bg-single

เมื่อภูมิเศรษฐศาสตร์ สำคัญกว่าภูมิรัฐศาสตร์!

26.06.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

คําว่า “อำนาจต่อรอง” ในศตวรรษที่ 21 อาจหมายถึงบทเรียนจากสงครามยูเครน หรือการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสหรัฐกับจีน แต่จริงๆ แล้วเราอาจต้องตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า

“อำนาจ” ในโลกยุคใหม่กำลังเปลี่ยนรูปไปอย่างไร?

สงครามอิหร่านอาจจะให้คำตอบได้อย่างน่าทึ่ง

หลายร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์เข้าใจอำนาจผ่านภาพของกองทัพ เรือรบ ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ

ประเทศที่มีอาวุธมากที่สุดคือประเทศที่มีอำนาจมากที่สุด

แต่หนังสือ Chokepoints : How Economic Warfare Is Changing the World ของ Edward Fishman นักวิชาการและอดีตนักการทูตสหรัฐเสนอว่าความเข้าใจแบบนั้นกำลังล้าสมัยไปแล้วอย่างรวดเร็ว

ตอนที่หนังสือเล่มนี้ออกมาในปีที่แล้ว ยังไม่มีร่องรอยของสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

แต่แกก็จับประเด็นเรื่อง “สงครามภูมิเศรษฐศาสตร์” หรือ Geoeconomics ที่อาจจะมีอิทธิพลมากกว่า “สงครามภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics ในการเผชิญหน้าระหว่างประเทศคู่กรณีอย่างน่าสนใจ

หนังสือเล่มนี้ชี้ว่าในโลกยุคโลกาภิวัตน์ อำนาจไม่ได้อยู่ที่การครอบครองดินแดนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่การควบคุม “เครือข่าย” (Networks) ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน

ใครควบคุมเครือข่ายการเงิน

ใครควบคุมเทคโนโลยีชิพ

ใครควบคุมพลังงาน

ใครควบคุมเส้นทางการค้า

ใครควบคุมข้อมูล

คนนั้นสามารถบังคับประเทศอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งทหารแม้แต่คนเดียว

นี่คือโลกแห่ง “Economic Warfare” หรือสงครามเศรษฐกิจ

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วพอจะสรุป 5 บทเรียนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกอย่างน่าตกใจ

1) จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของโลกไม่ได้อยู่บนแผนที่ แต่อยู่ในระบบเครือข่าย

ในอดีต หากต้องการควบคุมการค้าโลก มหาอำนาจต้องยึดครองช่องแคบมะละกา ช่องแคบฮอร์มุซ หรือคลองสุเอซ

แต่ในศตวรรษที่ 21 จุดคอขวดหรือ Chokepoints ไม่ได้อยู่ในทะเลแต่เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป

มันอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น

คนเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าพอเกิดสงครามอิหร่าน ก็เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกลายเป็นอำนาจต่อรองที่สหรัฐยังต้องยอมอ่อนข้อให้

แต่ข้อสังเกตของหนังสือก็ยังน่าสนใจเพราะมันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดอำนาจต่อรองของประเทศต่างๆ ในสมรภูมิสงครามจากนี้ไป

Edward Fishman อธิบายว่าโลกาภิวัตน์ได้สร้าง “จุดคอขวดเชิงระบบ” ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ

ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ระบบดอลลาร์สหรัฐ

ทุกวันนี้การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังดำเนินการผ่านดอลลาร์ ธนาคารทั่วโลกต้องเชื่อมต่อกับระบบการเงินของสหรัฐ และบริษัทข้ามชาติจำนวนมหาศาลต้องพึ่งพาสถาบันการเงินอเมริกัน

สิ่งนี้ทำให้วอชิงตันมีอำนาจมหาศาล

เมื่อสหรัฐตัดสินใจคว่ำบาตรประเทศใด ประเทศนั้นอาจถูกตัดออกจากระบบเศรษฐกิจโลกแทบจะในทันที

อำนาจประเภทนี้ไม่ต้องใช้กองเรือบรรทุกเครื่องบิน

แต่สร้างผลกระทบได้รุนแรงไม่แพ้กัน

ในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ก็กลายเป็น Chokepoint ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ชิพสมัยใหม่ไม่ได้ถูกผลิตโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

