bg-single

‘อย่าขัดจังหวะศัตรู เมื่อเขากำลังพลาดพลั้ง…’

17.04.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ผมเขียนคอลัมน์นี้ในวันที่สหรัฐกับอิหร่านประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์เพื่อนำไปสู่การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพ “ถาวร”

เส้นทางจาก Pause ถึง Peace นั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อนนัก จึงไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า ในท้ายที่สุดจะมีการตกลงกันได้อย่าง “ถาวรและจริงใจ” แค่ไหน

จากวันที่ผมเขียนถึงวันตีพิมพ์ถึงมือผู้อ่านยังมีเรื่องที่ “คาดไม่ถึง” อีกมากมาย

จึงขอละเว้นที่จะประเมินความเป็นไปได้ของ “สันติภาพที่ยั่งยืน” ไม่เพียงแต่สำหรับคู่กรณีหลักเท่านั้น แต่รวมไปถึงภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งสิ้นทั้งปวงด้วย

แต่ที่สะกิดใจผมอยู่คือ ปกของนิตยสาร The Economist เล่มก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์ที่มีรูปของทรัมป์กับสี จิ้นผิง พร้อมประโยค

Never interrupt your enemy when he’s making a mistake

“อย่าขัดจังหวะศัตรูของคุณ เมื่อเขากำลังทำผิดพลาด”

ซึ่งถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

หนึ่งในคำถามใหญ่นาทีนี้คือ จีนมีบทบาทเบื้องหลังในสงครามอิหร่านรอบนี้อย่างลึกซึ้งและแนบเนียนเพียงใด

คำพูดประโยคนี้ซ่อนความหมายว่าจีนกำลัง “นั่งบนภู ดูเสือกัดกัน”

แต่ใครที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็คงบอกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น

คำคมเรื่องอย่าไปขัดจังหวะศัตรูของคุณ หากเขากำลังทำอะไรผิดพลาด สะท้อนบทเรียนจากนโปเลียนสู่สงครามอิหร่าน

และเกมยาวของจีนที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า The Long Game

ประโยคขึ้นปกนิตยสารดังของอังกฤษวลีนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทะเฉียบคมของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 19 เท่านั้น หากแต่เป็นแก่นแท้ของยุทธศาสตร์ที่ยังคงใช้ได้อย่างน่าทึ่งในโลกศตวรรษที่ 21

เรื่องเล่าว่าด้วยที่มาของคำพูดนี้ มักโยงไปถึงยุทธการที่ Battle of Austerlitz ซึ่งกองทัพของนโปเลียนใช้กลยุทธ์หลอกล่อให้ศัตรูละทิ้งตำแหน่งที่ได้เปรียบ ก่อนจะโจมตีสวนกลับอย่างร้อนแรงและได้ผลยิ่ง

ไม่ว่าวลีคมคายนี้จะถูกเอ่ยขึ้นจริงกลางสนามรบหรือไม่ ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมันย่อมชัดเจนยิ่ง

นั่นคือ บางครั้ง “การไม่ทำอะไรเลย” อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลที่สุด

และวันนี้ บทเรียนนี้ก็ถูกนำมาใช้ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ โดยผู้เล่นที่อดทนที่สุดในเวทีโลกนั่นคือ จีน

คนที่ติดตามยุทธศาสตร์จีนบอกว่าการที่ปักกิ่ง “นิ่ง” อาจไม่ใช่เพราะงุนงงหรืออ่อนไหว แต่เพราะเข้าใจเกมมากกว่าตัวละครที่กำลังพันตูกันอยู่

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านถูกนำเสนอโดยผู้สนับสนุนในวอชิงตันว่าเป็น “โอกาสทอง” ในการปรับโครงสร้างตะวันออกกลาง

เพื่อกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านให้สิ้นสงสัย

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าอเมริกาเปิดหน้าลุยอิหร่าน ก็เท่ากับเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ไปยังจีนว่าอำนาจทางทหารของอเมริกายังคงเหนือกว่าอย่างไร้ข้อกังขา

ฝ่ายเหยี่ยวในอเมริกาสร้างภาพว่า สงครามนี้จะทำให้จีน “หวาดกลัว” ต่อการควบคุมเส้นทางพลังงานของสหรัฐ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ

และจะทำให้พันธมิตรของจีนตั้งคำถามว่า ปักกิ่งสามารถปกป้องพวกเขาได้หรือไม่

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน ภาพที่ปรากฏกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

จากมุมมองของปักกิ่ง สงครามนี้ไม่ใช่การแสดงพลัง แต่เป็น “ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” ของวอชิงตันต่างหาก

ฝ่ายจีนกลับมองว่า สหรัฐกำลังติดกับดักที่ตัวเองสร้างขึ้น และจีนไม่ควรเข้าไปขัดจังหวะ

ความผิดพลาดที่จีนเห็นและยินดีปล่อยให้ทรัมป์เดินต่อข้อแรกคือ วอชิงตันกำลังแสดง “พลังที่ไร้ทิศทาง”

ในสายตาของจีน การตัดสินใจเปิดฉากสงครามกับอิหร่านของทรัมป์ไม่ได้สะท้อนถึงความมั่นใจ หากแต่สะท้อนถึง “ความไม่มั่นคง”

เป็นไปได้ว่า จีนเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับจักรวรรดิอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

แม้จะยังมีพลังทางทหารมหาศาล แต่ขาดวิสัยทัศน์และความยับยั้งชั่งใจ

คำขู่ที่เปลี่ยนไปมา นโยบายที่ไม่ชัดเจน และการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่ายุทธศาสตร์ ทำให้สหรัฐเสี่ยงต่อการ “ติดหล่ม” ในสงครามที่ไม่มีจุดจบ

และนี่คือสิ่งที่จีนต้องการเห็น – ไม่จำเป็นต้องเป็นชัยชนะของอิหร่านในความหมายของการสู้รบแบบก่อนเก่า แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ “ความยืดเยื้อ” ของอเมริกา

สีจิ้นผิง คงมองออกว่า สงครามนี้ช่วยจีนอย่างมากตรงที่มันเบี่ยงเบนความสนใจจากเอเชีย

สำหรับจีน เวทีที่แท้จริงของศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ตะวันออกกลาง แต่คือเอเชียตะวันออก

ทุกวัน ทุกสัปดาห์ที่สหรัฐต้องทุ่มทรัพยากรไปกับอิหร่าน คือเวลาที่สูญเสียไปจากการแข่งขันกับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

แค่นั้นก็เท่ากับทรัมป์ช่วยจีนโดยไม่รู้ตัวแล้ว

หากสงครามลุกลาม ไม่ว่าจะเป็นการส่งทหารภาคพื้นดิน การฟื้นตัวของกลุ่มติดอาวุธ หรือการไล่ล่าความสามารถนิวเคลียร์ของอิหร่าน สหรัฐอาจต้องใช้เวลา “หลายปี” ในการดับไฟที่ตัวเองจุดขึ้น

และในช่วงเวลานั้น จีนจะมีพื้นที่ในการขยายอิทธิพลอย่างเงียบๆ

จีนคงมองเห็นจุดอ่อนอีกด้านหนึ่งจากพันธมิตรของอเมริกาที่เริ่มลังเล

สงครามไม่ได้ทำให้พันธมิตรของสหรัฐมั่นใจขึ้น กลับกัน มันสร้างคำถามใหม่ เช่น

อเมริกาเชื่อถือได้แค่ไหน?

การตัดสินใจของวอชิงตันมีเหตุผลเพียงใด?

และพันธมิตรต้องจ่ายราคาเท่าไรสำหรับความ “หุนหันพลันแล่น” นี้?

ราคาพลังงานที่พุ่งสูง วัตถุดิบที่แพงขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดโลก ล้วนเป็นต้นทุนที่ประเทศพันธมิตรต้องแบกรับทั้งสิ้น

คำถามที่จีนคงหวังว่าจะตามมาคือ ประเทศเหล่านี้จะ “ระวังตัว” มากขึ้นในการเผชิญหน้ากับจีนหรือไม่?

จะว่าไปแล้ว จีนไม่ได้แค่ “ดู” เฉยๆ แต่กำลัง “เตรียมตัว”

การไม่ขัดจังหวะศัตรู ไม่ได้หมายความว่าอยู่นิ่งเฉย

ตรงกันข้าม จีนกำลังใช้ช่วงเวลานี้ในการเสริมความแข็งแกร่งของตัวเองในหลายมิติ

เช่น ปักกิ่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน…ด้วยการสร้างคลังสำรองน้ำมันขนาดมหึมาซึ่งมีมากกว่า 1.3 พันล้านบาร์เรล เพียงพอสำหรับหลายเดือน

เป็นที่รู้กันว่า นอกจากนี้ปักกิ่งยังลงทุนอย่างหนักในพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ แสงอาทิตย์ และลม

อีกทั้งยังคงใช้ถ่านหินในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ต้องไม่ลืมว่า จีนยังแอบช่วยอิหร่านด้วยการค้าขายน้ำมันกับประเทศนั้น แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากตะวันตกไม่น้อยตลอดเวลาที่ผ่านมา

จีนน่าจะมองข้ามช็อตไปถึงโอกาสทางเศรษฐกิจหลังสงคราม

ไม่ว่าจะเป็นโครงการฟื้นฟูในอิหร่านและประเทศอ่าว หรือการขายเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว รวมถึงการขยายตลาดสำหรับอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิตล้นเกิน

ภาพที่โลกหลายส่วนเห็นคือ ขณะที่สหรัฐถูกมองว่า “เอาแน่เอานอนไม่ได้” จีนพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “ความเสถียรแบบคาดการณ์ได้”

กระนั้น ภาพของ “ความนิ่ง” ของจีนก็ไม่ได้แปลว่าสี จิ้นผิง มั่นใจ 100% เพราะลึกๆ แล้วก็น่าจะยังมี “ความกังวล” แฝงอยู่ไม่น้อย

ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อระดับนำทางทหารของจีนติดตามอาวุธยุทโธปกรณ์ที่อเมริกานำมาใช้ถล่มใส่อิหร่านแบบไม่ยั้งมือ ครั้งนี้ย่อมทำให้ปักกิ่งมีความกริ่งเกรงเทคโนโลยีสงครามของสหรัฐไม่น้อย

ข่าวบางกระแสบอกว่า ผู้เชี่ยวชาญจีนประหลาดใจกับการที่กองทัพสหรัฐใช้ AI ในการประสานงานการรบอย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้อเมริกาจะดูสับสนในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในเชิงเทคโนโลยีและการทหารยังล้ำหน้าอยู่มาก

ที่จีนต้องกังวลไม่น้อยคือ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจระดับโลกที่ต้องมีผลกระทบต่อจีนไม่มากก็น้อย

เพราะหากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เศรษฐกิจจีนพึ่งพาการส่งออก ความปั่นป่วนในเศรษฐกิจโลกย่อมจะมีผลกระทบต่อจีนอย่างน่ากลัว

ประเทศอื่นอาจเจ็บมากกว่า แต่จีนก็จะ “เจ็บด้วย”

ในยุทธศาสตร์เชิงลึกแล้ว นักวิเคราะห์รอบๆ สี จิ้นผิง ย่อมจะมีความหวั่นเกรงว่า หากอเมริกากลายเป็น “มหาอำนาจบ้าระห่ำ” ที่ทำลายกติกาที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ก็ใช่ว่าจีนจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

เพราะต้องไม่ลืมว่า จีนเติบโตขึ้นมาได้ระดับนี้ก็ด้วยเพราะภายใต้ระบบโลกที่สหรัฐสร้างและปกป้องมาตลอด

หากระบบนั้นพังลง โลกที่ไร้ระเบียบอาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับจีน

จีนคงกำลังวิเคราะห์หลายชั้นด้วยคำถามที่ว่า อเมริกาจะล่มสลายจริงหรือ?

ในแนวคิดของจีน สงครามนี้อาจจะเร่งอัตรา “การเสื่อมถอย” ของสหรัฐ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางสำนักที่เตือนว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์ก็อาจจะพบอีกทฤษฎีหนึ่งว่าอเมริกามีความสามารถพิเศษในการ “ฟื้นคืนความยิ่งใหญ่” ของตัวเองได้เช่นกัน

นักวิเคราะห์เตือนจีนให้ย้อนกลับไปดูอดีต…จากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ สงครามโลก ไปจนถึงสงครามเย็น สหรัฐมักกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “อเมริกากำลังถดถอยหรือไม่?”

แต่คือมันกำลัง “เปลี่ยนรูปแบบ” หรือเปล่า?

และที่ตอบยากกว่านั้นคือคำถามที่ว่า “จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแบบใด?”

จีนกำลังเดิมพันครั้งใหญ่ – ไม่ใช่แค่กับความผิดพลาดของอเมริกา แต่กับสมมุติฐานว่าอเมริกาจะ “ล้มเหลว” ในโลกที่ตัวเองกำลังทำให้สั่นคลอน

ในเกมมหาอำนาจนั้น ไม่จำเป็นต้องสรุปเหมือนกันทุกครั้งเสมอไป

บางครั้ง “การไม่ขัดจังหวะ” ของศัตรูก็อาจกลายเป็น “การพลาดโอกาส” ที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีกครั้ง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก