bg-single

สะพัดดีลลับ แดง-เขียว-ส้ม เขย่ารัฐบาล อนุทิน หลังเผชิญปัญหารุมเร้ายิ่งตอบยิ่งบานปลาย

07.08.2026

ในประเทศ

ต้องบอกก่อนว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนที่เข้ามาทำการเมืองแล้วจะไม่อยากเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่อยากเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปกอบโกย ทุกคนล้วนอยากเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น

แต่ด้วยสภาพการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลภูมิใจไทยกุมเสียงในมือไว้แน่นกว่า 291 เสียง การจะพลิกขั้วล้มกระดานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

และจุดนี้เองที่ทำให้กระแสข่าวเรื่อง “ดีลลับโมนาโก” เริ่มถูกกระพือและพูดถึงหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ

จริงอยู่ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะออกมาชี้แจงเรื่องนี้แบบทันควัน ว่าการบินลัดฟ้าไปฝรั่งเศสและโมนาโกของเขานั้น เป็นเพียงการไปพักผ่อนกับครอบครัว ไม่มีการนัดพบหรือเจรจาดีลการเมืองกับ ทักษิณ ชินวัตร ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

แต่จุดที่น่าสนใจและถือเป็น “คีย์เวิร์ด” สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือเมื่อเราลองไปฟังบทสัมภาษณ์และสังเกตท่าทีของทั้ง ร.อ.ธรรมนัส และแกนนำฝั่งสีส้มอย่าง ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะเห็นจุดร่วมที่เหมือนกันเป๊ะนั่นคือ “ไม่มีใครปิดประตูตายสำหรับการพูดคุย”

ฝั่ง ร.อ.ธรรมนัส แม้จะยืนยันว่าไปพักผ่อน แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวว่าจะไม่ร่วมงานกับขั้วอื่น

ขณะที่ฝั่งศิริกัญญาเอง เมื่อถูกสื่อจี้ถามถึงความเป็นไปได้ในการจับมือกับฝั่ง “แดง-เขียว” เธอก็ตอบชัดเจนว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ

แต่ก็ไม่ได้ปิดโอกาสหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาจริงๆ

แม้รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล จะเพิ่งก้าวเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงแค่ 4 เดือน แต่สำหรับความรู้สึกของประชาชน กลับรู้สึกว่ามันยาวนานราวกับผ่านไปแล้ว 4 ปี สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะตลอดช่วงเวลาสั้นๆ ของรัฐบาลนี้กลับสร้าง “แผล” ทางการเมืองไว้มากมาย สารพัดเรื่องอื้อฉาวและวิกฤตศรัทธาที่ประเดประดังเข้ามา และที่สำคัญคือทุกเรื่องก็ยัง “ไม่เคลียร์” และยังไม่สามารถตอบคำถามสังคมให้กระจ่างชัดได้เลยสักเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นไอ้โม่งน้ำมันเถื่อนจนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือจะเป็นมหากาพย์ทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ ข้อกังขาเรื่องฮั้ว ส.ว. ไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ด้วยสภาพที่บอบช้ำแบบนี้ รัฐบาลจึงตกอยู่ในความเสี่ยงสูงเมื่อถึงเวลาเปิดสภา ซึ่งตามกติกาแล้วฝ่ายค้านสามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยการ “เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ” และเมื่อสภาเปิดสมัยสามัญในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ พรรคฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปแน่

การยื่นญัตติซักฟอกเพื่อชำแหละความล้มเหลวกลางสภาจึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และที่สำคัญความน่ากลัวของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้ ไม่ได้อยู่ที่ลีลาการอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้าน เพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ตัวเลขคณิตศาสตร์การเมืองที่พร้อมจะพลิกขั้วอำนาจได้ทุกวินาที โดยเฉพาะกับตัวแปรสำคัญอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่ถือเสียงตุนไว้ถึง 74 เสียง ถ้าถึงวันโหวตชี้ชะตา พรรคเพื่อไทยไม่ต้องเหนื่อยถึงขนาดลุกขึ้นมาออกเสียงโหวตสวนให้ดูหักดิบ แค่พร้อมใจกันงดออกเสียงเฉยๆ งานก็เข้าพรรคภูมิใจไทยแบบเต็มๆ

เพราะเมื่อนำคะแนน 74 เสียงของเพื่อไทยไปหักออกจาก 291 เสียงของรัฐบาล คะแนนไว้วางใจของรัฐบาลจะหล่นวูบลงมาเหลือแค่ 217 เสียง ซึ่งมัน “ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง” ของสภาที่ 250 เสียง ตามรัฐธรรมนูญ

ถ้าเป็นแบบนี้รัฐบาลก็จะล้มไป และนายกฯ จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีโดยที่ไม่มีสิทธิ์ยุบสภาหนีเพราะถูกล็อกไว้ด้วยญัตติซักฟอก

เราจึงได้เห็นภาพความพยายามในการกลบกระแสข่าวลือดีลลับอย่างหนักหน่วง ล่าสุด ที่ทำเนียบรัฐบาลก็เพิ่งเกิดฉากโชว์สื่อที่น่าสนใจ เมื่อ “หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินเข้าสวมกอด “หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแบบแนบแน่น

พร้อมกับมุขตลกเลี่ยงบาลีว่า “แดงกับเขียวเอามาทำน้ำแข็งใสราดนมข้นหวานก็อร่อยดี” หรือเสียงยืนยันจากฝั่งพรรคเพื่อไทยว่าความสัมพันธ์ยังคงกลมกล่อมดี แต่ใครๆ ก็รู้ว่าภาพการกอดโชว์สื่อหรือคำพูดหยอกล้อเหล่านั้น เป็นเพียงการซื้อเวลาและกลบเกลื่อนความหวาดระแวงเท่านั้น

เพราะในความเป็นจริง เนื้อแท้ของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทยเลยแม้แต่น้อย ที่พรรคเพื่อไทยต้องหลุดจากรัฐบาลรอบที่แล้วก็เพราะพรรคภูมิใจไทยถอนตัวเรื่องกระทรวงมหาดไทย ความสัมพันธ์ใต้พรมที่เต็มไปด้วยความระแวงและการชิงไหวชิงพริบ ยิ่งพยายามกอดโชว์แน่นเท่าไร ก็ยิ่งฟ้องชัดว่าต่างฝ่ายต่างระแวงว่าอีกฝ่ายจะแทงข้างหลัง

และยิ่งหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจนรัฐบาลอนุทินต้องล้มขึ้นมาจริงๆ ขั้นตอนต่อไปคือการเรียกประชุมสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งนี่จะเป็นฉากสำคัญของการจัดสรรอำนาจรอบใหม่ พรรคภูมิใจไทยจะเหลือแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีเพียงคนเดียวคือ สีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว

ซึ่งหากถึงเวลานั้นก็เชื่อว่าคงจะไม่มีพรรคไหนกล้าที่จะอุ้มรัฐบาลภูมิใจไทยนี้ต่อ

ในขณะที่พรรคประชาชนในฐานะพรรคที่มีเสียงอันดับ 2 จะมีความได้เปรียบขึ้นมาทันที เพราะมีแคนดิเดตให้เลือกถึง 3 คน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ศิริกัญญา ตันสกุล และ วีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

แต่เมื่อพิจารณาเงื่อนไขทางกฎหมาย ทั้ง ณัฐพงษ์ และ ศิริกัญญา ที่ทั้งคู่ต่างก็ยังติดบ่วงคดี 44 ส.ส. ค้างอยู่ในศาลฎีกา แม้ศาลจะยังไม่ได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็มีกรอบเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 1 ปี การที่จะดันทั้งคู่ขึ้นมาก็อาจจะมีเสี่ยงเกินไป พรรคสีส้มจึงเหลือไพ่ที่ปลอดภัยที่สุดคือ อาจารย์ต้น วีรยุทธ

ด้านพรรคเพื่อไทยก็ยังมีแคนดิเดตเบอร์หนึ่งอย่าง “อาจารย์เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทายาททางการเมืองสายตรงของตระกูลชินวัตร ที่พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นตัวยืนในฐานะผู้นำรัฐบาลคนใหม่ ซึ่งหากถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 2 พรรคจะต้องช่วงชิงความได้เปรียบในการแย่งชิงจังหวะกุมบังเหียนรัฐบาล

แต่ในเกมการเมืองระดับเขี้ยวลากดินแบบนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่การวัดพลังกันระหว่างสองพรรคใหญ่เท่านั้น เพราะยังมีตัวแปรสำคัญอย่างพรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส ที่พร้อมจะขยับหมากเพื่อความได้เปรียบสูงสุดเช่นกัน

ซึ่งถ้าหากพรรคประชาชน 118 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคกล้าธรรม 58 เสียง มารวมกัน จะได้ตัวเลข 250 เสียงพอดีเป๊ะ ซึ่งเพียงพอที่จะล้มรัฐบาลเดิมได้แบบพอดิบพอดี แต่ถ้าอยากให้การบริหารประเทศมีเสถียรภาพ รัฐบาลใหม่ก็เพียงแค่ดึงพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ หรือพรรคเล็กอื่นๆ เข้ามาเติมเสียงให้อุ่นใจทะลุ 280 เสียง ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญหลังจากนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่การตอบคำถามฝ่ายค้านในสภา

แต่คือการตอบคำถามต่อสังคมว่ายังมีศักยภาพและความชอบธรรมมากพอที่จะนำพารัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

เพราะหากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ ต่อให้รัฐบาลรอดพ้นจากการลงมติในครั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากแรงกดดันทางการเมืองในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้วกระแส “ดีลลับ” จะเป็นเพียงข่าวลือ หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจในอนาคต คงไม่มีใครตอบได้ในเวลานี้

แต่ที่แน่ๆ ทุกพรรคการเมืองกำลังเดินหมากของตัวเองอย่างระมัดระวัง

และเมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเดินมาถึงจุดตัดสำคัญ ก็คงไม่มีฉากทัศน์ใดที่สามารถตัดทิ้งได้อย่างเด็ดขาด=



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้า สวยสะกดกับราคาสุดเร้าใจ
‘เมสซี่-โรนัลโด้’ และบทอำลาทีมชาติ (?) แบบต่างขั้ว
‘ยาม่วง’ หรือ ‘ยาเจนเชียน’ และดอกหลงต่าน
เต้าหู้ยัดไส้หมูสับผัดหน่อไม้
ยุคบ้านมือสองครองตลาด
ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
เมื่อ 67 มาถึงสยาม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569
มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
หกตุลา กึ่งศตวรรษ ยังหาทางกลับไม่ถึงบ้านหรือ
คำกล่าวปิดท้ายชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลาที่เตรียมไว้ แต่พูดไม่หมด