกันแน่จากตะวันออกกลางในระยะยาว

โดยเฉพาะในเมื่อการดำเนินการเฉพาะหน้ายังขัดแย้งและกลับไปกลับมาตลอดเวลา

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ความตกลงสันติภาพครั้งนี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่ขึ้นในระดับความรุนแรงระดับใดระดับหนึ่ง

และอาจคงอยู่เช่นนั้น ยาวนานไม่น้อยเลยทีเดียว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บารมี ผีตาหนู
ความสัมพันธ์จีน-เมียนมาร่วมสมัย : ใครได้ ใครเสีย
เมื่อภูมิเศรษฐศาสตร์ สำคัญกว่าภูมิรัฐศาสตร์!
หมดเวลา ‘เคียร์ สตาร์เมอร์’ เป็นนายกฯ อังกฤษไม่ถึง 2 ปี
บทสนทนากับอานีส บาสเวดัน
หลัง 24 มิ.ย. 2475 กำเนิดวุฒิสภา หลัง 26 มิ.ย. 2567 กำเนิด…ฮั้ว ส.ว.
การบ้านใหญ่คน กทม. ไม่ได้จบที่คูหาเลือกตั้ง วาระของเมืองยากกว่าหาเสียง
ดีลอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ความตกลงสันติเพื่อสงครามรอบใหม่
โกงสอบท้องถิ่นต้องลากให้ถึงจอมบงการ
พรรคการเมือง ‘เสียงแตก’ ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล หรือแค่ความเห็นตุลาการฯ
E-DUANG | ป้อมค่าย แตกจาก ภายใน ไม่ว่า”ภูเก็ต” ไม่ว่า”อบต.”
24 มิถุนาฯ จาก ‘เอกสารชั้นต้น’ | ปราปต์ บุนปาน