E-DUANG : ผลพลอยได้ ประชาธิปัตย์ กรณี สมชัย ศรีสุทธิยากร

เห็นการตัดสินใจของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ด้วยการสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้หลายคนอดนึกถึงกรณีของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ได้
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ.ที่ตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
ตามเสียงเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หลังจากนั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตัดสินใจจัดตั้งพรรคการเมืองแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
หลักการสำคัญ คือ ต้องการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์
หากการจัดตั้งพรรคการเมืองของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เท่ากับเป็นการสารภาพบาป ยอมรับความผิด
กรณีของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ก็เช่นเดียวกัน
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในองค์กรกลาง สังเกตการณ์และเฝ้าระวังการเลือกตั้ง
จากนั้นเข้าดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการกกต.
เป็นกรรมการกกต.ในห้วงแห่งการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557
เป็นกรรมการกกต.ในห้วงแห่งสถานการณ์การเคลื่อนไหวของ “มวลมหาประชาชน”ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง
เด่นชัดในคำประกาศของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ถึงความจำเป็นที่ต้อง”เอียง”เหมือนกับหอเอนปิซา
บังเอิญเป็นความเอียงที่เอนไปทาง”มวลมหาประชาชน”
เรื่องพวกนี้ไม่เพียงแต่”มวลมหาประชาชน”จะมองเห็น หากพรรคการเมืองต่างๆก็มองเห็น
การเข้าพรรคประชาธิปัตย์จึงเท่ากับเป็น “ใบเสร็จ”
พรรคประชาธิปัตย์อาจได้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เข้ามาเป็นสมาชิกและเป็นกำลังสำคัญในการเลือกตั้งที่จะมาถึง
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็พลอยได้อย่างอื่นเข้ามาด้วย
เหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แกนนำ”กปปส.”เข้ามาเป็น สมาชิก ไม่ว่า นายถาวร เสนเนียม ไม่ว่า นายวิทยา แก้วภราดัย ไม่ว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
ภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จึงชัด
เจน แจ่มแจ้ง