แต่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่กระจายอยู่ทั่วโลก

ซอฟต์แวร์ออกแบบชิพอยู่ในสหรัฐ

เครื่องจักรล้ำสมัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์

การผลิตขั้นสูงอยู่ในไต้หวัน

วัตถุดิบบางส่วนมาจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

การควบคุมเพียงจุดเดียวในห่วงโซ่นี้สามารถหยุดยั้งการพัฒนาของประเทศคู่แข่งได้ทั้งระบบ

นั่นคือเหตุผลที่สงครามชิพระหว่างสหรัฐกับจีนจึงสำคัญกว่าสงครามการค้าทั่วไปหลายเท่า

2) การคว่ำบาตรคือสงครามที่ไม่มีเสียงระเบิด

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่แพร่หลายที่สุดคือ การมองว่าการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือทางการทูตที่อ่อนโยนกว่าสงคราม

ความจริงอาจตรงกันข้าม

นักวิชาการอีกคน Nicholas Mulder นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การคว่ำบาตรชี้ว่า มาตรการคว่ำบาตรสมัยใหม่สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้ใกล้เคียงกับสงครามเต็มรูปแบบ

เมื่อประเทศหนึ่งถูกตัดออกจากระบบการเงินโลก

บริษัทต่างชาติหยุดลงทุน

ค่าเงินอ่อนตัว

เงินเฟ้อพุ่งสูง

รายได้ภาครัฐลดลง

การนำเข้ายา อาหาร และเทคโนโลยีสะดุด

ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

แต่ตกอยู่กับประชาชนธรรมดา

3) ภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังแทนที่ภูมิรัฐศาสตร์

เป็นเวลาหลายสิบปีที่คำว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” ครองพื้นที่การวิเคราะห์โลก

แต่ในปัจจุบัน คำว่า “ภูมิเศรษฐศาสตร์” กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

มหาอำนาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว

แต่แข่งขันกันด้วยภาษี การลงทุน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงทรัพยากร

เมื่อเศรษฐกิจกลายเป็นอาวุธ ทุกประเทศจะเริ่มมองความสัมพันธ์ทางการค้าในมิติความมั่นคง

การนำเข้าสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องราคา

แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย

การลงทุนจากต่างชาติไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทน

แต่เป็นเรื่องอิทธิพลทางการเมือง

เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรม

แต่เป็นเรื่องอำนาจแห่งชาติ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

ไม่ว่าจะเป็นชิพ แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด หรือปัญญาประดิษฐ์

ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเริ่มถูกแทนที่ด้วยตรรกะแห่งความมั่นคง

4) ยุคทองของประเทศขนาดกลางกำลังมาถึง

ในช่วงสงครามเย็น โลกแบ่งออกเป็นสองค่ายอย่างชัดเจน

แต่โลกปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น

ประเทศจำนวนมากไม่ต้องการเลือกข้าง

และกำลังใช้สถานการณ์นี้สร้างอำนาจต่อรองใหม่

ซาอุดีอาระเบียขายน้ำมันให้จีน แต่ยังร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐ

อินเดียซื้อพลังงานจากรัสเซีย แต่ยังขยายความร่วมมือกับตะวันตก

ตุรกีเป็นสมาชิก NATO แต่ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระมากขึ้น

อินโดนีเซียใช้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากทุกฝ่าย

ประเทศเหล่านี้กำลังกลายเป็น “รัฐสะวิง” หรือ Swing States

ไม่ใช่ผู้เดินตามของมหาอำนาจอีกต่อไป

แต่กลายเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ได้

ขณะเดียวกัน กระแส Commodity Nationalism กำลังขยับตัว

หลายประเทศตระหนักว่าลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล และแร่หายากมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมหาศาล

แทนที่จะขายวัตถุดิบราคาถูกเหมือนในอดีต ก็เริ่มเรียกร้องให้มีการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

นี่คือการเปลี่ยนดุลอำนาจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในระบบเศรษฐกิจโลก

5) การใช้อาวุธเศรษฐกิจมากเกินไปกำลังทำลายอาวุธนั้นเอง

นี่อาจเป็นข้อสรุปที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้

ยิ่งสหรัฐใช้อำนาจทางการเงินเป็นอาวุธมากเท่าใด

ประเทศอื่นก็ยิ่งมีแรงจูงใจในการหาทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น

การอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียหลังสงครามยูเครนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า

หากวันหนึ่งเกิดความขัดแย้งกับตะวันตก พวกเขาอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกันหรือไม่

ผลที่ตามมาคือ การเร่งสร้างระบบทางเลือก

จีนพัฒนา CIPS

รัสเซียสร้าง SPFS

หลายประเทศเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง

และเริ่มทดลองระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่

แม้ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกอย่างท่วมท้น

แต่แนวโน้มระยะยาวสะท้อนว่าหลายประเทศกำลังพยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบเดียว

โลกไม่ได้แตกออกจากกันโดยบังเอิญ

แต่กำลังสร้างระบบคู่ขนานขึ้นมาอย่างตั้งใจ

เมื่อรวมทุกบทเรียนเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏคือโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โลกหลังสงครามเย็นเคยเชื่อว่าการค้าเสรีจะนำไปสู่ความร่วมมือ

ยิ่งค้าขายกันมาก ก็ยิ่งมีโอกาสทำสงครามกันน้อยลง

แต่ประสบการณ์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ว่าความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้เช่นกัน

ระบบการเงินกลายเป็นอาวุธ

เทคโนโลยีกลายเป็นอาวุธ

พลังงานกลายเป็นอาวุธ

ห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นอาวุธ

และแม้แต่ข้อมูลก็กลายเป็นอาวุธ

โลกจึงกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก

ไม่ใช่โลกสองขั้วแบบสงครามเย็น

และไม่ใช่โลกาภิวัตน์แบบไร้พรมแดน

แต่เป็นโลกของ “ระบบทับซ้อน” ที่แต่ละประเทศต้องดำรงอยู่พร้อมกันในหลายเครือข่ายที่บางครั้งร่วมมือกัน และบางครั้งแข่งขันกัน

สําหรับอาเซียน นี่คือความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

เพราะเราอยู่ในจุดตัดของมหาอำนาจ

ระหว่างสหรัฐกับจีน

ระหว่างห่วงโซ่อุปทานตะวันตกกับตะวันออก

ระหว่างระบบการเงินเดิมกับระบบการเงินใหม่

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยควรเลือกข้างใด

แต่คือไทยจะสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และอำนาจต่อรองของตนเองอย่างไร

ในโลกที่การพึ่งพาอาศัยกันซึ่งเคยเป็นรากฐานของสันติภาพ กำลังกลายเป็นเครื่องมือแห่งการแข่งขัน

และในโลกที่สงครามอาจเริ่มต้นจากคำสั่งของธนาคารกลาง มากกว่าการเคลื่อนพลของกองทัพ

ประเทศที่อยู่รอดได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุดหรือแข็งแกร่งที่สุด

แต่คือประเทศที่เข้าใจเครือข่ายเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง

และรู้วิธีเดินอยู่ระหว่างรอยแยกของระเบียบโลกใหม่โดยไม่ตกลงไปในหลุมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่มี “เรื่องง่าย” อีกต่อไป!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระเมตตารับการมุทิตาจิตสักการะและถวายพระพร จาก นายสุทธิพงษ์ และ ดร.วันดี เนื่องในวันประสูติ
บารมี ผีตาหนู
ความสัมพันธ์จีน-เมียนมาร่วมสมัย : ใครได้ ใครเสีย
เมื่อภูมิเศรษฐศาสตร์ สำคัญกว่าภูมิรัฐศาสตร์!
หมดเวลา ‘เคียร์ สตาร์เมอร์’ เป็นนายกฯ อังกฤษไม่ถึง 2 ปี
บทสนทนากับอานีส บาสเวดัน
หลัง 24 มิ.ย. 2475 กำเนิดวุฒิสภา หลัง 26 มิ.ย. 2567 กำเนิด…ฮั้ว ส.ว.
การบ้านใหญ่คน กทม. ไม่ได้จบที่คูหาเลือกตั้ง วาระของเมืองยากกว่าหาเสียง
ดีลอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ความตกลงสันติเพื่อสงครามรอบใหม่
โกงสอบท้องถิ่นต้องลากให้ถึงจอมบงการ
พรรคการเมือง ‘เสียงแตก’ ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล หรือแค่ความเห็นตุลาการฯ
E-DUANG | ป้อมค่าย แตกจาก ภายใน ไม่ว่า”ภูเก็ต” ไม่ว่า”อบต.”