bg-single

เมือง ‘ของ’ อนาคต

19.06.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

แม้ครั้งนี้ผมจะไม่มีโอกาสกลับไปร่วมรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

แต่ก็ยังติดตามการแข่งขัน ข้อเสนอ และวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเมืองของผู้สมัครแต่ละคนอย่างใกล้ชิดจากอีกฟากหนึ่งของโลก

อันที่จริงแล้ว ในช่วงหลังมานี้ ผมพบว่าตัวเองติดตามการเมืองระดับเมืองมากกว่าการเมืองระดับชาติเสียอีก ตั้งแต่กรุงเทพมหานคร นครนิวยอร์ก กรุงปารีส เมืองมิวนิก ไปจนถึงกรุงโซล

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระหว่างที่อยู่ Harvard ผมมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของ Bloomberg Center for Cities อยู่บ่อยครั้ง

ได้ฟังนายกเทศมนตรีและผู้นำเมืองจากหลากหลายประเทศมาแบ่งปันประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และความท้าทายในการบริหารเมือง ทำให้ผมเริ่มสนใจคำถามเรื่องเมืองอย่างจริงจังมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดและนโยบายส่วนใหญ่ที่ผมได้เห็นจากเมืองต่างๆ มักมุ่งไปที่ “เมืองแห่งอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชนแห่งใหม่ การพัฒนาเมืองรอบสถานีรถไฟ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำและน้ำท่วม การพัฒนาที่อยู่อาศัย การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือการออกแบบเมืองให้รองรับการเติบโตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นความพยายามในการตอบคำถามว่า เมืองจะเติบโตอย่างไร จะเดินทางสะดวกขึ้นอย่างไร จะดึงดูดการลงทุนอย่างไร หรือจะรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างไร

แต่ยิ่งติดตามเรื่องเมืองมากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า นั่นคือ เมืองแห่งนี้กำลังสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อไป

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากคำถามว่าเราอยากอยู่ในเมืองแบบไหนแล้ว ผมเริ่มสนใจมากขึ้นว่าเราอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาในเมืองแบบใด เมืองของเด็กๆ เมือง “ของ” อนาคต

และนั่นคือจุดที่ทำให้ผมเริ่มสนใจการบริหารเมือง และมองอีกมุมว่าถ้าเราคิดแบบ “เมืองของอนาคต” แทนที่การมองแบบ “เมืองแห่งอนาคต” หน้าตา รูปแบบนั้นจะต่างไปอย่างไรบ้าง

ประจวบกับการมาใช้ชีวิตพ่อกับลูกสาว ช่วงตลอดภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมอยู่ที่เมือง Brookline รัฐแมสซาชูเซตส์ เมืองเล็กๆ ที่อยู่ติดกับนครบอสตัน และได้รับการจัดอันดับอย่างสม่ำเสมอให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดูบุตรหลานในสหรัฐอเมริกา เลยอยากมาเล่าให้ทุกท่านฟังไปในคราวเดียวกัน

สิ่งที่ค้นพบคือ หลายเหตุผลที่ทำให้ Brookline กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เหมาะกับการเลี้ยงดูเด็กที่สุด เกิดจากนโยบายเล็กๆ จำนวนมากที่ถูกออกแบบโดยมีเด็กและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน และบางเรื่องอาจนำไปปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เน้นสร้างคน สร้างอนาคตให้เด็ก มากกว่าสร้าง Mega project โครงสร้างใหญ่มหึมาที่ไม่มีคนใช้

ผมจึงอยากแบ่งปัน 3 สิ่งที่เมืองแห่งนี้มอบให้เด็กทุกคน นั่นคือ โอกาสในการเรียนรู้ โอกาสในการสำรวจโลก และโอกาสในการเติบโตอย่างเป็นอิสระ

1.เรียนรู้ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะของครอบครัว

ลูกสาวของผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนชื่อ Driscoll School of Brookline ต้องบอกตามตรงว่าเรามีความสุขกับโรงเรียนแห่งนี้มาก

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นคือ โรงเรียนรัฐบาลที่นี่ไม่ได้ถูกมองเป็นทางเลือกสำรองสำหรับคนที่ไม่มีเงินเรียนโรงเรียนเอกชน

ตรงกันข้าม ครอบครัวจำนวนมากที่สามารถส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชนได้กลับเลือกโรงเรียนรัฐบาล เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในคุณภาพของระบบ

เมื่อครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในเขตการศึกษาใด เด็กก็มีสิทธิ์เข้าเรียนในโรงเรียนของชุมชนนั้นทันที หลักคิดจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะสอบเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดได้ แต่เป็นการทำให้โรงเรียนของชุมชนดีพอสำหรับทุกคน

สิ่งที่ผมประทับใจคือ “ฟรี” ที่นี่หมายถึงฟรีจริงๆ

ไม่มีค่าเล่าเรียน ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่มีเงินแป๊ะเจี๊ยะ ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากที่ผู้ปกครองต้องคอยกังวล อาหารเช้าและอาหารกลางวันจัดให้นักเรียนทุกคน ห้องสมุด โรงยิม สนามกีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมหลังเลิกเรียน รวมถึงบุคลากรสนับสนุนต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา

และหากครอบครัวใดกำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจ ระบบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วโรงเรียน ยังมีเครือข่ายสนับสนุนด้านอาหารและสวัสดิการที่ช่วยดูแลเด็กและครอบครัวต่อเนื่องไปถึงช่วงวันหยุดและปิดภาคเรียนด้วย ไม่ใช่เฉพาะวันที่มาเรียนอย่างเดียว

ผมชอบที่ห้องเรียนของลูกสะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง เด็กๆ มาจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และฐานะทางเศรษฐกิจ แต่ทุกคนเรียน เล่นกีฬา ทำกิจกรรม และเติบโตไปด้วยกันในโรงเรียนเดียวกัน

ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง โรงเรียนของ Brookline อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ School Committee ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่น งบประมาณ นโยบาย และทิศทางของโรงเรียนจึงเชื่อมโยงกับคนในชุมชนโดยตรง การกระจายอำนาจ

ความยึดโยงกับประชาชนทางการศึกษาน่าจะเป็นหัวเรื่องของมิตินี้ของความเป็นเมือง

2.บัตรห้องสมุดใบเดียว เปิดประตูสู่โลกทั้งใบ

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดอย่างหนึ่งคือบทบาทของห้องสมุดประชาชน ซึ่งเมืองใช้ห้องสมุด หรือ Public Library เป็นเส้นเลือดใหญ่ของความเป็นชุมชนที่นี่

ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าห้องสมุดก็คือห้องสมุด เป็นสถานที่สำหรับยืมหนังสือและหามุมเงียบๆ สำหรับอ่านหนังสือ

แต่หลังจากใช้บริการห้องสมุดของ Brookline อยู่หลายเดือน ผมพบว่าที่นี่มองห้องสมุดแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

วันแรกที่ผมไปสมัครสมาชิก ผมคิดว่าจะได้เพียงบัตรยืมหนังสือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคล้ายบัตรผ่านเข้าสู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ทั้งเมือง

ผ่าน Museum Pass ครอบครัวสามารถเข้าถึงพิพิธภัณฑ์เด็ก Boston Children’s Museum, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Museum of Fine Arts, พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Museum of Science, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ New England Aquarium, สวนสัตว์ Franklin Park Zoo รวมถึงสถานที่ทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของ The Trustees ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด Library of Things ที่เป็นห้องสมุด ให้ยืมตั้งแต่กล้องถ่ายรูป กล้องส่องดาว ชุดทดลองวิทยาศาสตร์ เครื่องมือช่าง ไปจนถึงอุปกรณ์ที่หลายคนอาจใช้เพียงปีละครั้ง เป็นพื้นที่ชุมชนจริงๆ ทำให้คนเห็นคุณค่าของห้องสมุดจริงๆ

ยังไม่รวมกิจกรรมสำหรับเด็กที่มีแทบทุกวัน ตั้งแต่เล่านิทาน ร้องเพลง งานศิลปะ LEGO ชมรมอ่านหนังสือ ไปจนถึงกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ที่กลายๆ คล้าย สถานที่เด็กอ่อนนิดๆ และยังมีบริการดิจิทัลอย่าง Kanopy หนังสือเสียง และ e-books อีกจำนวนมาก

ไม่ต้องมี subscription กับ netflix ใดๆ เพราะหนัง ละคร สารคดี เยอะมากๆ

3.อิสระเริ่มต้นจากความปลอดภัย

ค่อนข้างชัดเจนว่า ที่นี่วางผังเมืองมาให้ปลอดภัย สะดวก คลอบคลุม ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงระบบคมนาคม ผมมักคิดถึง Mega project ลงทุนใหญ่ๆ รถไฟฟ้า ทางด่วน ความเร็วในการเดินทาง หรือการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่ต่างๆ

แต่เมื่อมองผ่านสายตาของพ่อ คำถามกลับเป็นว่า เด็กคนหนึ่งสามารถเดินไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

รอบโรงเรียนมีทางเท้า ทางม้าลาย ป้ายเตือน และเจ้าหน้าที่ช่วยข้ามถนนในช่วงเช้าและเย็น

สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ ห้องสมุด และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ถูกกระจายอยู่ตามย่านที่อยู่อาศัยจนสามารถเดินถึงได้

เด็กอายุต่ำกว่า 11 ปีสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ฟรีเมื่อเดินทางกับผู้ใหญ่ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ทั้งหมดนี้คือ อิสรภาพและการพึ่งพาตนเอง (Mobility freedom and independence) ของเด็กให้ออกไปเรียนรู้ที่จะออกไปสำรวจโลกด้วยตัวเอง

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดหลายเดือนที่อยู่ Brookline ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมเมืองแห่งนี้จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดูเด็กในอเมริกา

คำตอบอยู่ในวิธีคิดของเมืองที่ออกแบบสิ่งต่างๆ ให้เชื่อมโยงกัน ทั้งโรงเรียน ห้องสมุด สวนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ และระบบการเดินทาง ล้วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโต

เมืองแห่งนี้ดูเหมือนจะตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเองอยู่เสมอว่า หากเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาที่นี่ เขาจะมีโอกาสเรียนรู้มากพอไหม เขาจะได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบหรือเปล่า และเขาจะใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยพอที่จะค่อยๆ เติบโตเป็นตัวของตัวเองได้หรือไม่

ยังไงก็ฝาก ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปให้ลองมองเมืองผ่านเลนส์ เมือง “ของ” อนาคต ไม่น้อยกว่า เลนส์ เมือง “แห่ง” อนาคต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : ยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ
ดีลสหรัฐ-อิหร่าน หน้าสุดท้ายของสงคราม กับรอยยับที่ไม่คลาย
ฝ่ายค้าน ‘ขยับ-เขย่า’ ทุกแนว ท้าชน ระบอบบ้านใหญ่ ท้าท้าย รัฐน้ำเงินพันลึก?
เข้าสู่โค้งสุดท้ายสนาม กทม. ชัชชาติยังนำโด่ง ‘นอนมา’ ส้มลุ้น ส.ก. เกินครึ่ง อนุรักษนิยม เทคะแนน มัลลิกา
ดีล มะกัน-อิหร่าน กับกลุ่มประเทศอาเซียน
ทำไมดีลอิหร่านถึงถูกวิจารณ์หนัก ถึงขั้นถูกปรามาสว่าคือการ ‘ยอมแพ้’
ภาระหน้าที่ อภิรัฐมนตรี และองคมนตรี
‘เพื่อไทย’ ลุยต่อ ยื่นร่างแก้ รธน. หลังถูกภูมิใจไทย ‘เท’ ยอมปรับเนื้อหา หวังได้เสียงหนุนลุ้นรับ ‘หลักการ’
เมือง ‘ของ’ อนาคต
การเมืองปีศาจในทนายปีศาจ
E-DUANG | 3 เสาหลัก อันแข็งแกร่ง ภายใต้ ระบอบสีน้ำเงิน