bg-single

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ความรักผ่านปลายปากกาของเกอเต้

25.10.2018

รักของแวร์เธอร์

“ความรักเป็นสิ่งที่นำพาความสุขมาให้เรา แต่กระนั้นมันก็นำพาความเจ็บปวดมาด้วย ไม่มีผู้ใดในโลกที่เราจะทำร้ายเขาได้อย่างแสนสาหัสหรือถูกเขาทำร้ายจนพังทลาย เว้นแต่บุคคลที่เรารักเท่านั้นเอง”

จอห์น อาร์มสตรอง-John Armstrong

 

การครุ่นคิดถึงความรักอย่างจริงจังในสังคมตะวันตกนั้นเกิดขึ้นในปี 1744 อันเป็นปีที่โยฮันน์ วอล์ฟกัง ฟอน เกอเทอ-Johann Wolfgang von Goethe (หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามของเกอเต้-Goethe) ได้ประพันธ์นวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเขาอันได้แก่ The Sorrows of Young Werther (แวร์เธอร์ระทม)

นวนิยายเล่มไม่หนานี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยสาเหตุที่มันแสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันพลุ่งพล่านจากความรักในวัยหนุ่มสาว

ความรักนั้นมีพื้นฐานมาจากห้วงอารมณ์ มีพื้นฐานมาจากความรู้สึก ไม่ว่าเราจะพิจารณามันลึกล้ำมากเพียงใด

รากฐานของความรักล้วนมาจากอารมณ์และความรู้สึกโดยแน่แท้

นวนิยายเรื่องแวร์เธอร์ระทมนั้นมีแก่นสารอยู่ที่ความรักอันไม่สมหวังของหนุ่มแวร์เธอร์ที่มีต่อสาวชาลอตต์ แม้ว่าโครงเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้จะเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

ทว่าภาษาอันวิจิตรบรรจงของเกอเต้กลับทำให้งานเขียนเรื่องนี้ติดตราตรึงใจผู้อ่านไม่รู้ลืม

ประสบการณ์ด้านความรักนั้นปรากฏในนวนิยายจำนวนมากนับแต่อดีต (ไม่ว่าจะเป็นในเดคาเมรอนหรือแม้แต่ตำนานวีรบุรุษกรีก) แต่การบรรยายถึงห้วงความรู้สึกที่ตกอยู่ในห้วงรักกลับปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในนวนิยายเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นความห่วงหาอาทร ความกังวล ความคิดถึง ความสิ้นหวังแม้กระทั่งผลลัพธ์ของความรักอันไม่สมหวังที่นำไปสู่ความตาย

“ข้าพเจ้าจะต้องพบเธอให้จนได้ในวันนี้” ข้าพเจ้าขบคิดเรื่องนี้ด้วยความปีติเมื่อลืมตาตื่นขึ้นในยามเช้าก่อนจะมองออกไปที่โลกภายนอกด้วยความสุขยังแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ “ข้าพเจ้าจะต้องได้พบเธอในวันนี้”

ข้าพเจ้าคิดเพียงเท่านั้น ไม่มีความคิดอื่นอีกเลย

 

เกอเต้สร้างโลกของแวร์เธอร์ที่มีแต่ชาลอตต์เท่านั้นเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิต

นับแต่ลืมตาตื่นความคิดคำนึงของแวร์เธอร์ก็วนเวียนอยู่ที่ชาลอตต์

ประสบการณ์เช่นนี้บุคคลที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความรักย่อมประจักษ์ได้ดี

เราพร่ำเพรียกหา โหยหาใครสักคนที่เราปรารถนานับจากเช้าจรดค่ำ เราเฝ้าคิดถึงเขาแทบทุกลมหายใจ ปรารถนาที่จะได้พบหน้า พูดคุย สนทนา หรืออย่างน้อยก็ได้เห็นเขาแม้ในระยะไกลก็ตามที โลกที่เราเคยมี เคยเป็น เคยใช้ชีวิตสลายหายไปกับภาพนิมิตของเขาในความคิดคำนึงของเรา แม้การได้เห็นเขาเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ภาพนั้นก็ติดตรึงใจไม่รู้เลือน

แม้ได้ยินเสียงของเขาเพียงชั่วขณะหนึ่ง เสียงนั้นก็ก้องกังวานในโสตประสาทของเราไม่รู้ลืม การดำรงอยู่ของบุคคลที่เรารักเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่เราวนเวียน ติดพันอยู่ในนั้นอย่างไม่ปรารถนาที่จะหาทางออกใดเลย

แวร์เธอร์ถือว่าเป็นตัวแทนของผู้ที่ติดอยู่ในอาณาจักรแห่งรัก และเกอเต้เองก็หาได้บรรเทามือในการบรรยายทุรนทุรายแสนสาหัสของเขา ในฉากที่เขาได้สัมผัสร่างกายของชาลอตต์เป็นครั้งแรกนั้น หัวใจของเขาแทบจะพังทลาย

“หัวใจของข้าพเจ้าเต้นแรงเมื่อข้าพเจ้าเผลอไปสัมผัสร่างกายของเธอโดยไม่ตั้งใจ เท้าของข้าพเจ้ากระทบกับเท้าของเธอที่ใต้โต๊ะ ข้าพเจ้าสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกผิวโลหะร้อนแดง แต่แรงปรารถนาลึกกลับบอกให้ข้าพเจ้าเหยียดขากลับไปยังที่เดิม ในขณะที่เรากำลังสนทนากัน มีบางครั้งที่เธอเผลอวางมือลงบนหลังมือของข้าพเจ้า โดยเฉพาะในยามที่เธอรู้สึกตื่นเต้นกับบทสนทนา ร่างกายของเธอจะเคลื่อนเข้าชิดใกล้ข้าพเจ้า ลมหายใจของเธอพวยพุ่งขึ้นกระทบริมฝีปากของข้าพเจ้า ช่วงเวลานั้นเองที่ข้าพเจ้ารู้สึกดังถูกสายฟ้าฟาดจนร่างกายจมดิ่งลงในพื้นพสุธา”

แม้จะเป็นเวลานานนับหลายร้อยปีจากปัจจุบันก็ตามที สิ่งที่แวร์เธอร์ประสบกลับไม่ต่างจากเราหรือใครที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก

แวร์เธอร์เต็มไปด้วยความลังเลสงสัย ความลังเลสงสัยที่มีต่อความรักของชาร์ลอตต์ เกอเต้ได้ผูกเรื่องที่เราคาดเดาได้ว่ามันอาจจบลงด้วยความรักที่ไม่สมหวังเมื่อชาร์ลอตต์นั้นมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว

แต่กระนั้น เป็นไปได้ไหมว่า ในที่สุดเธออาจเปลี่ยนใจเมื่อประจักษ์ถึงความรักอันเปี่ยมล้นของแวร์เธอร์ ความลังเล กังวล สงสัยเช่นนี้ปรากฏชัดในฉากที่ชาร์ลอตต์จากลาเขาไปหลังการสิ้นสุดของงานเลี้ยง

“ข้าพเจ้าจ้องมองดวงตาของชาร์ลอตต์ มันจับจ้องไปที่บุคคลอื่นเว้นแต่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าผู้ที่ยืนสงบนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกสาป ข้าพเจ้าผู้ที่ไม่สนใจผู้ใดอื่นเลยนอกจากเธอ รถม้าโดยสารของเธอเคลื่อนที่จากไป ดวงตาของข้าพเจ้าเปียกชื้น ข้าพเจ้ามองตามไปด้วยความอาลัย แต่แล้วหมวกของชาร์ลอตต์ก็พ้นออกมาจากทางหน้าต่างราวกับว่าเธอกำลังเหลียวหาใครบางคน เป็นข้าพเจ้าหรือเปล่าหนอ? อาจเป็นข้าพเจ้าที่เธอมองหา อาจเป็นเช่นนั้น”

 

การเคลื่อนตามประสบการณ์ความรักของแวร์เธอร์ช่างน่าสะพรึงกลัว มันแสดงให้เราเห็นว่าโลกที่มีคนที่เรารักเป็นศูนย์กลางนั้นช่างเต็มไปด้วยความอันตราย เขาผู้นั้นเป็นทุกสิ่ง และพ้นจากการมีอยู่ของเขาเราเห็นแต่ความมืดมิดและว่างเปล่า เกอเต้บรรยายความรู้สึกข้อนี้ของแวร์เธอร์ไว้ว่า

“โลกที่หัวใจปราศจากความรักนั้นจักเป็นเช่นใดหนอ ตะเกียงที่ปราศจากแสงสว่างจักเป็นเช่นใดหนอ?”

มีสี่อย่างที่ปรากฏขึ้นยามที่เราอยู่ในห้วงรัก อันได้แก่ ความรู้สึกโหยหา ความรู้สึกอิ่มเอิบหรือปีติสุข ความกังวลใจ และความรู้สึกที่เราได้เข้าถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งของอารมณ์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของความรักแบบโรแมนติก

ก่อนหน้าปี 1774 ที่นวนิยายเรื่องแวร์เธอร์ระทมจะปรากฏขึ้นไม่ใช่ว่ามีสิ่งนี้ แต่เกอเต้เป็นบุคคลแรกที่แจกแจงมันออกมาอย่างละเอียดผ่านทางประสบการณ์ของแวร์เธอร์

ความสำเร็จของนวนิยายเล่มนี้อยู่ตรงที่ผู้อ่านสามารถแทนตัวเองกับแวร์เธอร์ เกอเต้ได้นำเอาความรักแบบโรแมนติกออกมาตีแผ่ให้ทุกคนได้ประจักษ์กัน

เขาไม่ได้สรรค์สร้างมันขึ้นมา เขาเพียงแต่บรรยายมันให้ทุกคนได้ประจักษ์ชัดว่าความรักแบบโรแมนติกนั้นมีผลมากมายเช่นไรต่อชีวิตเรา

 

ไม่ต้องคาดเดากระไรเลย ผู้อ่านแทบจะสัมผัสได้ว่าบั้นปลายของเรื่องนั้นต้องจบลงที่ความผิดหวังของแวร์เธอร์ (อันที่จริงแล้วชื่อเรื่องที่ตั้งขึ้นโดยเกอเต้ The Sorrows of Young Werther ก็บอกเป็นนัยเช่นนั้นอยู่แล้ว)

แวร์เธอร์ไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้เมื่อปราศจากชาร์ลอตต์

เขาจบชีวิตตนเองด้วยการยิงตัวตาย เมื่อไม่อาจสร้างความรักที่สมหวัง

เมื่อไม่อาจได้ครอบครองและคู่เคียงกับเธอ

เมื่อไม่อาจเปิดเผยความในใจอันปวดร้าวให้เธอได้รับรู้และเห็นใจ

จุดจบของชีวิตดูจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรักของเขาจึงดำรงความบริสุทธิ์ ไร้มลทิน ไปชั่วกาลนาน

ความรักเชิงโรแมนติกนั้นช่างน่าประทับใจและตราตรึงใจเป็นอย่างยิ่ง

กระนั้นมันก็เปิดโอกาสให้เราตั้งคำถามว่าถ้าแวร์เธอร์สมหวังกับชาร์ลอตต์

ถ้าเราได้ความรักตอบจากคนที่เราใฝ่ฝัน อะไรจะเกิดขึ้น

อะไรจะดำเนินต่อไป

หากแวร์เธอร์สามารถถูกเนื้อต้องตัวชาร์ลอตต์ได้ทุกครั้งที่เขาปรารถนา

ความรู้สึกดังการถูกของร้อนลวกเนื้อตัวจะยังมีอยู่หรือไม่

หากแวร์เธอร์สามารถสบตาเธอได้ทุกครา ความห่วงหาอาลัยจะมีอยู่หรือไม่ หรือว่าหากเราได้ครอบครองคนที่เราเดินทางเป็นระยะทางนับร้อยนับพันกิโลเมตรเพียงเพื่อพบหน้า เขาคนนั้นจะยังมีคุณค่าเช่นดังเดิมไหม

ความรักเชิงโรแมนติกนั้นเป็นที่ติดตราตรึงใจเพราะความไม่สมหวังของมัน แต่ถ้าหากมันได้รับการตอบสนองเล่า แต่ถ้าหากมันได้ลุล่วงแก่ความต้องการเล่า แวร์เธอร์จะระทมใจอยู่ไหมเป็นไปได้ไหมที่เขาอาจเบื่อหน่ายชาร์ลอตต์หลังการครองคู่กันไป

ความรักเชิงโรแมนติกกำเนิดขึ้นในช่วงขณะของห้วงเวลาก่อนจะจบสิ้นไป หากโรมิโอได้ครองคู่กับจูเลียตไปตลอดชีวิตจนแก่เฒ่า ทั้งคู่จะกระทำตนเช่นไร ทั้งคู่ยังจะโหยหากันดังที่การพบหน้าเพียงคืนหนึ่งนำพามาให้เจอหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อความรักโดยเฉพาะความรักเชิงโรแมนติกที่เราทุกคนล้วนใฝ่หาในจิตใจ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)