บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ผมรู้จักไก่ หรือ “ณฐพล บุญประกอบ” ผู้กำกับ “ทนายปีศาจ” ครั้งแรกปี 2560 ตอนนั้นไก่น่าจะอยู่ New York เขาอินบ็อกซ์ขอสัมภาษณ์ผมในหนังสารคดีแรกของเขาเรื่องวัดธรรมกาย การถ่ายยาว 2 ชั่วโมง แต่ก่อนวันถ่ายจริงๆ ไก่ส่งหนังธีสิสเรื่องคนพิการให้ดูว่างานเขาเป็นอย่างไร
ผมดูงานไก่ชิ้นนั้นแล้วรู้ทันทีว่าไก่ไอเดียดี มีการเลือกประเด็นที่ดี และมีการตั้งคำถามต่อประเด็นที่ดีด้วย ยิ่งคิดทำสารคดีเรื่องธรรมกายยิ่งรู้ว่าไก่ชอบเล่นท่ายาก เพราะตอนนั้นทหารยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ ม.44 ส่งทหารล้อมวัด ปิดสถานีโทรทัศน์ของวัด และสื่อก็รุมด่าวัดธรรมกายทุกวัน
ผมเป็นสื่อไม่กี่คนที่แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการปิดวัดธรรมกาย ไม่ใช่เพราะเป็นลูกศิษย์วัด แต่เพราะการปิดมีแรงจูงใจทางการเมือง ใช้ทหารคุกคาม ปั่นข่าว สร้างวาทกรรม “พุทธแท้/พุทธเทียม” ดูถูกลูกศิษย์วัดว่าโง่ และแม้แต่ กสทช.ยุคทหารยังเคยลงโทษผมเพราะจัดรายการเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป
การพูดเรื่องธรรมกายออกทีวีแทบทุกวันคือการรนหาที่ ทำไปทหารก็หมั่นไส้ คนที่เชื่อว่าตัวเองเป็น “พุทธแท้” ไม่ชอบหน้า กลุ่มใกล้ชิดสถาบันหงุดหงิด เพื่อนร่วมอาชีพมองเป็นตัวประหลาด
การที่ไก่เลือกทำเรื่องนี้จึงบอกว่าเขาเป็นคน Unconventional ที่ชอบทำเรื่อง Inconvenient ทันที
ผ่านไปปีกว่าๆ ไก่ตัดหนังเสร็จและบอกผมว่าจะมีฉาย exclusive ที่ไหนสักแห่ง แต่ผมไม่อยากเดินทาง เลยไม่ได้ไป
หลังจากนั้นไก่ไม่เคยชวนผมไปดูหนังเขาอีก แต่เราเจอกันบ่อยเวลาผมลงพื้นที่รายงานข่าวม็อบราษฎรปี 2563 หรือหลังเวทีปราศรัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และประชาชน
“ทนายปีศาจ” พูดถึงความจริงที่น่ากระอักกระอ่วนในสังคมไทย ทุกสถาบันล่มสลาย ทหารรับส่วย ตำรวจค้ามนุษย์ รัฐมนตรีรับเงินจีนเทา ผู้พิพากษารับสินบน ทนายใช้พยานเท็จ หมอสร้างหลักฐานปลอม นายทุนประมงใช้แรงงานทาส พระเชื่อไม่ได้ และเหลือแค่ 2 สถาบันที่หนังยังไม่แตะตรงๆ
นอกจากจะพูดถึงความล่มสลายแทบทุกสถาบัน “ทนายปีศาจ” ยังเล่าว่าความล่มสลายเป็นเรื่องของ “เครือข่าย” ที่กินเวลา 2 ชั่วคน พูดสั้นๆ จีนเทาจ่ายตำรวจชั่ว เลี้ยงผู้พิพากษาชั่ว, นักการเมืองชั่ว และรัฐมนตรีชั่ว โดยทหารระดับนายพลดีลกับทุกคนและ Last Boss นานจนดันลูกเขยเป็นนายพลอีกที
อย่างไรก็ดี “ทนายปีศาจ” ไม่ได้เล่าว่า Last Boss เป็นใครและทำอะไร ไม่มีแม้สักคำพูดถึงตัวละครนี้
แต่หนังทำให้เรารู้ถึงการมีอยู่ของ Last Boss ผ่านการมีอยู่ของ “อำนาจ” ที่ใหญ่ขั้นทหารตำรวจระดับนายพลเป็นลูกน้องหมด
ซึ่งก็หมายความว่าใหญ่กว่ารัฐมนตรีและผู้พิพากษาที่ตำรวจดีลด้วยอีกที
ใ
นซีรีส์เรื่องนี้ ทุกครั้งที่ใครไม่อยากทำอะไร ตัวละครฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าแค่พูดประโยคสั้นๆ ที่สื่อว่าอย่าทำให้ Last Boss ผิดหวังก็ทำให้ทุกคนทำสิ่งที่ไม่อยากทำได้ทันที “อำนาจ” ของ Last Boss เหมือนอากาศที่ไม่เห็นแต่มีอยู่ตลอดเวลา จนทุกคนรู้โดยไม่ต้องใช้คำพูดแทนว่า “คนที่คุณรู้ว่าใคร”
“อำนาจ” ของ Last Boss มีมากขนาดไหน คำตอบคือ มีมากจนฉากจบทำให้ขนาดพลตำรวจเอกจบแบบขัดขืนอะไรไม่ได้ ต่อให้จะเป็นพลตำรวจเอกที่ใหญ่จนจีนเทาจ่ายส่วย, ร่วมค้ามนุษย์, ขู่ฆ่าผู้พิพากษา, ขู่หัวหน้าพรรค, ขู่รัฐมนตรี และอยู่เบื้องหลังแรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมง
ในฉากสุดท้ายที่ Last Boss แสดงอำนาจ ตัวละครเอกทุกตัวใน “ทนายปีศาจ” กลายเป็นคนไร้อำนาจไปหมด จิตตรีที่แสนห้าวกลายเป็นผู้หญิงขี้กลัวเชื่องๆ เมฆซึ่งอ่อนแออยู่แล้วยิ่งอ่อนแอลงไปอีก
ตัวละคนที่มีอำนาจเหนือคนอื่นมีแค่ตัวละครที่เข้าถึง Last Boss โดยตรงเท่านั้นเอง
The Guardian วิจารณ์ว่า “ทนายปีศาจ” นำเสนอตัวละครร้ายให้ร้ายเกินจริง ส่วนปฏิกิริยาคนไทยคือเรื่องจริงยิ่งกว่าหนัง คนจำนวนมากจึงชมว่าหนังดีที่กล้าพูดตรงไปตรงมา
แต่คำถามคือถ้าหนัง “ตรงไปตรงมา” ทำไมไม่พูดตรงๆ ถึง Last Boss ทั้งที่ผู้กำกับทำให้คนดูรู้สึกถึงการมีอยู่ตลอดเวลา?
คาร์ล ชมิทท์ คือนักคิดที่โด่งดังจากการเสนอว่า ปกติแล้วเราไม่สามารถรู้ว่า “อำนาจที่แท้จริง” ในสังคมอยู่ที่ใคร อำนาจปรากฏเวลาสังคมวิกฤตจนกฎเกณฑ์แทบพังทลายหมด
แต่ในแง่สุนทรียศาสตร์ ชมิทท์เคยเขียนเรียงความ Hamlet or Hecuba พูดถึงเชกสเปียร์และเทพปกรณัมกรีกอย่างน่าสนใจ
สรุปสั้นๆ ชมิทท์บอกว่าเชกสเปียร์เขียนแฮมเล็ตจากการคุกคามของเวลา (The Intrusion of Time) ผลงานเชกสเปียร์เกิดใต้สภาพสังคมยุคเอลิซาเบธที่มีเรื่องต้องห้ามเยอะไปหมด เชกสเปียร์ให้แฮมเล็ตเฝ้ามองละครเร่ฉากเฮคิวบาร่ำไห้เพื่อสะท้อนภาวะที่แฮมเล็ตทำอะไรโลกที่เคียดแค้นไม่ได้เลย
