กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ 2026 ของสหรัฐ : เพื่อนยังจำเราได้ไหม?
อ่านเอกสารว่าด้วยความมั่นคงฉบับล่าสุดจาก “กระทรวงสงคราม” ของสหรัฐแล้วเห็นชัดว่า “ทรัมป์” กำลังปรับท่าทีครั้งใหญ่…โดยเฉพาะกับเอเชีย
“สมุดปกขาว” เล่มล่าสุดในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ” (National Defense Strategy : NDS) ฉบับปี 2026 ตอกย้ำว่าสหรัฐกำลังหันเหออกจากแนวทางที่เคยดำเนินมาตลอดช่วงหลังสงครามเย็นอย่างสิ้นเชิง
และโดยเจตนา
หลักการสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ฉบับนี้ รากฐานทางปรัชญา “อเมริกาต้องมาก่อน”
มันคือการ “เปลี่ยนกติกา” อย่างจริงจังและเป็นระบบ
ไม่ใช่แค่ปรับถ้อยคำ แต่เป็นการหันหลังให้แนวคิดหลังสงครามเย็นทั้งชุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
พูดง่ายๆ คือ สหรัฐประกาศชัดว่า
“จะไม่เป็นตำรวจโลก ไม่สร้างชาติให้ใคร และจะไม่แบกรับภาระแทนประเทศอื่นอีกต่อไป”
เป้าหมายหลักมีเพียงสองเรื่อง
ปกป้องแผ่นดินอเมริกา
ไม่ปล่อยให้จีน “ครอบงำ” เอเชีย-แปซิฟิก แต่จงใจไม่ระบุว่าวอชิงตันมีพันธะกรณีต่อไต้หวันอย่างไร
อีกทั้งย้ำว่าบทบาทของอเมริกาในการสกัดเกาหลีเหนือนั้นจะอยู่ในระดับ “วงจำกัด”
นี่คือกรอบคิดแบบ America First เต็มรูปแบบ
ซึ่งส่งแรงสะเทือนตรงมาถึงอาเซียน รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทีมเขียนยุทธศาสตร์ชุดนี้ย้ำว่าอเมริกากำลังจะเอาตัวเองออกจาก “อุดมคติสวยหรู” สู่ “ความจริงที่ต้องเลือกข้าง”
เอกสาร NDS 2026 วิจารณ์นโยบายรัฐบาลอเมริกันยุคก่อนอย่างรุนแรงว่า
เอาทหารไปติดหล่มในสงครามสร้างชาติ
ใช้เงินมหาศาล แต่ผลประโยชน์คนอเมริกันไม่ชัด
ทำให้พันธมิตร “เคยตัว” รอพึ่งวอชิงตันตลอด
ทรัมป์จึงเปลี่ยนแนวคิดเป็นแบบป่าวประกาศให้รู้กันทั่วว่าผลประโยชน์สหรัฐต้องมาก่อน
ใครเป็นพันธมิตร ต้องช่วยตัวเองให้มาก
สหรัฐจะเกื้อหนุนก็เฉพาะจุดที่จำเป็นต่อยุทธศาสตร์หลักของตนเท่านั้น
นี่ไม่ใช่โลกของอุดมการณ์ แต่เป็นโลกของ “การคำนวณต้นทุน-ผลตอบแทน”
NDS ระบุว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) คือความท้าทายภายนอกที่สำคัญที่สุด
สหรัฐมองยุทธศาสตร์เชื่อมโยงความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐโดยตรงกับการรักษาสิทธิ์ในการเข้าถึงภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงทางเศรษฐกิจของโลก”
แต่เอกสารฉบับนี้เน้นย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่การครอบงำจีน แต่เป็นการสร้าง “ดุลยภาพแห่งอำนาจ” (balance of power)
เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถครอบงำสหรัฐหรือพันธมิตรได้
ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องจีนคือมุมมองของทรัมป์ต่อรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือในยุทธศาสตร์ใหม่นี้
เอกสารชุดนี้ประเมินว่ารัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญแต่มีลำดับความสำคัญรองลงมา
เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่พันธมิตรจะต้องเข้ามามีบทบาทนำในการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้
แนวคิดนี้เกิดจากความกังวลต่อ “ปัญหาภาวะพร้อมกัน” (Simultaneity Problem)
อันหมายถึงความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการรุกรานพร้อมกันในหลายสมรภูมิ
การมอบหมายให้พันธมิตรรับผิดชอบภูมิภาคของตนเองจึงเป็นทางออกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับวอชิงตัน
รัสเซียถูกนิยามว่าเป็น “ภัยคุกคามที่ต่อเนื่องแต่สามารถจัดการได้”
ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ให้เหตุผลสนับสนุนข้อสรุปนี้ด้วยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
โดยระบุว่ากลุ่มประเทศนาโตที่ไม่ใช่สหรัฐมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมกันถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับรัสเซียที่มีมูลค่าเพียง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยเหตุนี้ พันธมิตรนาโตในยุโรปจึง “มีอำนาจเหนือกว่ารัสเซียอย่างมาก”
จึงถูกคาดหวังให้ “รับผิดชอบหลัก” ในการป้องกันตนเอง
อิหร่านถูกมองว่าอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญหลัง “ปฏิบัติการ MIDNIGHT HAMMER”
เอกสารชุดนี้ยกย่องให้อิสราเอลเป็น “พันธมิตรต้นแบบ” และส่งเสริมให้พันธมิตรในอ่าวอาหรับสามารถจัดการความมั่นคงในภูมิภาคได้ด้วยตนเอง
ส่วนเกาหลีเหนือถูกประเมินว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อพันธมิตรแต่ไม่ใช่ปัญหาหนักสำหรับอเมริกาเอง
ยุทธศาสตร์ของทรัมป์จึงระบุว่าเกาหลีใต้ต้อง “มีความสามารถที่จะรับผิดชอบหลัก” ในการป้องปราม
ด้วย “การสนับสนุนที่สำคัญแต่จำกัดมากขึ้นจากสหรัฐ”
ขีดเส้นใต้ที่วลี “…แต่จำกัดมากขึ้น”
เห็นได้ชัดว่าภูมิทัศน์ภัยคุกคามถูกจัดลำดับใหม่อย่างปฏิเสธไม่ได้
จึงเป็นผลให้รัฐบาลทรัมป์ปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญในการปฏิบัติการของกระทรวงการสงครามทั้งหมด
และมาถึงคำถามใหญ่สำหรับเรา
นั่นคืออาเซียนจะถูกดึงเข้ามาอยู่ “กลางกระดาน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วอาเซียนอยู่ตรงไหนในสายตาสหรัฐ?
เอกสาร NDS ไม่เอ่ยชื่ออาเซียนหรือไทยตรงๆ
แต่ถ้าอ่านระหว่างบรรทัด จะเห็น 3 สัญญาณสำคัญ
1. สหรัฐคาดหวังให้ประเทศในภูมิภาคนี้ “ยืนด้วยขาของตัวเอง”
ยุคใหม่ของสหรัฐคือไม่แจกความมั่นคงฟรีและไม่อุ้มงบประมาณให้ใคร
แม้ประเทศอาเซียนจะไม่ใช่พันธมิตรตามสนธิสัญญาแบบญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้
แต่แรงกดดันเรื่อง การเพิ่มงบฯ กลาโหม การดูแลความมั่นคงทางทะเล และการป้องกันตนเอง จะเพิ่มขึ้นชัดเจน
สำหรับไทย นี่หมายถึงคำถามตรงๆ ว่า
“เราจะลงทุนด้านความมั่นคงแค่ไหน เพื่อรักษาพื้นที่ต่อรองของตัวเอง”
2.อาเซียนคือ “พื้นที่กันชน” ในยุทธศาสตร์ถ่วงดุลจีน สหรัฐต้องการอินโด-แปซิฟิกที่ไม่มีใครผูกขาดเส้นทางเดินเรือ
แม้ไม่มีประเทศใดถูกบังคับเลือกข้างแบบหมดทางเลือก แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศอาเซียนจะถูกประเมินมากขึ้นว่า ใครเอียงจีนมากเกินไปหรือใครช่วยรักษาสมดุลได้จริง นโยบายแบบ “ไม่เลือกข้าง” จะยิ่งเดินยากขึ้น
โดยเฉพาะในประเด็นทะเลจีนใต้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน
3.โอกาสใหม่ : อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความร่วมมือเชิงเทคนิค
อีกด้านหนึ่ง สหรัฐต้องการฟื้นอุตสาหกรรมทหารของตนเอง
เพื่อเป็น “คลังแสงของโลกเสรี” อีกครั้ง
นี่อาจเปิดช่องให้ประเทศอย่างไทยเข้าถึงเทคโนโลยีร่วมผลิต
หรือเป็นฐานซ่อม-บำรุงในภูมิภาค
ถ้าบริหารดี นี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์
แต่ถ้าบริหารพลาด ก็อาจกลายเป็นการถูกดึงเข้าเกมมหาอำนาจโดยไม่ตั้งใจ
แม้เอกสาร NDS ไม่ได้ระบุชื่อประเทศอาเซียนโดยตรง แต่ก็พอจะอนุมานผลกระทบที่อาจเกิดได้ไม่ยาก
ข้อแรกคือความจำเป็นในการแบ่งเบาภาระเพราะสหรัฐต้องการจะให้ประเทศต่างๆ เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมและการพึ่งพาตนเอง
แต่ขณะเดียวกันก็อาจมีโอกาสในความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับสหรัฐ
นั่นหมายความว่าอาจจะเปิดโอกาสให้ประเทศเหล่านี้สามารถเข้าถึงยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและสร้างความร่วมมือในการผลิตได้ ในขณะที่สหรัฐพยายามติดอาวุธให้แก่พันธมิตรและหุ้นส่วน
และนั่นย่อมหมายความถึงการปรับตัวต่อยุทธศาสตร์ “ดุลยภาพแห่งอำนาจ”
สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่ชัดเจนที่สุดคือยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับปี 2026 ของสหรัฐ คือเป็นการฉีกตัวออกจากแนวทางในอดีตอย่างเด็ดขาด
โดยจัดลำดับความสำคัญของการป้องกันมาตุภูมิและการแข่งขันกับจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจไว้เหนือสิ่งอื่นใด
มันคือการลดการมีส่วนร่วมทางทหารทั่วโลกลงเพื่อแลกกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างท่วมท้นในพื้นที่ที่อเมริกาจัดลำดับความสำคัญไว้
แล้วไทยควรอ่านสัญญาณนี้อย่างไร?
จากยุทธศาสตร์สหรัฐฉบับนี้ เราควรถามตัวเองอย่างน้อย 3 คำถามใหญ่
เราจะรักษาสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างไร ในโลกที่อดทนน้อยลง?
ความมั่นคงของไทยคือเรื่องของใครรับผิดชอบเป็นหลัก – เรา หรือมหาอำนาจ?
เราจะเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตามเกม” เป็น “ผู้มีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์” ได้หรือไม่?
เพราะในโลกของทรัมป์ ถ้าคุณไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณอาจอยู่ในเมนู
พูดให้ชัดคือโลกสัจนิยมกลับมาแล้ว
ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศสหรัฐ ปี 2026 คือการประกาศชัดว่า
โลกกำลังกลับสู่ยุคอำนาจ ผลประโยชน์ และการเลือกข้างอย่างระมัดระวัง
สำหรับอาเซียนและไทย นี่ไม่ใช่ข่าวร้ายหรือข่าวดีโดยอัตโนมัติ
แต่มันคือ สัญญาณเตือนให้คิดเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
ในโลกที่มหาอำนาจคิดแบบเย็นชาและคำนวณผลประโยชน์เป็นหลัก
ประเทศขนาดกลางอย่างไทย
ยิ่งต้องชัดว่า “เราคือใคร และมีคุณค่าอะไรบนกระดานโลก”?
รัฐบาลไทยหลังการเลือกตั้งรอบนี้จะมีคำตอบต่อคำถามเหล่านี้หรือไม่?
คำตอบยังอยู่ในสายลม!
