กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
เดิมเขามีป้ายที่ไซต์ก่อสร้างว่า Under Construction ซึ่งแปลว่า “กำลังสร้างสิ่งใหม่”
แต่วลีนี้ถูกแก้เป็น “Under Destruction” ซึ่งมีความหมายตรงกันข้าม
มันคือกระบวนการที่ “กำลังถูกรื้อทิ้ง”
คำนี้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นธีมของรายงานความมั่นคงล่าสุดในเวที Munich Security Conference
มันไม่ใช่ถ้อยคำที่ตั้งขึ้นเพื่อความสะดุดตา
หากแต่เป็นคำวินิจฉัยสภาพโลกในห้วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอนพร้อมกันหลายด้านพร้อมๆ กัน
โลกหลังสงครามเย็นเคยเชื่อมั่นว่า ประวัติศาสตร์กำลังเคลื่อนไปสู่การบูรณาการที่กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้น
อีกทั้งยังจะนำไปสู่เสรีภาพทางการค้า การขยายตัวของประชาธิปไตย และสถาบันพหุภาคีจะค่อยๆ ทำให้ความขัดแย้งลดระดับลง
แต่นั่นเป็นแค่ความคิดในอุดมคติ…
เพราะในความเป็นจริง วันนี้บรรยากาศกลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม
ระเบียบโลกที่เคยถูกมองว่าแม้ไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็ยังคงพอจะประคับประคองให้เดินหน้าไปได้เพราะทุกคนต่างควรจะมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการสร้างสันติภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภายใต้บรรยากาศของการมี “กติกา” ที่เป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล
อันเป็นที่มาของคำว่า Rules-Based World Order แต่วันนี้ พอประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นครองอำนาจในสหรัฐ “ระเบียบโลก” ที่ว่านี้กำลังถูกตั้งคำถามทั้งในเชิงประสิทธิภาพและความชอบธรรม
สิ่งที่กำลังถูกทำลายไม่ใช่เพียงอาคารหรือเมืองจากสงคราม หากคือความเชื่อในกติกาสากลที่เคยกำหนดพฤติกรรมของรัฐต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี 1945 หลักการไม่รุกรานดินแดนผู้อื่น การเคารพอธิปไตย และการแก้ไขข้อพิพาทผ่านกลไกระหว่างประเทศกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก
จุดปะทุปรากฏให้เห็นในหลายๆ มุมโลก
เช่น ความขัดแย้งทางทหารในยุโรปตะวันออก
ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง
และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออก
ล้วนสะท้อนว่า การใช้กำลังยังคงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่หลายประเทศพร้อมจะหยิบใช้โดยไม่ลังเล
เมื่อมหาอำนาจให้ความสำคัญกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” มากกว่าพันธกรณีระหว่างประเทศ ระบบกติกาที่เคยยึดโยงความมั่นคงจึงเริ่มสั่นคลอน
ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจโลกซึ่งเคยเป็นเสาหลักของความเชื่อมโยงกำลังเปลี่ยนทิศทางจากประสิทธิภาพสู่ความระแวดระวัง ไม่มีใครไว้ใจใคร
นโยบายลดความเสี่ยง การย้ายฐานการผลิต และการสร้างห่วงโซ่อุปทานคู่ขนานกำลังกลายเป็นแนวปฏิบัติใหม่
การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ได้แปรสภาพจากการแข่งขันทางธุรกิจไปสู่การแข่งขันเชิงความมั่นคง
เมื่อเทคโนโลยีถูกมองเป็นยุทธปัจจัย รัฐจึงก้าวเข้ามากำกับมากขึ้น
การค้าเสรีในความหมายเดิมจึงถูกแทนที่ด้วยการคัดเลือกพันธมิตร ใครจะคบกับใคร ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์หรือหลักคิดเรื่องมนุษยธรรมหรือความร่วมมือกันอีกต่อไป
โลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ที่เคยเป็นเสาหลักของการสร้างโลกแห่งความเฟื่องฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมอาจจะไม่ได้สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง แต่กำลังแตกแขนงออกเป็นหลายเครือข่ายที่ไม่เชื่อมต่อกันอย่างราบรื่นเช่นเดิม
ความเปราะบางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นภายในแต่ละประเทศอีกด้วย
ภายในหลายสังคม ความแตกแยกทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันรัฐได้กัดกร่อนเสถียรภาพภายในอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อรัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากฐานเสียงที่ไม่พอใจ นโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวจึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม
วงจรนี้ทำให้ความตึงเครียดระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันและกันซึ่งเป็นทุนสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัฐจึงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
