bg-single

ตรุษจีน พระป้าย และแซ่ของพระมหากษัตริย์สยาม | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

26.01.2017

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 20 ก.พ. 2558

ใครที่รู้ประวัติศาสตร์ไทยก็คงพอจะรู้กันอยู่แล้วว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีเชื้อจีนทางใต้ แบบที่เรียกกันว่าจีนแต้จิ๋ว

แถมยังระบุได้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่าท่านแซ่ “แต้” (ตรงกับภาษาจีนกลางว่า “เจิ้ง” แซ่เดียวกับคนดังในอดีตอย่าง เจิ้งเหอ หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันว่า ซำปอกง)

และมีชื่อออกเสียงพยางค์เดียวว่า “สิน” รวมกันเป็น “แต้สิน” (สิน ในที่นี้คือคำเดียวกับ “สิน” ในชื่อตากสิน ในภาษาจีนกลางออกเสียงคำนี้ว่า “ซิน” ชื่อของพระเจ้าตากจึงออกเสียงอย่างภาษาจีนมาตรฐานว่า “เจิ้งซิน”)

พระมหากษัตริย์สยามในแผ่นดินถัดลงมาแม้จะไม่ได้ทรงสืบสายเชื้อเนื้อหน่อมาจากพระเจ้าตากสิน แต่ก็ทรงใช้แซ่แต้ ตามอย่างพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วยเช่นกัน

ซ้าย-พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ (ร.๔)
ขวา-พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (ร.๕ )

ในประวัติศาสตร์ของจีน ได้จดบันทึกหลักฐานตรงนี้เอาไว้ โดยปราชญ์เกี่ยวกับเรื่องจีนๆ อย่าง คุณลิขิต ฮุนตระกูล ได้แปลความตรงนี้ออกมาว่า

“พ.ศ.2325 (ค.ศ.1791) พระเจ้าเช็งเคี่ยนล้ง ครองราชย์ปีที่ 47 แต้ฮั้ว อนุชา แต้เจียว ได้เถลิงถวัลยราชย์เป็นกษัตริย์ประเทศสยาม และส่งราชทูตไปเจริญพระราชไมตรีเป็นครั้งแรก”

(ราชสำนักชิง หรือที่คุณลิขิตออกเสียงว่า เช็ง ไม่ได้ออกเสียงพระนามของพระเจ้าตากเป็นภาษาจีนกลางอย่างที่ควรจะเป็นว่า เจิ้งซิน แต่ออกว่า เจิ้งเจา ตรงกับเสียงแต้จิ๋วที่คุณลิขิตถอดออกมาว่า แต้เจียว ส่วนพระนามแต้ฮั้ว ตรงกับ เจิ้งหัว ในเสียงจีนกลาง)

เรือน พ.ศ.2325 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสถาปนาราชวงศ์จักรี และเสด็จขึ้นครองราชย์ และถึงแม้ว่าราชสำนักจีนของพระเจ้าเช็งเคี่ยนล้งจะเข้าใจผิดว่ารัชกาลที่ 1 เป็นพระอนุชา คือน้องชายของพระเจ้าตาก ก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงใช้พระปรมาภิไธยว่า แต้ฮั้ว จริงๆ

และก็ไม่ใช่เฉพาะเพียงรัชกาลที่ 1 เท่านั้นที่ทรงนำ “แต้” มาใช้เป็นแซ่ของพระองค์ รัชกาลที่ 2 ทรงมีพระประมาภิไธยเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า แต้ฮุก (จีนกลางคือ เจิ้งฝอ)

รัชกาลที่ 3 คือ แต้ฮก (เจิ้งฝู)
รัชกาลที่ 4 คือ แต้เม้ง (เจิ้งหมิง)
พระปิ่นเกล้าซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สอง คู่กันกับรัชกาลที่ 4 ในช่วงต้นรัชสมัยคือ แต้เจี่ย (เจิ้งเจิ้ง)
รัชกาลที่ 5 คือ แต้ล้ง (เจิ้งหลง)
รัชกาลที่ 6 คือ แต้ป้อ (เจิ้งเป่า)
รัชกาลที่ 7 คือ แต้กวง (เจิ้งกวง)
รัชกาลที่ 8 คือ แต้ฮี (เจิ้งซี่)
และรัชกาลปัจจุบันคือ แต้กู่ (เจิ้งกู้) เรียกได้ว่าเป็นแซ่ประจำราชวงศ์จักรีนั่นเอง

พระป้ายฉลองพระองค์ สถิตพระวิญญาณพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างขึ้นเพื่อบูชาในพระราชวังบวรสถานมงคลตามคติอย่างจีน ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4หรือต้นรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันประดิษฐาน ณ ห้องพระป้าย พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

น่าสนใจนะครับว่าทำไมกษัตริย์สยามจึงต้องมีพระปรมาภิไธยจีนด้วย?

พระปรมาภิไธยเหล่านี้ถูกส่งไปพร้อมกับการ “จิ้มก้อง” แก่จักรพรรดิจีน เช่นเดียวกับที่รัชกาลที่ 1 ส่งราชทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าเช็งเคี่ยนล้ง

“จิ้มก้อง” เป็นคำที่เรียกเพี้ยนมาจากคำดั้งเดิมในภาษาจีนว่า “จิ้นกัง” คำนี้ออกเสียงตรงกันทั้งในภาษาจีนกลางและจีนฮกเกี้ยน (แต่ภาษาไทยคงเพี้ยนมาจากทางฮกเกี้ยน เพราะจีนกลุ่มนี้สังคมกับชนชั้นสูงของสยามในยุคต้นกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก) แปลเป็นไทยได้ใจความไม่ต่างกันสักนิดว่า “ส่งบรรณาการ”

ด้วยเหตุผลหลายประการ เป็นต้นว่า วิธีการค้าขายของสยามที่เปลี่ยนจากธรรมเนียมโบราณหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

ประกอบกับการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไม่พอพระทัยกับการไม่ให้เกียรติของขุนนาง และราชสำนักจีนที่มีต่อสยาม ทำให้พระองค์ประกาศยุติการจิ้มก้องให้กับจีนเมื่อ พ.ศ.2411

และถึงแม้ว่า จีนจะทวงจิ้มก้องเข้ามาอีกเมื่อ พ.ศ.2427 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ฐานอำนาจจีนกำลังสั่นคลอนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากกรณีเฉพาะหน้าในขณะนั้นที่ฝรั่งเศสคุกคามจนนำไปสู่สงครามอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จีนจึงมีสถานภาพที่ตกต่ำลงไปทุกที

และทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศยุติธรรมเนียมการจิ้มก้องแก่จีนอย่างถาวรนับแต่บัดนั้น

เรือสำเภาจีนโบราณ แบบเดียวกับที่พ่อค้าจีนจากสยามนำคณะราชทูตเชิญเครื่องจิ้มก้องไปเมืองจีนเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (ภาพและคำบรรยายจากหนังสือหน้าหนึ่งในสยาม ของ ไกรฤกษ์ นานา)

ภาพวาดพระเจ้าเซียนเฟ็งฮ่องเต้และพระสนมเอก (ต่อมาได้เป็นพระนางซูสีไทเฮา) ครองราชย์ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ของสยาม (ภาพและคำบรรยายจากหนังสือหน้าหนึ่งในสยาม ของ ไกรฤกษ์ นานา)

บทบาทที่ตกต่ำลงเป็นอย่างมากของจีน ในเวทีโลกยุคนั้น กลับไม่ทำให้ประเพณีการตั้งพระปรมาภิไธยเป็นภาษาจีนเลือนหายไปพร้อมกับธรรมเนียมการจิ้มก้อง

พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ ที่พระราชวังบางประอิน ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อเรือน พ.ศ.2432 เป็นพระที่นั่งกรมท่าซ้าย ในกำกับของพระยาโชตึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) สร้างถวาย

กรมท่าซ้าย เป็นหน่วยราชการที่ดูแลการค้าขายข้ามสมุทรฟากฝั่งตะวันออกของสยาม ที่มีจีนเป็นสำคัญมาแต่โบราณ

เก้าอี้ตัวใหญ่สุดของหน่วยงานนี้ในตำแหน่งหัวหน้าคือ “พระยาโชตึกราชเศรษฐี” จึงมักจะนั่งไว้ด้วยคนเชื้อสายจีนไม่ใช่เรื่องแปลก

และก็ไม่แปลกอะไรที่พระที่นั่งองค์ดังกล่าวจะสร้างขึ้นด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบจีน

ซ้ำยังมีชื่อจีนด้วยคือ “เทียนเม่งเต้ย” (หรือ เทียนหมิงเตี้ยน ในสำเนียงจีนกลาง)

30 พฤศจิกายน พ.ศ.2433 รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “แกซิ้น” หรือ “พระป้าย” อักษรจีน ลงพระปรมาภิไธยจีนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ผู้ทรงเป็นพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ แน่นอนว่าบนพระป้ายต้องจารึกพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยจีน

(ที่พระที่นั่งแห่งนี้ยังมีพระป้ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และพระป้ายจารึกพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ อีกด้วย โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายของผู้ทรงเป็นพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์เมื่อ พ.ศ.2470 โดยประดิษฐานอยู่ที่ห้องเดียวกับพระป้ายของรัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ นั่นเอง)

“แกซิ้น” คือแผ่นป้ายจารึกชื่อ วันเดือนปีที่เกิดและตาย ของบรรพบุรุษ บุพการี ที่ตั้งไว้เคารพบูชาตามบ้าน

ชาวจีนเคารพนับถือเรื่องกตัญญูกตเวทิตาคุณเป็นอย่างมาก และถือว่าการเซ่นสรวงเป็นการแสดงความมีกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ตามอิทธิพลของลัทธิของจื๊อ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองต่อผู้ปฏิบัติ

“แกซิ้น” จึงเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อระหว่างโลกของคนเป็นกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ซึ่งย่อมหมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่สามารถดลบันดาลคุณและโทษ ที่ต้องไหว้ให้ดีพลีให้ถูก เพราะโดยนัยยะแล้ว แกซิ้นก็เปรียบเสมือนสถานที่สิงสถิตอำนาจเหนือธรรมชาติ

โดยปกติแล้วชาวจีนจะมีประเพณีเซ่นสรวงบูชาบรรพบุรุษ พิธีใหญ่บ้าง เล็กบ้างเป็นประจำตลอดทั้งปี

แต่พิธีที่ใหญ่และสำคัญที่สุดจะเซ่นสรวงกันในช่วงปีใหม่ หรือตรุษจีนนั่นเอง

เรียกได้ว่าตรุษจีนเป็นช่วงสำคัญที่สุดในการเซ่นสรวงแกซิ้นในแต่ละปี

และไม่ว่าอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษจะรับรู้ถึงความกตัญญูกตเวทีจากพิธีเซ่นสรวงเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม แต่อำนาจของเครือข่ายในสังคมที่ข้องเกี่ยวอยู่กับวัฒนธรรมจีนก็รู้แน่ ที่ให้คุณให้โทษจะมีอำนาจของบรรพบุรุษหรือเปล่าไม่รู้

แต่จารีตของสังคมสามารถให้คุณให้โทษกับสมาชิกทุกคนในสังคมนั้นอย่างแน่นอน

 

ต่อมาเมื่อพระที่นั่งอัมพรสถานสร้างแล้วเสร็จเมื่อเรือน พ.ศ.2449 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้สร้างพระป้ายประจำพระราชบิดาของพระองค์เองขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง พร้อมด้วยรูปพระสยามเทวาธิราชที่จำลองพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ประดับอยู่คู่กับพระป้ายแผ่นนี้ ประดับไว้ที่พระที่นั่งอัมพรสถานแห่งนี้

อ้างต่อๆ กันมาว่า พระปิยมหาราชทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มี “พระราชพิธีสังเวยพระป้าย”

ซึ่งก็คือการนำพิธีราษฎร์อย่างชาวจีนไปปรับให้เป็นพิธีหลวงนั่นแหละครับ

โดยกำหนดการแต่เดิมจะจัดให้มีพิธีสังเวยที่พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญก่อน 1 วัน ซึ่งตรงกับวันไหว้ของชาวจีน และจะจัดพิธีสังเวยที่พระที่นั่งอัมพรสถานในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ของจีน คือวันตรุษจีนนั่นเอง

น่าสงสัยว่าเมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มีพระราชพิธีสังเวยพระป้ายแล้ว พระป้ายของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนหน้านี้มีไว้ทำอะไร?

พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เขียนขึ้นในยุคของพระเจ้าตาก ระบุไว้เพียงแต่ว่าเมื่อพระเจ้าตากทรงได้ชัยที่ค่ายโพธิ์สามต้นแล้ว ทรงเลือกกลับมาพำนักอยู่ที่ “พระตำหนักเมืองธนบุรี”

พระตำหนักที่ว่าตั้งอยู่ที่ฟากเมือง “ธนบุรีศรีมหาสมุทร” ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “บางกอก” แน่ แต่ไม่ได้หมายความว่าอำนาจของพระเจ้ากรุงธนบุรี จำครอบคลุมอยู่เฉพาะทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเท่านั้น

พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งเขียนขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 ระบุว่า เมื่อพระเจ้าตากสถาปนากรุงธนบุรีและทำพิธีปราบดาภิเษกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงโปรดให้นายสุดจินดา (บุญมา) มหาดเล็กหุ้มแพร (ขุนศึกคู่พระทัยของพระองค์ พระอนุชาของรัชกาลที่ 1 ซึ่งต่อมาจะดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาถ) ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงพระนครทางด้านเหนือของวัดตองปุ หรือวัดกลางนา

พื้นที่ดังกล่าวทางฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คนละฟากกับพระตำหนักเมืองธนบุรี ที่ประทับของพระเจ้าตาก พื้นที่บริเวณนี้เรียกต่อๆ กันมาว่า “บางจีน” เพราะมีชาวจีนอยู่มากมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว

ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระราชวังที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ได้อพยพเอาคนจีนเหล่านี้โยกไปอยู่ที่สำเพ็ง

ส่วนพระราชวังก็สร้างทับบนบางจีน

จนทำให้คนโบราณเรียกขานเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “ไล่ที่ทำวัง” นั่นแหละ

แน่นอนว่าพื้นที่แถบบางจีนนั้นอยู่ใต้พระราชอำนาจอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ยุคของพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ในเมื่อพระเจ้าตากทรงมีเชื้อสายจีน จะสร้างเมืองในพื้นที่อิทธิพลของชาวจีนก็ไม่เห็นจะแปลกที่ตรงไหนนี่ครับ?

“พระเจ้าตาก” เองก็ทรงมี “พระป้าย” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่โบสถ์น้อย วัดอรุณราชวราราม วัดที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างยิ่งมาตั้งแต่ครั้งที่ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่

แม้ว่าทุกวันนี้ทางวัดอรุณฯ ได้จัดให้มีพิธีสักการะพระป้ายทุกช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่พระป้ายองค์นี้มีประวัติความเป็นมาที่คลุมเครือ

เราไม่ทราบเลยว่าใครเป็นผู้สร้างพระป้ายองค์นี้ และสร้างขึ้นเมื่อไหร่แน่?

ทราบเพียงแต่ว่า พระป้ายองค์นี้ถือเป็นพระป้ายของพระมหากษัตริย์สยามพระองค์เดียว ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเซ่นสรวงบูชาพระป้ายได้ในช่วงเวลาเทศกาล

และอันที่จริงแล้ว เราสามารถไปชื่นชมพระป้ายแผ่นนี้ได้ทุกวันที่โบสถ์น้อยหลังนั้น เพียงแต่ไม่มีพิธีสักการะเท่านั้นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)