กาแฟดำ| สุทธิชัย หยุ่น
ยุทธศาสตร์มะกัน 2025:สำหรับไทย โอกาสทองหรือกับดักหายนะ ?
เมื่อสหรัฐฯ ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ 2025 เพื่อตอกย้ำแนวทาง America First (ฉันต้องมาก่อนทุกอย่าง!) ประเทศไทยต้องวางตัวอย่างไร?
มันมีทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” สำหรับเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะเรามิอาจจะตะโกน “Thailand First” ในระดับโลกอย่างที่ทรัมป์ทำได้
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่ว่าเราจะพร้อมสำหรับความโกลาหลที่กำลังอาละวาดไปทุกมุมโลกอย่างไรก็ตาม
ก่อนอื่นต้องตระหนักว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy : NSS) ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนนโยบายประจำปี
หากแต่มันคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อย่างชนิดที่เรายังไม่อาจจะประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อโลกได้
เมื่อเราไม่รู้ว่า NSS จะมีผลต่อเวทีระหว่างประเทศอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวัดว่าไทยเราจะโดนอะไรมากระแทกกระทั้นบ้าง
แต่ก็ไม่มีข้อแก้ตัวว่า เรายังงงอยู่ จึงไม่รู้ว่าจะทำอะไร
เพราะการไม่ทำอะไร หรือไม่เตรียมการทำอะไรก็ย่อมเท่ากับเราเอาอนาคตของประเทศไปวางไว้ในมุมอับของโลก
เมื่อเราเลือกจะซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบที่มองไม่เห็นแสงสว่างข้างนอก เราก็ย่อมจะเสี่ยงกับการหาทางออกไปสู่โลกข้างนอกไม่ได้
ภายใต้ NSS เราเห็นชัดแล้วว่า อเมริกานั้นได้ปรับบทบาทจากเดิมที่เคยแสดงตนเป็น “ตำรวจโลก” มาสู่การให้ความสำคัญสูงสุดกับผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นทันทีสำหรับพันธมิตรเก่าแก่อย่างประเทศไทยก็คือ สำหรับเราแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยทะยานไปข้างหน้า
หรือจะเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่อาจนำมาซึ่งหายนะ?
ผมแกะสาระของเอกสารฉบับนี้อย่างละเอียดทุกแง่มุม
สามารถอาสาพาไปสำรวจมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงใน 2 สมรภูมิหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในภาพใหญ่ ก่อนจะสังเคราะห์บทเรียนสำคัญว่าประเทศไทยควรจะวางหมากอย่างไรในกระดานโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สมรภูมิผลกระทบทางเศรษฐกิจ
นโยบาย “America First” ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างยากจะปฏิเสธ
และได้สร้างมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วว่านี่คือ “โอกาสทอง” หรือ “กับดัก” ที่คาดเดาไม่ได้สำหรับประเทศไทย
ทั้งมุมมอง “โอกาสทองทางเศรษฐกิจ”
ทั้งมุมมอง “กับดักที่คาดเดาไม่ได้”
ทั้งการย้ายฐานการผลิต (Reshoring)
เป็นที่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีนและย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน
ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่
ลองนึกภาพบริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการย้ายออกจากจีน ด้วยศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานฝีมือ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทย
ความผันผวนของนโยบายการค้า
นโยบายการค้าของทรัมป์คาดเดาไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และพร้อมที่จะขึ้นกำแพงภาษีกับพันธมิตรได้ทุกเมื่อ เช่น กรณีของอินเดียที่ถูกขึ้นภาษีถึง 50% ทันที เพียงเพราะไปซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
สมรภูมิเศรษฐกิจใหม่นั้น ยุทธศาสตร์ NSS ระบุชัดเจนว่า Global South (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) คือสมรภูมิเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษหน้า
ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องทุ่มเททรัพยากรและเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นสอดคล้องกันว่า นโยบายนี้ย้อนแย้งกันเองอย่างรุนแรง
ปากหนึ่งบอกว่าจะสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจเพื่อล้อมจีน แต่อีกทางหนึ่งกลับใช้นโยบายภาษีทำลายพันธมิตรของตัวเอง
แต่ในความย้อนแย้งก็มีประโยชน์ที่จับต้องได้
นี่คือโอกาสที่เป็นรูปธรรมสำหรับเศรษฐกิจไทยในการดึงดูดการลงทุน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่กำลังจัดระเบียบใหม่อย่างแท้จริง
แต่ที่มองข้ามไม่ได้คือความเสี่ยงต่อไทยโดยตรง
หากไทยค้าขายกับจีนมากเกินไปในสายตาของสหรัฐฯ ก็อาจถูกกำแพงภาษี 50% โจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน
สรุปได้ว่า นี่อาจเป็น “กับดักที่รอวันทำงาน” มากกว่า “โอกาสทอง”
นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ นโยบาย ‘America First’ ยังส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่มาถึงสมดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาคด้วยเช่นกัน
สมรภูมิที่ 2
: เสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
ผลกระทบของ NSS ต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกถูกตีความไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม
ระหว่างการสร้างสมดุลอำนาจแบบใหม่กับการสร้างสุญญากาศที่อันตราย
มุมมอง “สมดุลอำนาจแบบใหม่”
มุมมอง “สุญญากาศแห่งอำนาจ”
นี่อาจจะเป็นการเปลี่ยนวิธีเล่น ไม่ใช่การถอนตัว
สหรัฐฯ ไม่ได้ทอดทิ้งภูมิภาค แต่กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยผลักดันให้พันธมิตรที่มีศักยภาพสูงอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก้าวขึ้นมารับผิดชอบความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น
สัญญาณการถอนตัวที่ชัดเจนก็มีให้เห็นเช่นกัน
NSS ฉบับนี้ได้ลดระดับความสำคัญของภูมิภาคอินโดแปซิฟิกลงไปอยู่อันดับ 4 อย่างชัดเจน
รองจากความมั่นคงในบ้านเกิด, ซีกโลกตะวันตก, และเศรษฐกิจ
เน้นไปที่การสร้างสมดุลอำนาจหลายขั้ว
การกระจายความรับผิดชอบเช่นนี้ จะนำไปสู่สมดุลอำนาจแบบหลายขั้ว (Multi-polar) ซึ่งมีความยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำจุนเพียงฝ่ายเดียวในระยะยาว
อีกมุมหนึ่งก็มองได้ว่าเป็นการเปิดไฟเขียวให้จีนเล่นบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น
เมื่อสหรัฐฯ ถอย จะเกิด “สุญญากาศทางอำนาจ” ขึ้นมาทันที ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดไฟเขียวให้จีนสามารถขยายอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็วและไร้การควบคุม
ในอีกมิติหนึ่งก็มีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์แบบเท่าเทียม สหรัฐฯ จะให้รางวัลแก่พันธมิตรที่ลงทุนด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น
ด้วยการแบ่งปันเทคโนโลยีและข้อเสนอที่ดีกว่า
นี่คือการปฏิบัติต่อกันแบบ “หุ้นส่วนที่เท่าเทียม” ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบผู้ให้-ผู้รับอย่างในอดีต
อ่านระหว่างบรรทัดของเอกสารก็จะสัมผัสได้ถึงภาษาที่อ่อนลงซึ่งอาจจะสะท้อนคือความมุ่งมั่นที่ลดลง
เนื้อหาของ NSS ใช้ภาษาที่อ่อนลงอย่างชัดเจน
เช่น การปกป้องไต้หวันถูกระบุว่าเป็นแค่ “ลำดับความสำคัญหนึ่ง” (a priority) แทนที่จะเป็นผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้จีนกล้าแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในทะเลจีนใต้
อีกด้านหนึ่งก็มองพันธมิตรเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น
NSS ระบุอย่างโจ่งแจ้งว่าจะ “ปลูกฝังการต่อต้าน” (cultivating resistance) ต่อนโยบายของรัฐบาลในยุโรปปัจจุบัน
ซึ่งเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของพันธมิตรอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ทำให้เกิดคำถามว่า สหรัฐฯ พร้อมจะทำสิ่งเดียวกันกับไทยหรือไม่ หากเราทำตัวเป็น “เด็กเกเร” ในสายตาของเขาในบางเรื่อง
แม้ทั้งสองมุมมองจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญหนึ่งเดียวที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
ซึ่งนำไปสู่บทสรุปว่าประเทศไทยควรจะเดินหน้าไปทางไหน
บทสรุปที่เห็นตรงกันน่าจะหมายถึงการชี้ทางรอดของไทยในโลกใหม่
ประเด็นเดียวที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ “โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
และประเทศไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาได้อีกแล้ว
ทางรอดในโลกยุคใหม่ที่ทุกชาติให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเอง
คือการสร้าง “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” (Strategic Flexibility) ขึ้นมาอย่างจริงจัง
ในทางปฏิบัติ “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” หมายถึง :
o กระจายความเสี่ยง : ไม่นำอนาคตของชาติไปผูกไว้กับมหาอำนาจเพียงรายเดียว เปรียบดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่เอาไข่ทุกใบไปใส่ในตระกร้าใบเดียว”
o สร้างพันธมิตรที่หลากหลาย : กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจระดับรองและพันธมิตรในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อสร้างสมดุลและเพิ่มทางเลือก
o สร้างความเข้มแข็งจากภายใน : พัฒนาศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ (นวัตกรรม), การทหาร (ความทันสมัย), และการเมือง (ความสามัคคีในชาติ) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพาจากภายนอก
ถามว่าโจทย์ที่แท้จริงของไทยคืออะไร?
คําตอบคือประเทศไทยในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่ “การเลือกระหว่างอเมริกากับจีน”
แต่คือ “การสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้แข็งแกร่งพอที่จะทนทานต่อความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐฯ เอง”
ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลยิ่งกว่าอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเสียอีก
การเตรียมพร้อมรับมือกับพายุแห่งความไม่แน่นอนลูกนี้ คือความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศไทย
