ต่างประเทศ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยแพร่ข้อความผ่านทางทรูธ โซเชียล ประกาศความตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง ตามด้วยการให้สัมภาษณ์ในวันถัดมาว่า “ความตกลงถูกลงนามไปเรียบร้อยแล้ว และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดเป็นปกติได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้”
แต่เสียงสะท้อนกลับจากความตกลงสงบศึกที่ว่านี้กลับไม่ได้เป็นเรื่องดีเสียทั้งหมด
สาเหตุสำคัญเนื่องจากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของความตกลงดังกล่าว ทำให้เกิดรายงานข่าวสะพัดว่า ทรัมป์ ยินยอมตามความต้องการของทางการอิหร่าน และตัดสินใจเลื่อนการเจรจาหาข้อตกลงสำคัญเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ออกไปเป็นการเจรจาในอนาคต
ดังนั้น แม้ว่าทุกฝ่ายจะยินดีกับการยุติสงคราม แต่ก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า “บันทึกความเข้าใจ” (เอ็มโอยู) ที่ทำขึ้นในครั้งนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามหลักๆ สำคัญๆ หลายประการมากจนเกินไป
ตามรายงานข่าวที่เล็ดรอดออกมาจนถึงขณะนี้ ความตกลงดังกล่าวนั้นประกอบด้วย การยุติการใช้กำลังทางเรือปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน แลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ในขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านกับการยกเลิกแซงก์ชั่นเศรษฐกิจต่ออิหร่าน จะปรากฏในอีก 60 วันข้างหน้า
ซึ่งส่งผลให้ความตกลงครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ไม่ยอมต่อรองเรื่องสำคัญได้แต่หวังแค่ผลประโยชน์ซึ่งหน้าแทน
เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์เมื่อ 15 มิถุนายน เมื่อถูกถามว่าอิหร่านตกลงหรือไม่ที่จะไม่นำยูเรเนียมมาเข้ากระบวนการทำให้เข้มข้นแล้ว โดยอ้างว่า “ตอนนี้พวกเขาตกลงที่จะกำจัดคลังยูเรเนียมเข้มข้น และถ้าหากพวกเขาไม่ได้ทำไปจนถึงจุดที่ตกลงกัน พวกเขาก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นๆ เป็นการตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้”
และอ้างว่ามีรายละเอียดทางเทคนิคอีกมากจนต้องรอไปอีก 2 เดือนถึงจะมีการเปิดเผยได้ และยืนกรานหนักแน่นว่า อิหร่านไม่ได้เงินอเมริกันแม้แต่เพนนีเดียว
ที่น่าสนใจคือ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หนาแน่นที่สุดกลับมาจากอิสราเอล มิตรร่วมรบของสหรัฐอเมริกาเอง
“เยดอต อะบราโรนอต” หนังสือพิมพ์อิสราเอล ถึงกับระบุว่า ความตกลงครั้งนี้เป็น “ความตกลงที่เลวร้าย” และชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ทางการอิสราเอลไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงนี้
เบซาเรล สโม ทริชช์ รัฐมนตรีคลังอิสราเอลยืนยันว่า ความตกลงนี้ “แย่สำหรับอิสราเอล” และ “โลกเสรีทั้งปวง” ในขณะที่ยืนกรานพร้อมกันไปว่า จะยังคงดำเนินความพยายามต่อไปเพื่อล้มล้างระบอบปกครองของอิหร่าน
กาดี้ ไอเซนคอต หัวหน้าพรรคยัสฮาร์ พรรคร่วมรัฐบาลระบุว่า สัญญาที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ให้ไว้กับสิ่งที่ปรากฏในความตกลงครั้งนี้ “ห่างกันไกลมาก”
ที่สำคัญก็คือ อิสราเอลแสดงเจตนาชัดเจนว่า ไม่ได้มองว่าอิสราเอลต้องถูกผูกมัดเข้ากับความตกลงครั้งนี้
ไอตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะไม่ถอนตัวออกจากพื้นที่ที่ยึดได้ในเลบานอน
ในขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมยืนกรานชัดเจนว่า กองทัพอิสราเอลจะอยู่ในเลบานอน “ไม่มีที่สิ้นสุด”
ในส่วนของสหรัฐอเมริกาเอง ผู้นำเสียงข้างน้อยจากพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาอย่าง ชัค ชูเมอร์ ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้เปิดเผยรายละเอียดของความตกลงครั้งนี้โดยเร็ว ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า สหรัฐอเมริกาได้อะไรบ้างจากการทำความตกลงนี้
ในขณะที่คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกเดโมแครตเช่นเดียวกัน ยืนกรานว่า เอ็มโอยูนี้ก็คือการยอมแพ้ต่ออิหร่าน เท่านั้นเอง
เมอร์ฟีอ้างว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่การยินยอมที่ “มีความหมาย” ใดๆ เพราะก่อนหน้าที่จะมีสงครามช่องแคบฮอร์มุซก็เปิดเสรีอยู่ก่อนแล้ว
เขาเตือนด้วยว่า การยินยอมให้อิหร่านเข้าถึงเงินทุนที่เคยถูกอายัดไว้ในสหรัฐอเมริกา อาจทำให้สหรัฐอเมริกาอยู่ในจุดที่เสียเปรียบในการเจรจาต่อรองในอนาคต
แม้แต่นักการเมืองจากพรรครีพับลิกันเอง อาทิ วุฒิสมาชิก ลินด์เซย์ แกรฮ์ม ก็โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า แม้จะพอใจที่ตกลงกันได้ แต่ก็ยังกังวลอยู่ไม่น้อยว่า ทัศนะของอิหร่านในความตกลงกับของฝ่ายอเมริกัน ดูเหมือนจะแกตกต่างกันอยู่อย่างมากจากที่ทีมเจรจาอ้างเอาไว้
สภาพการณ์คลุมเครือเหล่านี้ทำให้ความตกลงครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ฮามิดเรซา อาซิซี ผู้เชี่ยวชาญอิหร่านประจำองค์กรวิชาการ เอสดับเบิลยูพี ในเบอร์ลิน ระบุว่า ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่า ความตกลงนี้จะมีผลผูกพันอย่างต่อทั้งสองฝ่าย
“เพราะยังมีช่องโหว่ให้เกิดความเข้าใจผิดกันอยู่มาก รวมถึงการคาดคำนวณที่ผิดพลาดก็เป็นไปได้อีกด้วย”
เนต สวอนสัน ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์อิหร่าน ของสถาบันความมั่นคงในตะวันออกกลาง สโครว์ครอฟต์ ระบุว่า ความตกลงครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรงลงชั่วคราว และฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือ
แต่ปล่อยให้ประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญไม่ได้ถูกเตะต้อง
มีขึ้นมาเพื่อ “ซื้อเวลา” มากกว่าจะยุติความขัดแย้ง ไม่ว่าจะในประเด็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ประเด็นเรื่องการแซงก์ชั่น และการบริหารจัดการด้านความมั่นคงในระยะยาว
ซึ่งหากไม่มีการเสริมเพิ่มเติมใดๆ ก็ยากที่จะคงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง
เป็นความตกลงที่ทำขึ้นเพื่อให้ล้มเหลวโดยแท้
