กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ข่าวบอกว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไปเยี่ยมกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อกระตุ้นให้ไทยกลายเป็น “เสือ” ผงาด
น่าตื่นเต้นมาก…และคนไทยส่วนใหญ่คงอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนั้น
แต่มันยากไหม?
ถ้าเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นตั้งใจ เราก็ต้องได้ยินคำประกาศจากปากของผู้นำว่า
“เพราะมันยากเราจึงต้องทำ!”
อย่างที่อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ของสหรัฐเคยประกาศเอาไว้กระตุ้นให้สหรัฐส่งคนไปดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
ภาพฝันในอดีต “เสือตัวที่ห้าของเอเชีย” เคยเป็นความทะเยอทะยานของไทยในยุคที่เราไล่กวดเกาหลีใต้และไต้หวันอย่างกระชั้นชิด
แต่วันนี้คำที่ติดหูคือ “คนป่วยแห่งเอเชีย” หรืออย่างเบากว่านั้นก็แค่ “แมวเชื่องๆ” ในภูมิภาคที่เพื่อนบ้านกำลังเร่งความเร็วเพื่อแซงหน้าเรา
คำถามคือ ภายใต้รัฐบาลใหม่ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้นำ ไทยจะกลับมาผงาดได้จริงหรือไม่?
เพราะหากมองในเชิง “เนื้อหา” นโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้ต่างกันมากนักในแกนหลัก-พูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การดึงอุตสาหกรรมใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปฏิรูปกฎระเบียบ
เรียกว่าให้เด็กมัธยมท่องเหมือนเป็นอาขยานประจำวันได้เลย
สิ่งที่จะทำให้ต่างจริงๆ จึงไม่ใช่ “นโยบายบนกระดาษ” แต่คือ “เจตจำนงอันมุ่งมั่น” หรือ political will
ซึ่งต้องมาพร้อมกับคุณภาพของนักการเมือง
ดังนั้น การจะแปรสภาพจาก “Sick Man” สู่ “Tiger” นั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไอเดีย แต่อยู่ที่การลงมือทำ
สภาพัฒน์ที่ได้รับมอบหมายให้ร่าง “พิมพ์เขียว” สำหรับรัฐบาลใหม่ยอมรับตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจไทยโตต่ำ และมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างประชากรสูงวัย โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ผลิตของเหมือนคนอื่น แข่งขันด้านราคา และสัดส่วนการลงทุนเอกชนที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตปี 2540
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และกรอบของฉบับที่ 14 วางหลักไว้ครบ-Productivity, Resilience, Inclusivity, Sustainability พร้อม 5 เสาหลัก ทั้งอุตสาหกรรม ทุนมนุษย์ ภาครัฐ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี
ฟังดูคุ้นๆ อีกเหมือนเดิม
แต่แผนจะไม่มีความหมาย หากไม่กล้าชนกับ “ผลประโยชน์ฝังราก”
เพราะการปรับโครงสร้างจริงๆ หมายความว่า
บางกลุ่มทุนต้องเสียสิทธิพิเศษ
บางหน่วยงานต้องถูกลดอำนาจ
บางระบบสัมปทานต้องถูกเปิดแข่งขัน
และคอร์รัปชั่นต้องถูกปราบอย่างจริงจัง
นี่คือจุดที่รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
ทีม “สามแม่ครัว” จึงต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายยิ่งของประเทศ
ทีมเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึง-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-มีประสบการณ์ด้านนโยบาย การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แต่โจทย์ไม่ได้อยู่แค่สามกระทรวง หากแต่คำว่า “กระทรวงเศรษฐกิจ” ในยุคสมัยนี้กินความเกือบทุกกระทรวง
ไม่เว้นแม้กระทรวงกลาโหมและมหาดไทย
คำถามใหญ่กว่าคือ :
กระทรวงอื่นๆ จะเดินไปทิศเดียวกันไหม?
รัฐมนตรีจากพรรคร่วมจะพร้อมตัดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?
จะกล้าปรับกฎหมายที่เป็น “คอขวด” หรือจะปล่อยให้ระบบราชการที่ล้าหลังถ่วงต่อไป?
การเป็น “เสือ” ต้องทั้งฟันคม เล็บแหลม และหัวใจนักล่า ไม่ใช่แค่มีสูตรอาหารดีๆ ในครัว
ดังนั้น “พิมพ์เขียว” ของการที่จะผงาดเป็น “เสือ” ที่ต้องทำทันที
1. Big Reset หนี้ครัวเรือน
มีการพูดกันมาหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้แต่ในทางปฏิบัติจะนำไปสู่ผลที่จับต้องได้หรือไม่คือคำถามใหญ่
แนวคิดไม่ได้แตกต่างกันมาก นั่นคือการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อ NPL ไปบริหาร
ทางออกนี้มีเหตุมีผลของตัวเอง เพราะหนี้ครัวเรือนระดับสูงคือกับดักการบริโภค
แต่ต้องระวัง moral hazard หรือ “ความเสี่ยงด้านศีลธรรม” อันหมายถึงการทำให้คนไทยเคยชินกับวัฒนธรรมพึ่งพาจนไม่คิดจะทำอะไรด้วยตนเอง
เมื่อประชาชนบางส่วนเชื่อว่าอย่างไรเสียรัฐบาลก็ต้องมาอุ้มเรา เราจึงสร้างหนี้อย่างไม่รับผิดชอบต่อไป
ดังนั้น การล้างหนี้ต้องมาพร้อมวินัยการเงินใหม่ และการยกระดับรายได้ ไม่ใช่แค่การแจกเงิน
2. อุตสาหกรรมใหม่ต้อง “ลึก” ไม่ใช่แค่ “ประกอบ” การดึงเซมิคอนดักเตอร์เข้ามาเป็นต้นน้ำสำคัญ ไทยต้องไม่หยุดที่โรงงานแพ็กเกจจิ้ง แต่สร้าง supply chain ภายในประเทศ
โลกกำลังแข่งขันกันรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีนและไทยต้องวางตัวอย่างฉลาดในภูมิรัฐศาสตร์
Go Cloud First, Data Center, AI-ทั้งหมดต้องเชื่อมกับการยกระดับผลิตภาพจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขลงทุนตรงจากต่างประเทศหรือ FDI
3. ปฏิรูปกฎระเบียบ : ลดรัฐ เพิ่มการแข่งขัน
ถ้าไม่กล้ารื้อระบบใบอนุญาต สัมปทาน และผูกขาด
ผลิตภาพจะไม่เพิ่ม
ความสะดวกและคล่องตัวในการทำธุรกิจหรือ Ease of Doing Business ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่สโลแกน
4. โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์
รถไฟเหนือ-ใต้
โครงสร้างด้านคมนาคมทั้งหลาย
โครงข่ายพลังงานสะอาด
ทั้งหมดต้องชัดเจน โปร่งใส และคุ้มค่า
โดยเฉพาะการเปิดให้ทำสัญญาซื้อไฟโดยตรง (Direct PPA) เพื่อดึงนักลงทุนเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน ESG สูง
5. ทุนมนุษย์ : จากแรงงานราคาถูกสู่แรงงานทักษะสูง ถ้าไม่เร่ง Upskill/Reskill ไทยจะติดกับดักรายได้ปานกลางถาวร
มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมกับอุตสาหกรรมจริง การศึกษาอาชีวะต้องยกระดับภาพลักษณ์
6. ปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง
นี่คือหัวใจของ “เจตจำนงที่มุ่งมั่นทางการเมือง”
ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่กล้าชนเพราะความกลัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ความเชื่อมั่นจะไม่มาและนั่นแปลว่าการลงทุนเอกชนจะไม่เร่ง
และคำว่า “เสือ” จะเป็นแค่ภาพในอดีต
แต่ก็ต้องไม่ลืมปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความแตกแยกภายใน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าและส่งออกโดยตรง
ไทยต้องขยาย FTA และความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น
แต่ความเสี่ยงอีกด้านคือความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเอง
ถ้ายังจมกับดราม่า พลังงานของประเทศก็จะหมดไปกับเกมการเมือง
เอาเข้าจริงๆ การจะเป็นเสือหรือแมว อยู่ที่ความกล้าหาญและเสียสละของผู้มีอำนาจ
ซึ่งจะนำไปสู่เศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพ, โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง, ภาคเอกชนยังแข็งแรง
ปัญหาไม่ใช่ “ไม่มีทาง” ปัญหาคือ “กล้าหรือไม่”
รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ว่าพร้อมเสียสละผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นเพื่อสร้างอนาคตระยะยาวหรือไม่
หากมีพิม์เขียวชัด มีทีมที่มือถึงและมี “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ที่ไม่สั่นคลอนไทยอาจกลับมาเป็น “เสือ” ได้อีกครั้ง
แต่ถ้ายังประนีประนอมกับระบบเดิม
ยังเกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ ยังไม่กล้าปราบคอร์รัปชั่น เราก็จะยังคงเป็น “แมวเชื่องๆ”
ที่เคยฝันจะเป็นเสือคำราม สุดท้ายก็ได้แค่ร้องครางเบาๆ ท่ามกลางป่าที่ดุเดือดขึ้นทุกวัน
แล้วรัฐบาลใหม่จะต่างอย่างไร? นี่คือจุดชี้ชะตา
ถ้ารัฐบาลใหม่เพียง “สานต่อ” แต่ไม่ “เร่งเครื่อง” ไม่กล้าถอนรากถอนโคนการโกงกินที่เป็นมะเร็งร้ายของแผ่นดิน ผลลัพธ์จะไม่ต่างจากเดิม
การเป็น “เสือ” ไม่ได้ต้องการแค่แผนดี แต่ต้องการการตัดสินใจที่ยอมรับความเจ็บปวด
จุดหมายที่อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เขียนถึง Financial Times สัปดาห์ก่อนหลังจากสื่ออังกฤษแห่งนี้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ว่าไทยเป็น Sick Man of Asia สะท้อนวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยพูดและนำเสนอไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางของสภาพัฒน์นัก
แต่การเมืองภายในทำให้ momentum ไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลใหม่ต้องเรียนรู้บทเรียนนี้
ไม่ใช่แค่พูดว่า “เอกชนจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญ”
แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้เครื่องยนต์นั้นหมุนเร็วขึ้นจริงๆ
จะเป็นเสือหรือจะถูกอดีตลากกลับไปในหลุมดำเดิม?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่คำขวัญ แต่อยู่ที่ 3 คำถามง่ายๆ
จะกล้าเจรจรต่อรองและเอาจริงกับกลุ่มผลประโยชน์หรือไม่?
จะกล้าปฏิรูปกฎระเบียบอย่างจริงจังหรือไม่?
จะสร้างความต่อเนื่องของนโยบายให้เกินวาระรัฐบาลหรือไม่?
ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ไทยมีศักยภาพกลับมาเป็นเสือ
แต่ถ้าการเมืองยังประคองดุลอำนาจ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด
อุปสรรคเดิมจะกลับมาหลอกหลอนรัฐบาลใหม่เช่นเดียวกับที่ผ่านมา
และคำว่า “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” จะยังคงเป็นเพียงตำนานที่เล่ากันในอดีต
จะมีทีม “มืออาชีพ” กี่คนก็เอาการเมืองสกปรกไม่อยู่
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “ไทยมีศักยภาพไหม?”
แต่คือ “รัฐบาลใหม่กล้าพอไหม?”