โลกในแฮมเล็ตคือโลกที่ทุกอย่างล่มสลาย ตัวละครสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมทั้งความเชื่อมั่นในอำนาจที่จะแก้ไขปัญหาในยุคสมัยหนึ่งๆ มนุษย์ในละครคือมนุษย์ในภาวะจนตรอกที่เห็นว่าความล่มสลายทุกอย่างปรากฏ และแม้แต่ความเชื่อมั่นในความหวังไม่มีหลงเหลืออีกต่อไป
อำนาจในแฮมเล็ตเป็นสิ่งลึกลับ (Mythical) เพราะเชกสเปียร์ต้องพูดถึง “ความสิ้นหวัง” ในยุคเขาโดยไม่ให้ผู้อ่านรู้ว่าเขาคิดถึงสังคมยุคนั้นอย่างไร เฮคิวบาคือวิธีที่เชกสเปียร์เปรียบเปรยความแค้นของแฮมเล็ต เพื่อแสดงความสิ้นหวังของเขาผ่านความสิ้นหวังในจักรวาลของแฮมเล็ตเอง
“ทนายปีศาจ” ถูกชมในแง่การแสดงลื่นไหล, บทดีเลิศ, งานสร้างประณีต และองค์ประกอบที่ “สมจริง” แต่การพูดถึง “ความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน” พบได้แต่ใน OTT ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รัฐยังควบคุมไม่ได้ หรือแปลว่าเนื้อหาแบบนี้อาจไม่เกิดในช่องทางปกติที่ กสทช.และรัฐมีอำนาจควบคุม
ถ้าไม่นับตัวละครฝั่งผู้มีอำนาจ ตัวละครส่วนใหญ่ใน “ทนายปีศาจ” คือคนหนุ่มสาวที่ต้องดิ้นรนพยุงอุดมการณ์ของตัวเองท่ามกลางโลกที่ทุกอย่างล่มสลาย เพลงประกอบหนังจึงพูดเรื่องคนเราเกิดเป็นผ้าขาว แต่สะสมรอยเปื้อนจากสีเทาเป็นสีดำสนิท ซึ่งก็คือโลกที่ไม่มีอุดมคติหลงเหลืออีกต่อไป
หลังจากพาผู้ชมตื่นเต้นกับการตีแผ่ระบบยุติธรรม ระดับผู้พิพากษาไม่รับเงินก็โกหกเพื่อเบี่ยงเบนคดี “ทนายปีศาจ” ทำให้ความจริงไม่มีความหมายกับตัวละครแทบทั้งหมด คนที่รอดคือคนที่โกหกเพื่อเอาตัวรอดหรือ “อยู่เป็น” ซึ่งในที่สุดจะพบว่าตัวเองเป็นโครงสร้างส่วนล่างสุดของ Last Boss อยู่ดี
ทนายปีศาจพูดถึงคนรุ่นใหม่ที่สู้กับปีศาจ แต่แทบทุกคนจบโดยเป็นพวกเดียวกับปีศาจ, นึกว่าชนะแต่แพ้ตอนจบ, ถูกอุ้มหายไปเฉยๆ, เดินตามหาจุดหมายอย่างไม่รู้จุดหมาย ส่วนตัวละครที่ต่อสู้กับระบบก็ทำได้เพราะมีแม่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือพูดง่ายๆ คือเป็นคนมีแบ๊กดี
ทนายปีศาจพูดถึงการเมืองปีศาจในสังคมที่แทบทุกสถาบันหลักเป็นสถาบันปีศาจ คนที่สู้กับระบบจบด้วยการต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในระบบ ผู้บริสุทธิ์คับแค้นจนตาย คนดีอยู่ในระบบไม่ได้ และในที่สุดรัฐพันลึกคือผู้มีอำนาจสูงสุดฝ่ายเดียวที่เป็นผู้กำหนดเกม
ทนายปีศาจพูดถึงยุคสมัยปีศาจที่วัดใจคนทุกฝ่ายควรปล่อยให้สีดำครอบคลุมประเทศ หรือหาทางทำให้ประเทศขาวขึ้นเท่าที่จะได้ให้มากที่สุดในปัจจุบัน
