โค้งสุดท้ายคดีฮั้วเลือก ส.ว.ฝ่ายค้านลุยเปิดหลักฐานต่อเนื่อง กดดัน ‘กกต.’ หนักหน่วงให้ไปจบที่ ‘ศาล’
ในประเทศ
เข้าใกล้โค้งสุดท้ายที่ 7 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมลงมติตัดสินคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ภายหลังเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยขั้นตอนของ กกต.เกี่ยวกับการดำเนินคดีฮั้ว ส.ว.นั้นเป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566
มีขั้นตอนการพิจารณาออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้
ชั้นที่ 1 เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ได้รับสำนวนแล้ว ให้ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนและจัดทำความเห็น เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จัดส่งสำนวนไปยังสำนักงาน กกต. (ส่วนกลาง) โดยเร็ว
ชั้นที่ 2 สำนักงาน กกต. (ส่วนกลาง) ได้รับสำนวนแล้วให้พนักงานสืบสวนและไต่สวนผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นเสนอผ่านผู้อำนวยการฝ่าย รองผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนัก และเลขาธิการ กกต. (รองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมาย)
ชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้พิจารณาแล้วจะทำความเห็น และสำนักงาน กกต.เสนอสำนวนให้ กกต.พิจารณา และชั้นที่ 4 เมื่อ กกต.ได้รับสำนวนจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งแล้ว ต้องพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการโดยเร็ว (ภายใต้กรอบเวลา 90 วัน)
ปัจจุบัน กระบวนการพิจารณาเดินทางมาถึงชั้นที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่ กกต.ต้องลงมติชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องศาลฟันผู้ถูกกล่าวหา 229 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก ส.ว.เมื่อปี 2567 หรือไม่
สำหรับคดีฮั้ว ส.ว. ตามไทม์ไลน์ที่ กกต.วางไว้คือ กกต.นัดประชุมร่วมกันจำนวน 12 สัปดาห์ กำหนดวันประชุมทุกวันจันทร์ พิจารณาสำนวนแบบ 1 วันเต็มใน 1 สัปดาห์ ต่อเนื่องจนครบตามกรอบ เริ่มถกนัดแรกมาตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายนเป็นต้นมาช
พร้อมยืนยันว่าการทำงานของ กกต.พิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบคอบ เพื่อครอบคลุมข้อเท็จจริงทุกประเด็น ตั้งเป้าขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนที่จะมีการนัดประชุมเพื่อลงมติต่อไป
ขณะที่ท่าทีของฝ่ายค้าน คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ซึ่งเกาะติดคดีฮั้ว ส.ว.มาอย่างใกล้ชิด เจาะลึกขบวนการฮั้วตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ รวมทั้งมีการจัดเวทีเปิดเผยขบวนการฮั้ว ทั้งการเตรียมการจ้างคนสมัคร การโหวตทั่วประเทศ รวมทั้งเส้นทางการเงินโยงนักการเมือง ส.ส. มีการนำพยานมาเปิดปากแฉขบวนการฮั้ว ส.ว. แบบละเอียดยิบ
ล่าสุด เวทีเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว ส.ว. (ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต.ได้แค่ไหน? ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ฝ่ายค้านจัดขึ้นเพื่อตีแผ่ขบวนการฮั้ว ส.ว. รวมทั้งเพื่อสื่อสารประเด็นข้อผิดปกติในการดำเนินงานของ กกต. โดยตรง
ซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีความกังวลต่อการทำหน้าที่ของ กกต. โดยเฉพาะเป็นห่วงว่าจะล้มคดี สำนวนไปไม่ถึงศาล
นอกจากนี้ ไฮไลต์ของเวทีนี้คือ อดีตผู้ตรวจการ กกต.ได้เปิดหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง และการเก็บโพย ในการเลือก ส.ว. วันที่ 26 มิถุนายน 2567 อีกด้วย
ทั้งนี้ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้สรุปข้อสังเกตไว้ 5 ประการในการทำหน้าที่ของ กกต. ดังนี้
1. ออกระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการเลือก ส.ว.ที่อาจจะยังไม่รัดกุมเพียงพอในการป้องกันการทุจริต ซึ่งมีการออกระเบียบมา 6 ฉบับ เช่น การกำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับรอบเช้าและรอบบ่าย ทำให้สามารถเขียนเบอร์ผู้สมัครเหล่านี้ในโพยใบสั่งที่จะทำตั้งแต่วันก่อนเลือกได้
2. การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่อาจจะยังไม่รอบคอบเพียงพอ เช่น อาจจะมีผู้สมัครบางคนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
3. การปล่อยปละละเลยการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในวันเลือก ส.ว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ
4. ข้อสงสัยหรือข้อครหาเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดีและการตั้งคณะอนุขึ้นมาฟอกขาวในคดีดังกล่าว มีคำถามอยากฝากไปถึง กกต.ว่า 7 อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 นั้นใครเป็นคนเสนอ หน่วยงานต้องสังกัดคืออะไร มาจากอนุ 35 ชุด หรือมาจากคนนอก ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการเสนออนุชุดพิเศษเหมือนอนุชุดที่ 36 มาแล้วกี่ครั้ง ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอะไรบ้าง ให้เหตุผลว่าอะไร อย่างไรก็ตาม คณะอนุชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง รวมถึงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากคดีผ่านมา 2 ปีคือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ กกต.ต้องมีการรับรองจาก ส.ว. ขณะเดียวกัน ก็ยังมี ส.ว.บางส่วนที่ลาออกจากกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ครั้งถัดมากับมีการนั่งในรายชื่อคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น กกต.
5. ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เรากังวลว่าจะเกิดขึ้นคือการเตรียมเป่าคดี อ้างหลักฐานไม่เพียงพอหรือไม่เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล โดยหลักฐานไม่ต้องชัดจนถึงขั้นพิสูจน์ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต.ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล ซึ่งนอกจากหลักฐานเรื่องโพยที่คิดว่าเพียงพอแล้ว ยังมีหลักฐานได้เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคล การที่เราจำเป็นต้องมานำเสนอหลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะ เพราะเราไม่มั่นใจว่า กกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เราไม่ไว้วางใจและไม่มั่นใจการทำหน้าที่ของ กกต. ซึ่งหวังว่าเราจะคิดผิด และหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้
“ด้วยหลักฐานที่ละเอียดหนักแน่น กกต.ควรที่จะส่งเรื่องไปที่ศาลตามมติของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26” นายพริษฐ์ระบุ
ยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายของคดีฮั้วเลือก ส.ว.
ก็ยิ่งเป็นที่น่าสนใจจากคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น
ฉะนั้น หลังจากนี้คงต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะเปิดข้อมูลเด็ดอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่
และท้ายที่สุด 7 เสือ กกต.จะมีบทสรุปเรื่องนี้ออกมาอย่างไร
