กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
คําว่า “อำนาจต่อรอง” ในศตวรรษที่ 21 อาจหมายถึงบทเรียนจากสงครามยูเครน หรือการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสหรัฐกับจีน แต่จริงๆ แล้วเราอาจต้องตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า
“อำนาจ” ในโลกยุคใหม่กำลังเปลี่ยนรูปไปอย่างไร?
สงครามอิหร่านอาจจะให้คำตอบได้อย่างน่าทึ่ง
หลายร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์เข้าใจอำนาจผ่านภาพของกองทัพ เรือรบ ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ
ประเทศที่มีอาวุธมากที่สุดคือประเทศที่มีอำนาจมากที่สุด
แต่หนังสือ Chokepoints : How Economic Warfare Is Changing the World ของ Edward Fishman นักวิชาการและอดีตนักการทูตสหรัฐเสนอว่าความเข้าใจแบบนั้นกำลังล้าสมัยไปแล้วอย่างรวดเร็ว
ตอนที่หนังสือเล่มนี้ออกมาในปีที่แล้ว ยังไม่มีร่องรอยของสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน
แต่แกก็จับประเด็นเรื่อง “สงครามภูมิเศรษฐศาสตร์” หรือ Geoeconomics ที่อาจจะมีอิทธิพลมากกว่า “สงครามภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics ในการเผชิญหน้าระหว่างประเทศคู่กรณีอย่างน่าสนใจ
หนังสือเล่มนี้ชี้ว่าในโลกยุคโลกาภิวัตน์ อำนาจไม่ได้อยู่ที่การครอบครองดินแดนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่การควบคุม “เครือข่าย” (Networks) ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน
ใครควบคุมเครือข่ายการเงิน
ใครควบคุมเทคโนโลยีชิพ
ใครควบคุมพลังงาน
ใครควบคุมเส้นทางการค้า
ใครควบคุมข้อมูล
คนนั้นสามารถบังคับประเทศอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งทหารแม้แต่คนเดียว
นี่คือโลกแห่ง “Economic Warfare” หรือสงครามเศรษฐกิจ
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วพอจะสรุป 5 บทเรียนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกอย่างน่าตกใจ
1) จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของโลกไม่ได้อยู่บนแผนที่ แต่อยู่ในระบบเครือข่าย
ในอดีต หากต้องการควบคุมการค้าโลก มหาอำนาจต้องยึดครองช่องแคบมะละกา ช่องแคบฮอร์มุซ หรือคลองสุเอซ
แต่ในศตวรรษที่ 21 จุดคอขวดหรือ Chokepoints ไม่ได้อยู่ในทะเลแต่เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป
มันอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น
คนเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าพอเกิดสงครามอิหร่าน ก็เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกลายเป็นอำนาจต่อรองที่สหรัฐยังต้องยอมอ่อนข้อให้
แต่ข้อสังเกตของหนังสือก็ยังน่าสนใจเพราะมันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดอำนาจต่อรองของประเทศต่างๆ ในสมรภูมิสงครามจากนี้ไป
Edward Fishman อธิบายว่าโลกาภิวัตน์ได้สร้าง “จุดคอขวดเชิงระบบ” ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ระบบดอลลาร์สหรัฐ
ทุกวันนี้การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังดำเนินการผ่านดอลลาร์ ธนาคารทั่วโลกต้องเชื่อมต่อกับระบบการเงินของสหรัฐ และบริษัทข้ามชาติจำนวนมหาศาลต้องพึ่งพาสถาบันการเงินอเมริกัน
สิ่งนี้ทำให้วอชิงตันมีอำนาจมหาศาล
เมื่อสหรัฐตัดสินใจคว่ำบาตรประเทศใด ประเทศนั้นอาจถูกตัดออกจากระบบเศรษฐกิจโลกแทบจะในทันที
อำนาจประเภทนี้ไม่ต้องใช้กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
แต่สร้างผลกระทบได้รุนแรงไม่แพ้กัน
ในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ก็กลายเป็น Chokepoint ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ชิพสมัยใหม่ไม่ได้ถูกผลิตโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่กระจายอยู่ทั่วโลก
ซอฟต์แวร์ออกแบบชิพอยู่ในสหรัฐ
เครื่องจักรล้ำสมัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์
การผลิตขั้นสูงอยู่ในไต้หวัน
วัตถุดิบบางส่วนมาจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
การควบคุมเพียงจุดเดียวในห่วงโซ่นี้สามารถหยุดยั้งการพัฒนาของประเทศคู่แข่งได้ทั้งระบบ
นั่นคือเหตุผลที่สงครามชิพระหว่างสหรัฐกับจีนจึงสำคัญกว่าสงครามการค้าทั่วไปหลายเท่า
2) การคว่ำบาตรคือสงครามที่ไม่มีเสียงระเบิด
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่แพร่หลายที่สุดคือ การมองว่าการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือทางการทูตที่อ่อนโยนกว่าสงคราม
ความจริงอาจตรงกันข้าม
นักวิชาการอีกคน Nicholas Mulder นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การคว่ำบาตรชี้ว่า มาตรการคว่ำบาตรสมัยใหม่สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้ใกล้เคียงกับสงครามเต็มรูปแบบ
เมื่อประเทศหนึ่งถูกตัดออกจากระบบการเงินโลก
บริษัทต่างชาติหยุดลงทุน
ค่าเงินอ่อนตัว
เงินเฟ้อพุ่งสูง
รายได้ภาครัฐลดลง
การนำเข้ายา อาหาร และเทคโนโลยีสะดุด
ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
แต่ตกอยู่กับประชาชนธรรมดา
3) ภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังแทนที่ภูมิรัฐศาสตร์
เป็นเวลาหลายสิบปีที่คำว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” ครองพื้นที่การวิเคราะห์โลก
แต่ในปัจจุบัน คำว่า “ภูมิเศรษฐศาสตร์” กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
มหาอำนาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว
แต่แข่งขันกันด้วยภาษี การลงทุน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงทรัพยากร
เมื่อเศรษฐกิจกลายเป็นอาวุธ ทุกประเทศจะเริ่มมองความสัมพันธ์ทางการค้าในมิติความมั่นคง
การนำเข้าสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องราคา
แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย
การลงทุนจากต่างชาติไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทน
แต่เป็นเรื่องอิทธิพลทางการเมือง
เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรม
แต่เป็นเรื่องอำนาจแห่งชาติ
นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็นชิพ แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด หรือปัญญาประดิษฐ์
ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเริ่มถูกแทนที่ด้วยตรรกะแห่งความมั่นคง
4) ยุคทองของประเทศขนาดกลางกำลังมาถึง
ในช่วงสงครามเย็น โลกแบ่งออกเป็นสองค่ายอย่างชัดเจน
แต่โลกปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น
ประเทศจำนวนมากไม่ต้องการเลือกข้าง
และกำลังใช้สถานการณ์นี้สร้างอำนาจต่อรองใหม่
ซาอุดีอาระเบียขายน้ำมันให้จีน แต่ยังร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐ
อินเดียซื้อพลังงานจากรัสเซีย แต่ยังขยายความร่วมมือกับตะวันตก
ตุรกีเป็นสมาชิก NATO แต่ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระมากขึ้น
อินโดนีเซียใช้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากทุกฝ่าย
ประเทศเหล่านี้กำลังกลายเป็น “รัฐสะวิง” หรือ Swing States
ไม่ใช่ผู้เดินตามของมหาอำนาจอีกต่อไป
แต่กลายเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ได้
ขณะเดียวกัน กระแส Commodity Nationalism กำลังขยับตัว
หลายประเทศตระหนักว่าลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล และแร่หายากมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมหาศาล
แทนที่จะขายวัตถุดิบราคาถูกเหมือนในอดีต ก็เริ่มเรียกร้องให้มีการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
นี่คือการเปลี่ยนดุลอำนาจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในระบบเศรษฐกิจโลก
5) การใช้อาวุธเศรษฐกิจมากเกินไปกำลังทำลายอาวุธนั้นเอง
นี่อาจเป็นข้อสรุปที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้
ยิ่งสหรัฐใช้อำนาจทางการเงินเป็นอาวุธมากเท่าใด
ประเทศอื่นก็ยิ่งมีแรงจูงใจในการหาทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น
การอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียหลังสงครามยูเครนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า
หากวันหนึ่งเกิดความขัดแย้งกับตะวันตก พวกเขาอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกันหรือไม่
ผลที่ตามมาคือ การเร่งสร้างระบบทางเลือก
จีนพัฒนา CIPS
รัสเซียสร้าง SPFS
หลายประเทศเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง
และเริ่มทดลองระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่
แม้ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกอย่างท่วมท้น
แต่แนวโน้มระยะยาวสะท้อนว่าหลายประเทศกำลังพยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบเดียว
โลกไม่ได้แตกออกจากกันโดยบังเอิญ
แต่กำลังสร้างระบบคู่ขนานขึ้นมาอย่างตั้งใจ
เมื่อรวมทุกบทเรียนเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏคือโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
โลกหลังสงครามเย็นเคยเชื่อว่าการค้าเสรีจะนำไปสู่ความร่วมมือ
ยิ่งค้าขายกันมาก ก็ยิ่งมีโอกาสทำสงครามกันน้อยลง
แต่ประสบการณ์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ว่าความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้เช่นกัน
ระบบการเงินกลายเป็นอาวุธ
เทคโนโลยีกลายเป็นอาวุธ
พลังงานกลายเป็นอาวุธ
ห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นอาวุธ
และแม้แต่ข้อมูลก็กลายเป็นอาวุธ
โลกจึงกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก
ไม่ใช่โลกสองขั้วแบบสงครามเย็น
และไม่ใช่โลกาภิวัตน์แบบไร้พรมแดน
แต่เป็นโลกของ “ระบบทับซ้อน” ที่แต่ละประเทศต้องดำรงอยู่พร้อมกันในหลายเครือข่ายที่บางครั้งร่วมมือกัน และบางครั้งแข่งขันกัน
สําหรับอาเซียน นี่คือความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
เพราะเราอยู่ในจุดตัดของมหาอำนาจ
ระหว่างสหรัฐกับจีน
ระหว่างห่วงโซ่อุปทานตะวันตกกับตะวันออก
ระหว่างระบบการเงินเดิมกับระบบการเงินใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยควรเลือกข้างใด
แต่คือไทยจะสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และอำนาจต่อรองของตนเองอย่างไร
ในโลกที่การพึ่งพาอาศัยกันซึ่งเคยเป็นรากฐานของสันติภาพ กำลังกลายเป็นเครื่องมือแห่งการแข่งขัน
และในโลกที่สงครามอาจเริ่มต้นจากคำสั่งของธนาคารกลาง มากกว่าการเคลื่อนพลของกองทัพ
ประเทศที่อยู่รอดได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุดหรือแข็งแกร่งที่สุด
แต่คือประเทศที่เข้าใจเครือข่ายเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง
และรู้วิธีเดินอยู่ระหว่างรอยแยกของระเบียบโลกใหม่โดยไม่ตกลงไปในหลุมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่มี “เรื่องง่าย” อีกต่อไป!