สงครามข้อมูล การโจมตีไซเบอร์ และการบิดเบือนข่าวสารยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างสันติภาพกับความขัดแย้งเลือนราง
โลกกำลังเคลื่อนไปสู่สภาพที่การแข่งขันและการแย่งชิงโอกาสเป็นเรื่องปกติ และความร่วมมือกลายเป็นข้อยกเว้น
ในบริบทเช่นนี้ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองจำกัดย่อมเผชิญความท้าทายมากกว่ามหาอำนาจ
ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูงย่อมไม่อาจแยกตัวออกจากแรงสั่นสะเทือนของระบบโลก
หากเศรษฐกิจหลักชะลอตัว ความต้องการสินค้าจากไทยย่อมลดลง
หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลาม ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงไทยกับภูมิภาคอื่นย่อมได้รับผลกระทบ
และหากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจรุนแรงขึ้น ไทยอาจถูกกดดันให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโลกจะกลับไปสู่สภาพเดิมได้หรือไม่ หากแต่คือไทยจะปรับตัวอย่างไรในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐาน
ประการแรก เสถียรภาพภายในต้องได้รับการยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ
ความต่อเนื่องของนโยบาย ความโปร่งใสของสถาบันและความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมคือเงื่อนไขพื้นฐานของความเชื่อมั่นจากทั้งประชาชนและนักลงทุน ในโลกที่ความเสี่ยงเพิ่มสูง นักลงทุนจะเลือกประเทศที่มีความแน่นอนมากที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มีคำสัญญามากที่สุด
ประการที่สอง ไทยต้องกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง การพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่งทำให้ประเทศเปราะบางต่อความผันผวนภายนอก
การขยายตลาดสู่ภูมิภาคใหม่ การสร้างข้อตกลงการค้าเพิ่มเติม และการพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูงจะช่วยลดแรงกระแทกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะทำให้ไทยไม่เพียงเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
ประการที่สาม นโยบายต่างประเทศแบบสมดุลต้องได้รับการปรับให้สอดคล้องกับโลกหลายขั้ว
ความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายโดยไม่ตกอยู่ในวงจรการแข่งขันของมหาอำนาจเป็นศิลปะที่ไทยเคยใช้มาในอดีต
แต่ในสภาพแวดล้อมที่ความตึงเครียดรุนแรงขึ้น การวางตัวเป็น “สะพาน” ระหว่างขั้วต่างๆ จะต้องมาพร้อมกับความชัดเจนในผลประโยชน์ของตนเอง
ไทยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระยะสั้น
ประการที่สี่ ความมั่นคงไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ
การโจมตีทางไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร
หากระบบไฟฟ้า ระบบการเงิน หรือโครงข่ายสื่อสารถูกโจมตี ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินในอดีต
ต้องย้ำอีกว่าการเตรียมความพร้อมด้านนี้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น
ท้ายที่สุด การลงทุนในทุนมนุษย์คือเกราะป้องกันที่ยั่งยืนที่สุด
โลกที่ไม่แน่นอนต้องการแรงงานที่ปรับตัวได้เร็ว
การศึกษาที่เน้นทักษะวิเคราะห์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์จะเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ประเทศที่ประชากรมีศักยภาพสูงย่อมรับมือกับแรงกระแทกภายนอกได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรหรือแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว
“Under Destruction” จึงไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าระบบโลกจะล่มสลายโดยฉับพลัน หากแต่เป็นคำเตือนว่ากระบวนการกัดกร่อนกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ
และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราสัมผัสได้ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย การเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้อาจทำให้ประเทศตกอยู่ในสถานะตั้งรับอย่างเดียว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์แห่งการจำนนโดยแท้
แต่การมองเห็นความเสี่ยงอย่างชัดเจนและวางยุทธศาสตร์เชิงรุกจะเปิดพื้นที่แห่งโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ในโลกที่กำลังถูกทำลายไปแล้วบางส่วน
ประเทศที่สามารถสร้างเสถียรภาพภายใน กระจายความเสี่ยงภายนอก และยกระดับศักยภาพของประชาชนจะไม่เพียงอยู่รอด
หากแต่อาจก้าวขึ้นมาอย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
ท่ามกลางซากปรักหักพังของระเบียบเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
