กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
หลายพรรคการเมืองพูดถึงการจะทำให้ประเทศไทย “กลับสู่จอเรดาร์โลก”
และนำเสนอในลักษณะว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพทางการทูตเชิงภาพลักษณ์ให้ไทยกลับไปยืนตระหง่านบนเวทีโลกอีกครั้ง
แต่ความจริงอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ การที่ไทยจะกลับสู่จอเรดาร์โลกต้องไม่ใช่แค่สโลแกนหาเสียง
และที่สำคัญกว่านั้นคือมันไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น
เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจ, การเมืองและสังคมของไทยยังอ่อนปวกเปียก ปัญหาคอร์รัปชั่นยังหนักหน่วง การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
รัฐมนตรีต่างประเทศจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจจะทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่ “จอเรดาร์โลก” ได้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการ “นำประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงนโยบาย
แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะกลับไปด้วยอะไร? และกลับไปในสถานะใด?
ความจริงที่ต้องตระหนักคือโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเทศใดเพียงเพราะประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือความเก่งกาจทางการทูตอีกต่อไป
ประเทศที่มีความหมายบนเวทีโลกคือประเทศที่มีน้ำหนัก – น้ำหนักทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือทางการเมือง ความสามารถในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย และความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของกติกาภายในประเทศเอง
การทูตจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากแต่เป็น “ผลลัพธ์” ของความแข็งแรงภายใน
นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศเห็นตรงกันว่าถ้าไทยยังหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เราอาจไม่เพียงแค่ชะงักงัน แต่จะค่อยๆ กลายเป็นประเทศที่ “ไร้ความหมาย” ต่อพลวัตของโลก
พูดง่ายๆ คือโลกไม่มีความจำเป็นหรือแรงจูงใจที่จะให้ความสนใจประเทศไทยเท่าที่เราอยากให้เขาใส่ใจเรา
ตอกย้ำว่าการทูตเพียงอย่างเดียวไม่อาจพาประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกได้ หากไม่มาพร้อมการปฏิรูปเชิงลึกในหกด้านสำคัญ
ได้แก่ เศรษฐกิจ การเมือง การคลัง การบริหารรัฐ การศึกษาและกฎหมาย รวมถึงบทบาทของกองทัพ
ในอดีต ประเทศอาจมีความสำคัญเพราะเป็นสนามรบ เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในสงครามเย็น หรือเป็นฐานทรัพยากร
แต่ในโลกปัจจุบัน เรดาร์ของโลกจับสัญญาณประเทศจากปัจจัยที่แตกต่างออกไป
ประเทศที่อยู่ในความสนใจของโลกมักมีคุณสมบัติอย่างน้อยหนึ่งในสามประการ
หนึ่ง เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหรือห่วงโซ่อุปทานสำคัญ
สอง เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน กติกา หรือแนวคิดใหม่
สาม เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ จนผู้อื่นกล้าผูกอนาคตร่วมด้วย
ในอดีตไทยเราเคยมีคุณสมบัติบางประการเหล่านี้
เพราะเราเคยเป็น “เรื่องราวความสำเร็จ” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เคยเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่เติบโตเร็ว มีบทบาทนำในอาเซียน
และถูกมองว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกตะวันตกกับเอเชียตะวันออก
แต่ภาพนั้นเลือนรางลงเรื่อยๆ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
การที่ประเทศจะกลับมาอยู่บนเรดาร์ จึงไม่ใช่การทำให้คน “หันมามอง” ชั่วคราว แต่คือการทำให้ประเทศอื่น “ไม่อาจละสายตา” เพราะมีผลประโยชน์ร่วม มีความเสี่ยงร่วม หรือมีโอกาสร่วมในระยะยาว
การทูตจึงเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ฐานพลัง
ประเทศที่ใช้การทูตอย่างได้ผลล้วนมี “ทุนภายใน” รองรับ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่แข็งแรง เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า หรือระบบการเมืองที่มั่นคง
ปัญหาของไทยในช่วงหลังคือความพยายามใช้การทูตเพื่อชดเชยความอ่อนแอภายใน มากกว่าจะใช้การทูตเพื่อขยายความแข็งแรงที่มีอยู่แล้ว
เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันได้ การเมืองภายในเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และระบบราชการไม่เอื้อต่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การทูตจึงกลายเป็นเพียงการจัดกิจกรรม การออกแถลงการณ์ หรือการเข้าร่วมเวทีโดยไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง
ดังนั้น การประกาศว่าจะ “กลับสู่จอเรดาร์โลก” หากไม่ควบคู่กับการยอมรับปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้ความคาดหวังของสังคมสูงขึ้น แต่ไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ได้จริง
ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าไม่มีประเทศใดมีอิทธิพลในเวทีโลกโดยปราศจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง
เศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงขนาด GDP เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง คุณภาพของการเติบโต ความสามารถในการปรับตัว และบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก
ประเทศไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างน้อยสามประการ
หนึ่ง การเติบโตต่ำเรื้อรัง
สอง การพึ่งพาภาคการผลิตและบริการแบบเดิม
สาม ความล้มเหลวในการยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ดังนั้น ทางออกเชิงระบบจึงหมายความว่าไทยจำเป็นต้องยอมรับว่าโมเดลเศรษฐกิจเดิมสิ้นสุดลงแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจต้องเน้น
– การยกระดับผลิตภาพแรงงาน
– การลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตอย่างจริงจัง
– การลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบที่บั่นทอนการลงทุน
หากไทยยังใช้เศรษฐกิจแบบ “ประคองไปวันๆ” ไม่มีการเลือกอนาคตอย่างชัดเจน การทูตจะไม่มีวันมีน้ำหนัก
เพราะโลกให้ความสำคัญกับผู้ที่สร้างคุณค่า ไม่ใช่ผู้ที่ขอความร่วมมือเพียงฝ่ายเดียว
นักลงทุนและรัฐบาลต่างชาติไม่ได้คาดหวังว่าประเทศต้องสมบูรณ์แบบ แต่คาดหวังให้ประเทศ “คาดการณ์ได้”
ปัญหาของไทยไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่คือความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้นโยบายระยะยาวไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย นโยบายที่ถูกรื้อและย้อนกลับไปมา ระบบตรวจสอบที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ล้วนทำให้ประเทศไทยดูเป็นประเทศที่ “เสี่ยง” ในสายตานานาชาติ
ความเสี่ยงนี้ไม่จำเป็นต้องรุนแรง แต่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศอื่นเลือกทางที่ปลอดภัยกว่า
ทางออกที่ยั่งยืนและจริงจังจึงอยู่ที่การปฏิรูปการเมืองต้องมุ่งสร้าง
– กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ
– ระบบที่เคารพเจตจำนงของประชาชน
– กลไกถ่วงดุลที่ไม่ถูกใช้เพื่อทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คำว่า “วินัยการคลัง” ฟังดูเหมือนไกลตัวชาวบ้าน แต่ความจริงมันไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์ หากแต่เป็นเรื่องความเชื่อมั่นที่สำคัญยิ่ง
ประเทศที่ใช้เงินรัฐอย่างไร้ทิศทาง อาจได้รับความนิยมชั่วคราว แต่จะสูญเสียความไว้วางใจในระยะยาว
เรากำลังเผชิญแรงกดดันจากหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และความคาดหวังทางสังคมที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน หากไม่มีกรอบวินัยที่ชัดเจน รัฐบาลจะไม่มีพื้นที่ทางนโยบายในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
– แยกนโยบายกระตุ้นระยะสั้นออกจากการลงทุนระยะยาว
– เพิ่มความโปร่งใสของงบประมาณ
– กล้าพูดความจริงกับสังคมเรื่องต้นทุนของนโยบาย
ประเทศที่โลกเชื่อถือไม่ใช่ประเทศที่ใช้เงินมากที่สุด แต่คือประเทศที่ใช้เงินอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ
ที่ต้องไม่ลืมคือไม่มีการปฏิรูปใดสำเร็จ หากระบบราชการยังทำงานช้า การศึกษายังผลิตแรงงานไม่ตรงกับอนาคต และกฎหมายยังถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม
ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเร่งลงทุนใน “รัฐสมรรถนะสูง” (high-capacity state) เพราะเข้าใจว่าการแข่งขันในโลกยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องค่าแรงต่ำ แต่เป็นเรื่องคุณภาพของสถาบัน
หากเราจะรื้อระบบให้มีความหวังสำหรับคนไทยอย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องทำในเรื่องนี้คือ
– ปฏิรูประบบราชการให้ยึดผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอน
– ปรับการศึกษาให้เน้นการคิด วิเคราะห์ และทักษะอนาคต
– ทำให้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจ ไม่ใช่ความกลัว
ที่มองข้ามไม่ได้คือประเทศที่มีบทบาทในเวทีโลกมีกองทัพที่ชัดเจนในหน้าที่ คือป้องกันประเทศ สนับสนุนนโยบายความมั่นคง และไม่เป็นตัวแปรทางการเมืองภายใน
ความเป็นมืออาชีพของกองทัพคือสัญญาณสำคัญต่อโลกภายนอก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
– ปรับบทบาทกองทัพให้สอดคล้องกับภัยคุกคามยุคใหม่
– แยกบทบาททางการเมืองออกจากบทบาททางทหาร
– สร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะไม่ย้อนกลับสู่วงจรเดิม
การกลับสู่จอเรดาร์โลกไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องสาระ ประเทศไทยจะถูกมองเห็นอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่เพราะโลกจำเป็นต้องสนใจ เงื่อนไขนั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทย
– กล้าปฏิรูป
– ยอมรับความจริง
– เลือกอนาคตอย่างมีวินัย
หากทำได้ การทูตจะไม่ใช่เครื่องมือที่ต้องแบกความหวังทั้งหมด แต่จะกลายเป็นเวทีที่ประเทศไทยก้าวขึ้นไปยืนอย่างมั่นคง
และถูกมองว่าเป็นประเทศที่โลกต้องถามหา ไม่ใช่แค่โลกที่ต้องชื่นชมแต่เพียงอดีตของเรา!
