bg-single

พรรคแมลงสาบไม่ใช่อาหรับสปริง

07.08.2026

ต่างประเทศ

พรรคแมลงสาบ ได้ชื่อมาจากประโยคที่หลุดออกมาจากปากประธานศาลฎีกาอินเดียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่ออุปมาบรรดาคนหนุ่มสาวว่างงานส่วนหนึ่งของอินเดียว่า เปรียบได้เสมือน “แมลงสาบ”

เพื่อตอบโต้คำปรามาสดังกล่าวนี้ อภิจิต ทิปกี นักศึกษาปริญญาโทวัย 30 ปี ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในนครบอสตันในเวลานั้น ใช้ “ทวิตเตอร์” ประกาศข้อความเรียกร้องให้บรรดา “แมลงสาบ” ทั้งหลายขอให้ “มารวมตัวกัน”

ไม่นานให้หลังเขาก็ก่อตั้ง “พรรคแมลงสาบจันทา” (ซีเจพี) โดยนัยเพื่อล้อเลียนพรรครัฐบาลอย่างพรรคภราติยะ ชนตะ (บีเจพี)

หลังจากนั้น ซีเจพี เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านอินสตาแกรม

และแล้วในเดือนมิถุนายน อภิจิต ก็เดินทางกลับอินเดีย เพื่อเป็นผู้นำขบวนการประท้วงที่เขาก่อตั้งขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียขบวนการนี้

สิ่งที่ซีพีเจได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะพรรคนี้ดึงดูดใจของบรรดาเยาวชนอินเดียจำนวนมหาศาลเพราะราว 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอินเดียเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 15 ปีจนถึง 29 ปี

คนเหล่านี้เป็นกังวลมากที่สุดก็คือ การได้งานทำ จากการสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย

อาซิม เปรมจิ พบว่า ราว 40 เปอร์เซ็นต์ของหนุ่มสาวอินเดียที่อายุต่ำกว่า 25 ปีล้วนเป็นคนตกงาน

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ คนเหล่านี้ศึกษาเล่าเรียนจากทุนของครอบครัวที่กู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการศึกษาของลูกหลาน ภาคอุตสาหกรรมที่เคยจ้างงานคนเหล่านี้ได้มากที่สุดคือภาคไอที กำลังถูกคุกคามจากเอไอจนไม่สามารถกลายเป็นที่พึ่งหางานทำให้กับคนชั้นกลางเหล่านี้ได้อีกต่อไป

ระบบการสื่อสารที่ล้มเหลวส่งผลให้ความกังวลเหล่านี้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลสั่งให้การสอบแพทย์ประจำปีของประเทศเป็นโมฆะ ดับความหวังของเยาวชนที่เข้าสอบมากกว่า 2 ล้านคนไปจนหมดสิ้น หลังจากมีหลักฐานปรากฏว่าข้อสอบเกิดรั่วไหลออกมาก่อนหน้าการสอบ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปีที่มีการยกเลิกแบบนี้

หนังสือพิมพ์ อินเดีย เอ็กซ์เพรสรายงานว่า แก๊งอาชญากรเป็นตัวการสำคัญในเรื่องนี้ เพราะสามารถนำข้อสอบออกมาขาย ทำมาหากินได้แบบสบายๆ

ในเดือนมิถุนายน ซีเจพี เริ่มต้นก่อหวอดประท้วงที่จันตระ มันตาระ หอสังเกตการณ์เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และเคยใช้เป็นสถานที่ประท้วงมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งการชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นในปี 2011 แล้วก็ได้รับพลังเสริมในตอนท้าย เมื่อ โซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมและการศึกษาชื่อดังเข้าร่วมในการประท้วง

ในวันที่ 28 มิถุนายน วังชุกเริ่มอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องให้ ธาระเมนทรา ประธาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษา พ้นจากตำแหน่ง รัฐบาลอินเดียเริ่มแตกตื่น

พอถึงวันที่ 18 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ใช้กำลังเข้าบังคับ จับตัว วังชุก เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง

สองวันถัดมา ผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกัน พยายามที่จะเดินขบวนประท้วงไปยังอาคารรัฐสภา แต่ถูกตำรวจและสารวัตรทหารสกัดกั้นไว้ โดยใช้ไม้พลอง แก๊สน้ำตา และปืนลม เป็นอาวุธ

ตามถ้อยแถลงของตำรวจ การปะทะส่งผลให้กลุ่มผู้ประท้วง 60 คนได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีกกว่า 100 นาย

แต่ซีพีเจประเมินว่า ผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บมีมากถึง 150 คน

วิดีโอการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ถูกเผยแพร่สะพัดบนโลกออนไลน์ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ต้องออกมาแถลงในอีก 3 วันต่อมา

และในวันที่ 25 กรกฎาคม ประธานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดีย ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

สื่อมวลชนในโลกตะวันตกพยายามเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เหมือนกับสถานการณ์ในช่วงอาหรับสปริง

แต่นักวิเคราะห์อินเดียเองบอกว่า ไม่น่าจะใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นเทียบได้กับการประท้วงในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ของอินเดียเองเสียมากกว่า

เหตุการณ์ทั้งสองครั้งคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้านตั้งแต่รัฐบาลที่ครองอำนาจยาวนาน สามารถกำจัดคู่แข่งทางการเมืองระหว่างพรรค และบั่นทอนพรรคฝ่ายค้านลงได้

ครั้งนั้นก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีของประเทศถูกกล่าวหาว่าพยายามยกตัวเองเป็นสถาบัน บ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตย และบีบบังคับให้สื่อทั้งหลายต้องยอมสยบ

แรงกดดันจากภายนอกก็คล้ายคลึงกัน เพราะในเวลานั้นเกิดวิกฤตพลังงานปี 1973 ทำนองเดียวกับที่สงครามอิหร่านสหรัฐก่อให้เกิดขึ้นในเวลานี้

การชุมนุมประท้วงในอินเดียในช่วงปี 1974-1975 ส่งผลให้นางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรียกเลิกระบอบประชาธิปไตย ประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” ในเดือนมิถุนายน 1975 และเตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งในอีก 21 เดือนหลังจากนั้น และถูกคะแนนเสียงโหวตพ้นตำแหน่ง จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ของอินเดีย

คนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ นเรนทรา โมดี ที่นำพาพรรคบีเจพีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้น

มองย้อนกลับไป ขบวนการประท้วงที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” เกิดขึ้นและส่งผลกระทบใหญ่หลวง ถึงขั้นล้มรัฐบาลในอียิปต์ ลิเบีย และตูนิเซีย

และในปี 2022 ในศรีลังกา ที่พี่น้องนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลอย่างมหินทรา ราชปักษา กับโคตาพญา ราชปักษา ถูกโค่นพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี ตามลำดับ

ในปี 2024 ขบวนการประท้วงนำโดยนักศึกษาในบังกลาเทศ เล่นงานจนชีค ฮาสินา ต้องลี้ภัยมาอยู่อินเดีย

และในปีถัดมา ขบวนการประท้วงในเนปาล โค่นล้มการปกครองของที่นั่นลงทั้งหมด

สถานการณ์อย่างเดียวกันนี้สามารถเกิดขึ้นในอินเดียได้หรือไม่ องค์ประกอบบางอย่างของสถานการณ์ดูคล้ายคลึงกัน ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่นและความเหลื่อมล้ำในสังคม

แต่อินเดียก็ไม่ใช่ประเทศเหล่านั้น นอกจากจะกว้างใหญ่กว่าแล้ว รัฐบาลอินเดียยังสามารถกุมอำนาจในหมู่ข้าราชการ, ตำรวจ และทหารอินเดียยังน้อยครั้งที่จะเข้าแทรกแซงทางการเมือง

ขนาดที่ใหญ่โตของอินเดียทำให้โอกาสที่ผู้ชุมนุมประท้วงจะยึดเมืองหลวงแล้วทำให้ทุกอย่างเป็นอัมพาตลง เป็นไปได้ยาก

ไม่เหมือนในอียิปต์ ลิเบีย และตูนิเซีย เพราะอำนาจทางการเมือง การเงินและเทคโนโลยีของอินเดียไม่ได้รวมตัวกันอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งที่เดียว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า นเรนทรา โมดี จะสามารถหลบหลีกชะตากรรมเยี่ยงเดียวกับผู้นำเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง

ตรงกันข้าม หนทางข้างหน้าของอินเดียก็ไม่สามารถราบรื่นได้เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว นางอินทิรา คานธี เองก็ดูเหมือนไม่มีใครทำอะไรได้ จนกระทั่งชาวอินเดียสามารถใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการโหวตได้อีกครั้ง

ไม่แน่นัก นเรนทรา โมดี อาจเจอกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้เช่นกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยอย่าตามรอยกัมพูชา สู่วงจรอุบาทว์ปล่อยให้คนโกงอำนาจ ร่วมมืออาชญากร
รักยาว ให้บั่น ‘ขาสั้น’ นุ่งต่อ
อาเซียน กับสหรัฐอเมริกา
ผู้อพยพ ‘โมร็อกโก’ มุ่งสู่ ‘สเปน’ ยอมเสี่ยงเพื่อชีวิตที่ (อาจ) ดีกว่า
ดีลลับก่อนปุบปับเปลี่ยนรัฐบาล?
โค้งสุดท้ายคดีฮั้วเลือก ส.ว.ฝ่ายค้านลุยเปิดหลักฐานต่อเนื่อง กดดัน ‘กกต.’ หนักหน่วงให้ไปจบที่ ‘ศาล’
สะพัดดีลลับ แดง-เขียว-ส้ม เขย่ารัฐบาล อนุทิน หลังเผชิญปัญหารุมเร้ายิ่งตอบยิ่งบานปลาย
พรรคแมลงสาบไม่ใช่อาหรับสปริง
E-DUANG | เงาหลัง คำวินิจฉัย ฮั้วส.ว. เงาหลัง ภูมิใจไทย เพื่อไทย
วิกฤตประชาธิปไตย | ปราปต์ บุนปาน
รองปลัด มท. “สันติธร ยิ้มละมัย” ปาฐกถาพิเศษ 20 ปี กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น “บทเรียนและก้าวต่อไปสู่ทิศทางระบบสุขภาพชุมชนในทศวรรษที่ 3”
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง