bg-single

ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ 2026 ของสหรัฐ : เพื่อนยังจำเราได้ไหม?

30.01.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ 2026 ของสหรัฐ : เพื่อนยังจำเราได้ไหม?

อ่านเอกสารว่าด้วยความมั่นคงฉบับล่าสุดจาก “กระทรวงสงคราม” ของสหรัฐแล้วเห็นชัดว่า “ทรัมป์” กำลังปรับท่าทีครั้งใหญ่…โดยเฉพาะกับเอเชีย

“สมุดปกขาว” เล่มล่าสุดในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ” (National Defense Strategy : NDS) ฉบับปี 2026 ตอกย้ำว่าสหรัฐกำลังหันเหออกจากแนวทางที่เคยดำเนินมาตลอดช่วงหลังสงครามเย็นอย่างสิ้นเชิง

และโดยเจตนา

หลักการสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ฉบับนี้ รากฐานทางปรัชญา “อเมริกาต้องมาก่อน”

มันคือการ “เปลี่ยนกติกา” อย่างจริงจังและเป็นระบบ

ไม่ใช่แค่ปรับถ้อยคำ แต่เป็นการหันหลังให้แนวคิดหลังสงครามเย็นทั้งชุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

พูดง่ายๆ คือ สหรัฐประกาศชัดว่า

“จะไม่เป็นตำรวจโลก ไม่สร้างชาติให้ใคร และจะไม่แบกรับภาระแทนประเทศอื่นอีกต่อไป”

เป้าหมายหลักมีเพียงสองเรื่อง

ปกป้องแผ่นดินอเมริกา

ไม่ปล่อยให้จีน “ครอบงำ” เอเชีย-แปซิฟิก แต่จงใจไม่ระบุว่าวอชิงตันมีพันธะกรณีต่อไต้หวันอย่างไร

อีกทั้งย้ำว่าบทบาทของอเมริกาในการสกัดเกาหลีเหนือนั้นจะอยู่ในระดับ “วงจำกัด”

นี่คือกรอบคิดแบบ America First เต็มรูปแบบ

ซึ่งส่งแรงสะเทือนตรงมาถึงอาเซียน รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทีมเขียนยุทธศาสตร์ชุดนี้ย้ำว่าอเมริกากำลังจะเอาตัวเองออกจาก “อุดมคติสวยหรู” สู่ “ความจริงที่ต้องเลือกข้าง”

เอกสาร NDS 2026 วิจารณ์นโยบายรัฐบาลอเมริกันยุคก่อนอย่างรุนแรงว่า

เอาทหารไปติดหล่มในสงครามสร้างชาติ

ใช้เงินมหาศาล แต่ผลประโยชน์คนอเมริกันไม่ชัด

ทำให้พันธมิตร “เคยตัว” รอพึ่งวอชิงตันตลอด

ทรัมป์จึงเปลี่ยนแนวคิดเป็นแบบป่าวประกาศให้รู้กันทั่วว่าผลประโยชน์สหรัฐต้องมาก่อน

ใครเป็นพันธมิตร ต้องช่วยตัวเองให้มาก

สหรัฐจะเกื้อหนุนก็เฉพาะจุดที่จำเป็นต่อยุทธศาสตร์หลักของตนเท่านั้น

นี่ไม่ใช่โลกของอุดมการณ์ แต่เป็นโลกของ “การคำนวณต้นทุน-ผลตอบแทน”

NDS ระบุว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) คือความท้าทายภายนอกที่สำคัญที่สุด

สหรัฐมองยุทธศาสตร์เชื่อมโยงความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐโดยตรงกับการรักษาสิทธิ์ในการเข้าถึงภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงทางเศรษฐกิจของโลก”

แต่เอกสารฉบับนี้เน้นย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่การครอบงำจีน แต่เป็นการสร้าง “ดุลยภาพแห่งอำนาจ” (balance of power)

เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถครอบงำสหรัฐหรือพันธมิตรได้

ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องจีนคือมุมมองของทรัมป์ต่อรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือในยุทธศาสตร์ใหม่นี้

เอกสารชุดนี้ประเมินว่ารัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญแต่มีลำดับความสำคัญรองลงมา

เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่พันธมิตรจะต้องเข้ามามีบทบาทนำในการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้

แนวคิดนี้เกิดจากความกังวลต่อ “ปัญหาภาวะพร้อมกัน” (Simultaneity Problem)

อันหมายถึงความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการรุกรานพร้อมกันในหลายสมรภูมิ

การมอบหมายให้พันธมิตรรับผิดชอบภูมิภาคของตนเองจึงเป็นทางออกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับวอชิงตัน

รัสเซียถูกนิยามว่าเป็น “ภัยคุกคามที่ต่อเนื่องแต่สามารถจัดการได้”

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ให้เหตุผลสนับสนุนข้อสรุปนี้ด้วยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

โดยระบุว่ากลุ่มประเทศนาโตที่ไม่ใช่สหรัฐมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมกันถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับรัสเซียที่มีมูลค่าเพียง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยเหตุนี้ พันธมิตรนาโตในยุโรปจึง “มีอำนาจเหนือกว่ารัสเซียอย่างมาก”

จึงถูกคาดหวังให้ “รับผิดชอบหลัก” ในการป้องกันตนเอง

อิหร่านถูกมองว่าอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญหลัง “ปฏิบัติการ MIDNIGHT HAMMER”

เอกสารชุดนี้ยกย่องให้อิสราเอลเป็น “พันธมิตรต้นแบบ” และส่งเสริมให้พันธมิตรในอ่าวอาหรับสามารถจัดการความมั่นคงในภูมิภาคได้ด้วยตนเอง

ส่วนเกาหลีเหนือถูกประเมินว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อพันธมิตรแต่ไม่ใช่ปัญหาหนักสำหรับอเมริกาเอง

ยุทธศาสตร์ของทรัมป์จึงระบุว่าเกาหลีใต้ต้อง “มีความสามารถที่จะรับผิดชอบหลัก” ในการป้องปราม

ด้วย “การสนับสนุนที่สำคัญแต่จำกัดมากขึ้นจากสหรัฐ”

ขีดเส้นใต้ที่วลี “…แต่จำกัดมากขึ้น”

เห็นได้ชัดว่าภูมิทัศน์ภัยคุกคามถูกจัดลำดับใหม่อย่างปฏิเสธไม่ได้

จึงเป็นผลให้รัฐบาลทรัมป์ปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญในการปฏิบัติการของกระทรวงการสงครามทั้งหมด

และมาถึงคำถามใหญ่สำหรับเรา

นั่นคืออาเซียนจะถูกดึงเข้ามาอยู่ “กลางกระดาน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แล้วอาเซียนอยู่ตรงไหนในสายตาสหรัฐ?

เอกสาร NDS ไม่เอ่ยชื่ออาเซียนหรือไทยตรงๆ

แต่ถ้าอ่านระหว่างบรรทัด จะเห็น 3 สัญญาณสำคัญ

1. สหรัฐคาดหวังให้ประเทศในภูมิภาคนี้ “ยืนด้วยขาของตัวเอง”

ยุคใหม่ของสหรัฐคือไม่แจกความมั่นคงฟรีและไม่อุ้มงบประมาณให้ใคร

แม้ประเทศอาเซียนจะไม่ใช่พันธมิตรตามสนธิสัญญาแบบญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้

แต่แรงกดดันเรื่อง การเพิ่มงบฯ กลาโหม การดูแลความมั่นคงทางทะเล และการป้องกันตนเอง จะเพิ่มขึ้นชัดเจน

สำหรับไทย นี่หมายถึงคำถามตรงๆ ว่า

“เราจะลงทุนด้านความมั่นคงแค่ไหน เพื่อรักษาพื้นที่ต่อรองของตัวเอง”

2.อาเซียนคือ “พื้นที่กันชน” ในยุทธศาสตร์ถ่วงดุลจีน สหรัฐต้องการอินโด-แปซิฟิกที่ไม่มีใครผูกขาดเส้นทางเดินเรือ

แม้ไม่มีประเทศใดถูกบังคับเลือกข้างแบบหมดทางเลือก แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศอาเซียนจะถูกประเมินมากขึ้นว่า ใครเอียงจีนมากเกินไปหรือใครช่วยรักษาสมดุลได้จริง นโยบายแบบ “ไม่เลือกข้าง” จะยิ่งเดินยากขึ้น

โดยเฉพาะในประเด็นทะเลจีนใต้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

3.โอกาสใหม่ : อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความร่วมมือเชิงเทคนิค

อีกด้านหนึ่ง สหรัฐต้องการฟื้นอุตสาหกรรมทหารของตนเอง

เพื่อเป็น “คลังแสงของโลกเสรี” อีกครั้ง

นี่อาจเปิดช่องให้ประเทศอย่างไทยเข้าถึงเทคโนโลยีร่วมผลิต

หรือเป็นฐานซ่อม-บำรุงในภูมิภาค

ถ้าบริหารดี นี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์

แต่ถ้าบริหารพลาด ก็อาจกลายเป็นการถูกดึงเข้าเกมมหาอำนาจโดยไม่ตั้งใจ

แม้เอกสาร NDS ไม่ได้ระบุชื่อประเทศอาเซียนโดยตรง แต่ก็พอจะอนุมานผลกระทบที่อาจเกิดได้ไม่ยาก

ข้อแรกคือความจำเป็นในการแบ่งเบาภาระเพราะสหรัฐต้องการจะให้ประเทศต่างๆ เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมและการพึ่งพาตนเอง

แต่ขณะเดียวกันก็อาจมีโอกาสในความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับสหรัฐ

นั่นหมายความว่าอาจจะเปิดโอกาสให้ประเทศเหล่านี้สามารถเข้าถึงยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและสร้างความร่วมมือในการผลิตได้ ในขณะที่สหรัฐพยายามติดอาวุธให้แก่พันธมิตรและหุ้นส่วน

และนั่นย่อมหมายความถึงการปรับตัวต่อยุทธศาสตร์ “ดุลยภาพแห่งอำนาจ”

สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่ชัดเจนที่สุดคือยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับปี 2026 ของสหรัฐ คือเป็นการฉีกตัวออกจากแนวทางในอดีตอย่างเด็ดขาด

โดยจัดลำดับความสำคัญของการป้องกันมาตุภูมิและการแข่งขันกับจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจไว้เหนือสิ่งอื่นใด

มันคือการลดการมีส่วนร่วมทางทหารทั่วโลกลงเพื่อแลกกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างท่วมท้นในพื้นที่ที่อเมริกาจัดลำดับความสำคัญไว้

แล้วไทยควรอ่านสัญญาณนี้อย่างไร?

จากยุทธศาสตร์สหรัฐฉบับนี้ เราควรถามตัวเองอย่างน้อย 3 คำถามใหญ่

เราจะรักษาสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างไร ในโลกที่อดทนน้อยลง?

ความมั่นคงของไทยคือเรื่องของใครรับผิดชอบเป็นหลัก – เรา หรือมหาอำนาจ?

เราจะเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตามเกม” เป็น “ผู้มีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์” ได้หรือไม่?

เพราะในโลกของทรัมป์ ถ้าคุณไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณอาจอยู่ในเมนู

พูดให้ชัดคือโลกสัจนิยมกลับมาแล้ว

ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศสหรัฐ ปี 2026 คือการประกาศชัดว่า

โลกกำลังกลับสู่ยุคอำนาจ ผลประโยชน์ และการเลือกข้างอย่างระมัดระวัง

สำหรับอาเซียนและไทย นี่ไม่ใช่ข่าวร้ายหรือข่าวดีโดยอัตโนมัติ

แต่มันคือ สัญญาณเตือนให้คิดเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น

ในโลกที่มหาอำนาจคิดแบบเย็นชาและคำนวณผลประโยชน์เป็นหลัก

ประเทศขนาดกลางอย่างไทย

ยิ่งต้องชัดว่า “เราคือใคร และมีคุณค่าอะไรบนกระดานโลก”?

รัฐบาลไทยหลังการเลือกตั้งรอบนี้จะมีคำตอบต่อคำถามเหล่านี้หรือไม่?

คำตอบยังอยู่ในสายลม!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก