bg-single

ไทยจะกลับสู่จอเรดาร์โลก? : ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือสาระ

23.01.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

หลายพรรคการเมืองพูดถึงการจะทำให้ประเทศไทย “กลับสู่จอเรดาร์โลก”

และนำเสนอในลักษณะว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพทางการทูตเชิงภาพลักษณ์ให้ไทยกลับไปยืนตระหง่านบนเวทีโลกอีกครั้ง

แต่ความจริงอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ การที่ไทยจะกลับสู่จอเรดาร์โลกต้องไม่ใช่แค่สโลแกนหาเสียง

และที่สำคัญกว่านั้นคือมันไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น

เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจ, การเมืองและสังคมของไทยยังอ่อนปวกเปียก ปัญหาคอร์รัปชั่นยังหนักหน่วง การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

รัฐมนตรีต่างประเทศจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจจะทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่ “จอเรดาร์โลก” ได้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการ “นำประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงนโยบาย

แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะกลับไปด้วยอะไร? และกลับไปในสถานะใด?

ความจริงที่ต้องตระหนักคือโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเทศใดเพียงเพราะประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือความเก่งกาจทางการทูตอีกต่อไป

ประเทศที่มีความหมายบนเวทีโลกคือประเทศที่มีน้ำหนัก – น้ำหนักทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือทางการเมือง ความสามารถในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย และความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของกติกาภายในประเทศเอง

การทูตจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากแต่เป็น “ผลลัพธ์” ของความแข็งแรงภายใน

นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศเห็นตรงกันว่าถ้าไทยยังหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เราอาจไม่เพียงแค่ชะงักงัน แต่จะค่อยๆ กลายเป็นประเทศที่ “ไร้ความหมาย” ต่อพลวัตของโลก

พูดง่ายๆ คือโลกไม่มีความจำเป็นหรือแรงจูงใจที่จะให้ความสนใจประเทศไทยเท่าที่เราอยากให้เขาใส่ใจเรา

ตอกย้ำว่าการทูตเพียงอย่างเดียวไม่อาจพาประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกได้ หากไม่มาพร้อมการปฏิรูปเชิงลึกในหกด้านสำคัญ

ได้แก่ เศรษฐกิจ การเมือง การคลัง การบริหารรัฐ การศึกษาและกฎหมาย รวมถึงบทบาทของกองทัพ

ในอดีต ประเทศอาจมีความสำคัญเพราะเป็นสนามรบ เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในสงครามเย็น หรือเป็นฐานทรัพยากร

แต่ในโลกปัจจุบัน เรดาร์ของโลกจับสัญญาณประเทศจากปัจจัยที่แตกต่างออกไป

ประเทศที่อยู่ในความสนใจของโลกมักมีคุณสมบัติอย่างน้อยหนึ่งในสามประการ

หนึ่ง เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหรือห่วงโซ่อุปทานสำคัญ

สอง เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน กติกา หรือแนวคิดใหม่

สาม เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ จนผู้อื่นกล้าผูกอนาคตร่วมด้วย

ในอดีตไทยเราเคยมีคุณสมบัติบางประการเหล่านี้

เพราะเราเคยเป็น “เรื่องราวความสำเร็จ” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เคยเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่เติบโตเร็ว มีบทบาทนำในอาเซียน

และถูกมองว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกตะวันตกกับเอเชียตะวันออก

แต่ภาพนั้นเลือนรางลงเรื่อยๆ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

การที่ประเทศจะกลับมาอยู่บนเรดาร์ จึงไม่ใช่การทำให้คน “หันมามอง” ชั่วคราว แต่คือการทำให้ประเทศอื่น “ไม่อาจละสายตา” เพราะมีผลประโยชน์ร่วม มีความเสี่ยงร่วม หรือมีโอกาสร่วมในระยะยาว

การทูตจึงเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ฐานพลัง

ประเทศที่ใช้การทูตอย่างได้ผลล้วนมี “ทุนภายใน” รองรับ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่แข็งแรง เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า หรือระบบการเมืองที่มั่นคง

ปัญหาของไทยในช่วงหลังคือความพยายามใช้การทูตเพื่อชดเชยความอ่อนแอภายใน มากกว่าจะใช้การทูตเพื่อขยายความแข็งแรงที่มีอยู่แล้ว

เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันได้ การเมืองภายในเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และระบบราชการไม่เอื้อต่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การทูตจึงกลายเป็นเพียงการจัดกิจกรรม การออกแถลงการณ์ หรือการเข้าร่วมเวทีโดยไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง

ดังนั้น การประกาศว่าจะ “กลับสู่จอเรดาร์โลก” หากไม่ควบคู่กับการยอมรับปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้ความคาดหวังของสังคมสูงขึ้น แต่ไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ได้จริง

ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าไม่มีประเทศใดมีอิทธิพลในเวทีโลกโดยปราศจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง

เศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงขนาด GDP เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง คุณภาพของการเติบโต ความสามารถในการปรับตัว และบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก

ประเทศไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างน้อยสามประการ

หนึ่ง การเติบโตต่ำเรื้อรัง

สอง การพึ่งพาภาคการผลิตและบริการแบบเดิม

สาม ความล้มเหลวในการยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ดังนั้น ทางออกเชิงระบบจึงหมายความว่าไทยจำเป็นต้องยอมรับว่าโมเดลเศรษฐกิจเดิมสิ้นสุดลงแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจต้องเน้น

– การยกระดับผลิตภาพแรงงาน

– การลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตอย่างจริงจัง

– การลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบที่บั่นทอนการลงทุน

หากไทยยังใช้เศรษฐกิจแบบ “ประคองไปวันๆ” ไม่มีการเลือกอนาคตอย่างชัดเจน การทูตจะไม่มีวันมีน้ำหนัก

เพราะโลกให้ความสำคัญกับผู้ที่สร้างคุณค่า ไม่ใช่ผู้ที่ขอความร่วมมือเพียงฝ่ายเดียว

นักลงทุนและรัฐบาลต่างชาติไม่ได้คาดหวังว่าประเทศต้องสมบูรณ์แบบ แต่คาดหวังให้ประเทศ “คาดการณ์ได้”

ปัญหาของไทยไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่คือความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้นโยบายระยะยาวไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย นโยบายที่ถูกรื้อและย้อนกลับไปมา ระบบตรวจสอบที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ล้วนทำให้ประเทศไทยดูเป็นประเทศที่ “เสี่ยง” ในสายตานานาชาติ

ความเสี่ยงนี้ไม่จำเป็นต้องรุนแรง แต่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศอื่นเลือกทางที่ปลอดภัยกว่า

ทางออกที่ยั่งยืนและจริงจังจึงอยู่ที่การปฏิรูปการเมืองต้องมุ่งสร้าง

– กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

– ระบบที่เคารพเจตจำนงของประชาชน

– กลไกถ่วงดุลที่ไม่ถูกใช้เพื่อทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คำว่า “วินัยการคลัง” ฟังดูเหมือนไกลตัวชาวบ้าน แต่ความจริงมันไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์ หากแต่เป็นเรื่องความเชื่อมั่นที่สำคัญยิ่ง

ประเทศที่ใช้เงินรัฐอย่างไร้ทิศทาง อาจได้รับความนิยมชั่วคราว แต่จะสูญเสียความไว้วางใจในระยะยาว

เรากำลังเผชิญแรงกดดันจากหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และความคาดหวังทางสังคมที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน หากไม่มีกรอบวินัยที่ชัดเจน รัฐบาลจะไม่มีพื้นที่ทางนโยบายในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง

– แยกนโยบายกระตุ้นระยะสั้นออกจากการลงทุนระยะยาว

– เพิ่มความโปร่งใสของงบประมาณ

– กล้าพูดความจริงกับสังคมเรื่องต้นทุนของนโยบาย

ประเทศที่โลกเชื่อถือไม่ใช่ประเทศที่ใช้เงินมากที่สุด แต่คือประเทศที่ใช้เงินอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ

ที่ต้องไม่ลืมคือไม่มีการปฏิรูปใดสำเร็จ หากระบบราชการยังทำงานช้า การศึกษายังผลิตแรงงานไม่ตรงกับอนาคต และกฎหมายยังถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม

ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเร่งลงทุนใน “รัฐสมรรถนะสูง” (high-capacity state) เพราะเข้าใจว่าการแข่งขันในโลกยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องค่าแรงต่ำ แต่เป็นเรื่องคุณภาพของสถาบัน

หากเราจะรื้อระบบให้มีความหวังสำหรับคนไทยอย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องทำในเรื่องนี้คือ

– ปฏิรูประบบราชการให้ยึดผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอน

– ปรับการศึกษาให้เน้นการคิด วิเคราะห์ และทักษะอนาคต

– ทำให้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจ ไม่ใช่ความกลัว

ที่มองข้ามไม่ได้คือประเทศที่มีบทบาทในเวทีโลกมีกองทัพที่ชัดเจนในหน้าที่ คือป้องกันประเทศ สนับสนุนนโยบายความมั่นคง และไม่เป็นตัวแปรทางการเมืองภายใน

ความเป็นมืออาชีพของกองทัพคือสัญญาณสำคัญต่อโลกภายนอก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง

– ปรับบทบาทกองทัพให้สอดคล้องกับภัยคุกคามยุคใหม่

– แยกบทบาททางการเมืองออกจากบทบาททางทหาร

– สร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะไม่ย้อนกลับสู่วงจรเดิม

การกลับสู่จอเรดาร์โลกไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องสาระ ประเทศไทยจะถูกมองเห็นอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่เพราะโลกจำเป็นต้องสนใจ เงื่อนไขนั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทย

– กล้าปฏิรูป

– ยอมรับความจริง

– เลือกอนาคตอย่างมีวินัย

หากทำได้ การทูตจะไม่ใช่เครื่องมือที่ต้องแบกความหวังทั้งหมด แต่จะกลายเป็นเวทีที่ประเทศไทยก้าวขึ้นไปยืนอย่างมั่นคง

และถูกมองว่าเป็นประเทศที่โลกต้องถามหา ไม่ใช่แค่โลกที่ต้องชื่นชมแต่เพียงอดีตของเรา!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก