bg-single

ยุทธศาสตร์มะกัน 2025: สำหรับไทย โอกาสทองหรือกับดักหายนะ ?

19.12.2025

กาแฟดำ| สุทธิชัย หยุ่น

ยุทธศาสตร์มะกัน 2025:สำหรับไทย โอกาสทองหรือกับดักหายนะ ?

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ 2025 เพื่อตอกย้ำแนวทาง America First (ฉันต้องมาก่อนทุกอย่าง!) ประเทศไทยต้องวางตัวอย่างไร?

มันมีทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” สำหรับเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะเรามิอาจจะตะโกน “Thailand First” ในระดับโลกอย่างที่ทรัมป์ทำได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ไม่ว่าเราจะพร้อมสำหรับความโกลาหลที่กำลังอาละวาดไปทุกมุมโลกอย่างไรก็ตาม

ก่อนอื่นต้องตระหนักว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy : NSS) ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนนโยบายประจำปี

หากแต่มันคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อย่างชนิดที่เรายังไม่อาจจะประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อโลกได้

เมื่อเราไม่รู้ว่า NSS จะมีผลต่อเวทีระหว่างประเทศอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดว่าไทยเราจะโดนอะไรมากระแทกกระทั้นบ้าง

แต่ก็ไม่มีข้อแก้ตัวว่า เรายังงงอยู่ จึงไม่รู้ว่าจะทำอะไร

เพราะการไม่ทำอะไร หรือไม่เตรียมการทำอะไรก็ย่อมเท่ากับเราเอาอนาคตของประเทศไปวางไว้ในมุมอับของโลก

เมื่อเราเลือกจะซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบที่มองไม่เห็นแสงสว่างข้างนอก เราก็ย่อมจะเสี่ยงกับการหาทางออกไปสู่โลกข้างนอกไม่ได้

ภายใต้ NSS เราเห็นชัดแล้วว่า อเมริกานั้นได้ปรับบทบาทจากเดิมที่เคยแสดงตนเป็น “ตำรวจโลก” มาสู่การให้ความสำคัญสูงสุดกับผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นทันทีสำหรับพันธมิตรเก่าแก่อย่างประเทศไทยก็คือ สำหรับเราแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยทะยานไปข้างหน้า

หรือจะเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่อาจนำมาซึ่งหายนะ?

ผมแกะสาระของเอกสารฉบับนี้อย่างละเอียดทุกแง่มุม

สามารถอาสาพาไปสำรวจมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงใน 2 สมรภูมิหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในภาพใหญ่ ก่อนจะสังเคราะห์บทเรียนสำคัญว่าประเทศไทยควรจะวางหมากอย่างไรในกระดานโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สมรภูมิผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นโยบาย “America First” ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างยากจะปฏิเสธ

และได้สร้างมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วว่านี่คือ “โอกาสทอง” หรือ “กับดัก” ที่คาดเดาไม่ได้สำหรับประเทศไทย

ทั้งมุมมอง “โอกาสทองทางเศรษฐกิจ”

ทั้งมุมมอง “กับดักที่คาดเดาไม่ได้”

ทั้งการย้ายฐานการผลิต (Reshoring)

เป็นที่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีนและย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน

ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่

ลองนึกภาพบริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการย้ายออกจากจีน ด้วยศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานฝีมือ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทย

ความผันผวนของนโยบายการค้า

นโยบายการค้าของทรัมป์คาดเดาไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และพร้อมที่จะขึ้นกำแพงภาษีกับพันธมิตรได้ทุกเมื่อ เช่น กรณีของอินเดียที่ถูกขึ้นภาษีถึง 50% ทันที เพียงเพราะไปซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สมรภูมิเศรษฐกิจใหม่นั้น ยุทธศาสตร์ NSS ระบุชัดเจนว่า Global South (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) คือสมรภูมิเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษหน้า

ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องทุ่มเททรัพยากรและเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นสอดคล้องกันว่า นโยบายนี้ย้อนแย้งกันเองอย่างรุนแรง

ปากหนึ่งบอกว่าจะสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจเพื่อล้อมจีน แต่อีกทางหนึ่งกลับใช้นโยบายภาษีทำลายพันธมิตรของตัวเอง

แต่ในความย้อนแย้งก็มีประโยชน์ที่จับต้องได้

นี่คือโอกาสที่เป็นรูปธรรมสำหรับเศรษฐกิจไทยในการดึงดูดการลงทุน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่กำลังจัดระเบียบใหม่อย่างแท้จริง

แต่ที่มองข้ามไม่ได้คือความเสี่ยงต่อไทยโดยตรง

หากไทยค้าขายกับจีนมากเกินไปในสายตาของสหรัฐฯ ก็อาจถูกกำแพงภาษี 50% โจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน

สรุปได้ว่า นี่อาจเป็น “กับดักที่รอวันทำงาน” มากกว่า “โอกาสทอง”

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ นโยบาย ‘America First’ ยังส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่มาถึงสมดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาคด้วยเช่นกัน

สมรภูมิที่ 2
: เสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบของ NSS ต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกถูกตีความไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม

ระหว่างการสร้างสมดุลอำนาจแบบใหม่กับการสร้างสุญญากาศที่อันตราย

มุมมอง “สมดุลอำนาจแบบใหม่”

มุมมอง “สุญญากาศแห่งอำนาจ”

นี่อาจจะเป็นการเปลี่ยนวิธีเล่น ไม่ใช่การถอนตัว

สหรัฐฯ ไม่ได้ทอดทิ้งภูมิภาค แต่กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยผลักดันให้พันธมิตรที่มีศักยภาพสูงอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก้าวขึ้นมารับผิดชอบความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น

สัญญาณการถอนตัวที่ชัดเจนก็มีให้เห็นเช่นกัน

NSS ฉบับนี้ได้ลดระดับความสำคัญของภูมิภาคอินโดแปซิฟิกลงไปอยู่อันดับ 4 อย่างชัดเจน

รองจากความมั่นคงในบ้านเกิด, ซีกโลกตะวันตก, และเศรษฐกิจ

เน้นไปที่การสร้างสมดุลอำนาจหลายขั้ว

การกระจายความรับผิดชอบเช่นนี้ จะนำไปสู่สมดุลอำนาจแบบหลายขั้ว (Multi-polar) ซึ่งมีความยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำจุนเพียงฝ่ายเดียวในระยะยาว

อีกมุมหนึ่งก็มองได้ว่าเป็นการเปิดไฟเขียวให้จีนเล่นบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น

เมื่อสหรัฐฯ ถอย จะเกิด “สุญญากาศทางอำนาจ” ขึ้นมาทันที ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดไฟเขียวให้จีนสามารถขยายอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็วและไร้การควบคุม

ในอีกมิติหนึ่งก็มีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์แบบเท่าเทียม สหรัฐฯ จะให้รางวัลแก่พันธมิตรที่ลงทุนด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น

ด้วยการแบ่งปันเทคโนโลยีและข้อเสนอที่ดีกว่า

นี่คือการปฏิบัติต่อกันแบบ “หุ้นส่วนที่เท่าเทียม” ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบผู้ให้-ผู้รับอย่างในอดีต

อ่านระหว่างบรรทัดของเอกสารก็จะสัมผัสได้ถึงภาษาที่อ่อนลงซึ่งอาจจะสะท้อนคือความมุ่งมั่นที่ลดลง

เนื้อหาของ NSS ใช้ภาษาที่อ่อนลงอย่างชัดเจน

เช่น การปกป้องไต้หวันถูกระบุว่าเป็นแค่ “ลำดับความสำคัญหนึ่ง” (a priority) แทนที่จะเป็นผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้จีนกล้าแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในทะเลจีนใต้

อีกด้านหนึ่งก็มองพันธมิตรเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น

NSS ระบุอย่างโจ่งแจ้งว่าจะ “ปลูกฝังการต่อต้าน” (cultivating resistance) ต่อนโยบายของรัฐบาลในยุโรปปัจจุบัน

ซึ่งเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของพันธมิตรอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ทำให้เกิดคำถามว่า สหรัฐฯ พร้อมจะทำสิ่งเดียวกันกับไทยหรือไม่ หากเราทำตัวเป็น “เด็กเกเร” ในสายตาของเขาในบางเรื่อง

แม้ทั้งสองมุมมองจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญหนึ่งเดียวที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

ซึ่งนำไปสู่บทสรุปว่าประเทศไทยควรจะเดินหน้าไปทางไหน

บทสรุปที่เห็นตรงกันน่าจะหมายถึงการชี้ทางรอดของไทยในโลกใหม่

ประเด็นเดียวที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ “โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

และประเทศไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาได้อีกแล้ว

ทางรอดในโลกยุคใหม่ที่ทุกชาติให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเอง

คือการสร้าง “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” (Strategic Flexibility) ขึ้นมาอย่างจริงจัง

ในทางปฏิบัติ “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” หมายถึง :

o กระจายความเสี่ยง : ไม่นำอนาคตของชาติไปผูกไว้กับมหาอำนาจเพียงรายเดียว เปรียบดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่เอาไข่ทุกใบไปใส่ในตระกร้าใบเดียว”

o สร้างพันธมิตรที่หลากหลาย : กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจระดับรองและพันธมิตรในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อสร้างสมดุลและเพิ่มทางเลือก

o สร้างความเข้มแข็งจากภายใน : พัฒนาศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ (นวัตกรรม), การทหาร (ความทันสมัย), และการเมือง (ความสามัคคีในชาติ) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพาจากภายนอก

ถามว่าโจทย์ที่แท้จริงของไทยคืออะไร?

คําตอบคือประเทศไทยในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่ “การเลือกระหว่างอเมริกากับจีน”

แต่คือ “การสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้แข็งแกร่งพอที่จะทนทานต่อความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐฯ เอง”

ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลยิ่งกว่าอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเสียอีก

การเตรียมพร้อมรับมือกับพายุแห่งความไม่แน่นอนลูกนี้ คือความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก