bg-single

ทำอย่างไรให้ ‘คนป่วย’ กลายเป็น ‘เสือ’!

20.02.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ข่าวบอกว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไปเยี่ยมกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อกระตุ้นให้ไทยกลายเป็น “เสือ” ผงาด

น่าตื่นเต้นมาก…และคนไทยส่วนใหญ่คงอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนั้น

แต่มันยากไหม?

ถ้าเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นตั้งใจ เราก็ต้องได้ยินคำประกาศจากปากของผู้นำว่า

“เพราะมันยากเราจึงต้องทำ!”

อย่างที่อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ของสหรัฐเคยประกาศเอาไว้กระตุ้นให้สหรัฐส่งคนไปดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

ภาพฝันในอดีต “เสือตัวที่ห้าของเอเชีย” เคยเป็นความทะเยอทะยานของไทยในยุคที่เราไล่กวดเกาหลีใต้และไต้หวันอย่างกระชั้นชิด

แต่วันนี้คำที่ติดหูคือ “คนป่วยแห่งเอเชีย” หรืออย่างเบากว่านั้นก็แค่ “แมวเชื่องๆ” ในภูมิภาคที่เพื่อนบ้านกำลังเร่งความเร็วเพื่อแซงหน้าเรา

คำถามคือ ภายใต้รัฐบาลใหม่ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้นำ ไทยจะกลับมาผงาดได้จริงหรือไม่?

เพราะหากมองในเชิง “เนื้อหา” นโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้ต่างกันมากนักในแกนหลัก-พูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การดึงอุตสาหกรรมใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปฏิรูปกฎระเบียบ

เรียกว่าให้เด็กมัธยมท่องเหมือนเป็นอาขยานประจำวันได้เลย

สิ่งที่จะทำให้ต่างจริงๆ จึงไม่ใช่ “นโยบายบนกระดาษ” แต่คือ “เจตจำนงอันมุ่งมั่น” หรือ political will

ซึ่งต้องมาพร้อมกับคุณภาพของนักการเมือง

ดังนั้น การจะแปรสภาพจาก “Sick Man” สู่ “Tiger” นั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไอเดีย แต่อยู่ที่การลงมือทำ

สภาพัฒน์ที่ได้รับมอบหมายให้ร่าง “พิมพ์เขียว” สำหรับรัฐบาลใหม่ยอมรับตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจไทยโตต่ำ และมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างประชากรสูงวัย โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ผลิตของเหมือนคนอื่น แข่งขันด้านราคา และสัดส่วนการลงทุนเอกชนที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตปี 2540

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และกรอบของฉบับที่ 14 วางหลักไว้ครบ-Productivity, Resilience, Inclusivity, Sustainability พร้อม 5 เสาหลัก ทั้งอุตสาหกรรม ทุนมนุษย์ ภาครัฐ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี

ฟังดูคุ้นๆ อีกเหมือนเดิม

แต่แผนจะไม่มีความหมาย หากไม่กล้าชนกับ “ผลประโยชน์ฝังราก”

เพราะการปรับโครงสร้างจริงๆ หมายความว่า

บางกลุ่มทุนต้องเสียสิทธิพิเศษ

บางหน่วยงานต้องถูกลดอำนาจ

บางระบบสัมปทานต้องถูกเปิดแข่งขัน

และคอร์รัปชั่นต้องถูกปราบอย่างจริงจัง

นี่คือจุดที่รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง

ทีม “สามแม่ครัว” จึงต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายยิ่งของประเทศ

ทีมเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึง-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-มีประสบการณ์ด้านนโยบาย การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แต่โจทย์ไม่ได้อยู่แค่สามกระทรวง หากแต่คำว่า “กระทรวงเศรษฐกิจ” ในยุคสมัยนี้กินความเกือบทุกกระทรวง

ไม่เว้นแม้กระทรวงกลาโหมและมหาดไทย

คำถามใหญ่กว่าคือ :

กระทรวงอื่นๆ จะเดินไปทิศเดียวกันไหม?

รัฐมนตรีจากพรรคร่วมจะพร้อมตัดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?

จะกล้าปรับกฎหมายที่เป็น “คอขวด” หรือจะปล่อยให้ระบบราชการที่ล้าหลังถ่วงต่อไป?

การเป็น “เสือ” ต้องทั้งฟันคม เล็บแหลม และหัวใจนักล่า ไม่ใช่แค่มีสูตรอาหารดีๆ ในครัว

ดังนั้น “พิมพ์เขียว” ของการที่จะผงาดเป็น “เสือ” ที่ต้องทำทันที

1. Big Reset หนี้ครัวเรือน

มีการพูดกันมาหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้แต่ในทางปฏิบัติจะนำไปสู่ผลที่จับต้องได้หรือไม่คือคำถามใหญ่

แนวคิดไม่ได้แตกต่างกันมาก นั่นคือการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อ NPL ไปบริหาร

ทางออกนี้มีเหตุมีผลของตัวเอง เพราะหนี้ครัวเรือนระดับสูงคือกับดักการบริโภค

แต่ต้องระวัง moral hazard หรือ “ความเสี่ยงด้านศีลธรรม” อันหมายถึงการทำให้คนไทยเคยชินกับวัฒนธรรมพึ่งพาจนไม่คิดจะทำอะไรด้วยตนเอง

เมื่อประชาชนบางส่วนเชื่อว่าอย่างไรเสียรัฐบาลก็ต้องมาอุ้มเรา เราจึงสร้างหนี้อย่างไม่รับผิดชอบต่อไป

ดังนั้น การล้างหนี้ต้องมาพร้อมวินัยการเงินใหม่ และการยกระดับรายได้ ไม่ใช่แค่การแจกเงิน

2. อุตสาหกรรมใหม่ต้อง “ลึก” ไม่ใช่แค่ “ประกอบ” การดึงเซมิคอนดักเตอร์เข้ามาเป็นต้นน้ำสำคัญ ไทยต้องไม่หยุดที่โรงงานแพ็กเกจจิ้ง แต่สร้าง supply chain ภายในประเทศ

โลกกำลังแข่งขันกันรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีนและไทยต้องวางตัวอย่างฉลาดในภูมิรัฐศาสตร์

Go Cloud First, Data Center, AI-ทั้งหมดต้องเชื่อมกับการยกระดับผลิตภาพจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขลงทุนตรงจากต่างประเทศหรือ FDI

3. ปฏิรูปกฎระเบียบ : ลดรัฐ เพิ่มการแข่งขัน

ถ้าไม่กล้ารื้อระบบใบอนุญาต สัมปทาน และผูกขาด

ผลิตภาพจะไม่เพิ่ม

ความสะดวกและคล่องตัวในการทำธุรกิจหรือ Ease of Doing Business ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่สโลแกน

4. โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์

รถไฟเหนือ-ใต้

โครงสร้างด้านคมนาคมทั้งหลาย

โครงข่ายพลังงานสะอาด

ทั้งหมดต้องชัดเจน โปร่งใส และคุ้มค่า

โดยเฉพาะการเปิดให้ทำสัญญาซื้อไฟโดยตรง (Direct PPA) เพื่อดึงนักลงทุนเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน ESG สูง

5. ทุนมนุษย์ : จากแรงงานราคาถูกสู่แรงงานทักษะสูง ถ้าไม่เร่ง Upskill/Reskill ไทยจะติดกับดักรายได้ปานกลางถาวร

มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมกับอุตสาหกรรมจริง การศึกษาอาชีวะต้องยกระดับภาพลักษณ์

6. ปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง

นี่คือหัวใจของ “เจตจำนงที่มุ่งมั่นทางการเมือง”

ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่กล้าชนเพราะความกลัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ความเชื่อมั่นจะไม่มาและนั่นแปลว่าการลงทุนเอกชนจะไม่เร่ง

และคำว่า “เสือ” จะเป็นแค่ภาพในอดีต

แต่ก็ต้องไม่ลืมปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความแตกแยกภายใน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าและส่งออกโดยตรง

ไทยต้องขยาย FTA และความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น

แต่ความเสี่ยงอีกด้านคือความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเอง

ถ้ายังจมกับดราม่า พลังงานของประเทศก็จะหมดไปกับเกมการเมือง

เอาเข้าจริงๆ การจะเป็นเสือหรือแมว อยู่ที่ความกล้าหาญและเสียสละของผู้มีอำนาจ

ซึ่งจะนำไปสู่เศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพ, โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง, ภาคเอกชนยังแข็งแรง

ปัญหาไม่ใช่ “ไม่มีทาง” ปัญหาคือ “กล้าหรือไม่”

รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ว่าพร้อมเสียสละผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นเพื่อสร้างอนาคตระยะยาวหรือไม่

หากมีพิม์เขียวชัด มีทีมที่มือถึงและมี “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ที่ไม่สั่นคลอนไทยอาจกลับมาเป็น “เสือ” ได้อีกครั้ง

แต่ถ้ายังประนีประนอมกับระบบเดิม

ยังเกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ ยังไม่กล้าปราบคอร์รัปชั่น เราก็จะยังคงเป็น “แมวเชื่องๆ”

ที่เคยฝันจะเป็นเสือคำราม สุดท้ายก็ได้แค่ร้องครางเบาๆ ท่ามกลางป่าที่ดุเดือดขึ้นทุกวัน

แล้วรัฐบาลใหม่จะต่างอย่างไร? นี่คือจุดชี้ชะตา

ถ้ารัฐบาลใหม่เพียง “สานต่อ” แต่ไม่ “เร่งเครื่อง” ไม่กล้าถอนรากถอนโคนการโกงกินที่เป็นมะเร็งร้ายของแผ่นดิน ผลลัพธ์จะไม่ต่างจากเดิม

การเป็น “เสือ” ไม่ได้ต้องการแค่แผนดี แต่ต้องการการตัดสินใจที่ยอมรับความเจ็บปวด

จุดหมายที่อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เขียนถึง Financial Times สัปดาห์ก่อนหลังจากสื่ออังกฤษแห่งนี้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ว่าไทยเป็น Sick Man of Asia สะท้อนวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยพูดและนำเสนอไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางของสภาพัฒน์นัก

แต่การเมืองภายในทำให้ momentum ไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลใหม่ต้องเรียนรู้บทเรียนนี้

ไม่ใช่แค่พูดว่า “เอกชนจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญ”

แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้เครื่องยนต์นั้นหมุนเร็วขึ้นจริงๆ

จะเป็นเสือหรือจะถูกอดีตลากกลับไปในหลุมดำเดิม?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่คำขวัญ แต่อยู่ที่ 3 คำถามง่ายๆ

จะกล้าเจรจรต่อรองและเอาจริงกับกลุ่มผลประโยชน์หรือไม่?

จะกล้าปฏิรูปกฎระเบียบอย่างจริงจังหรือไม่?

จะสร้างความต่อเนื่องของนโยบายให้เกินวาระรัฐบาลหรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ไทยมีศักยภาพกลับมาเป็นเสือ

แต่ถ้าการเมืองยังประคองดุลอำนาจ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด

อุปสรรคเดิมจะกลับมาหลอกหลอนรัฐบาลใหม่เช่นเดียวกับที่ผ่านมา

และคำว่า “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” จะยังคงเป็นเพียงตำนานที่เล่ากันในอดีต

จะมีทีม “มืออาชีพ” กี่คนก็เอาการเมืองสกปรกไม่อยู่

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “ไทยมีศักยภาพไหม?”

แต่คือ “รัฐบาลใหม่กล้าพอไหม?”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก