E-DUANG : การเมือง บดบัง การแสดงออกเชิงกตัญญุตา

เมื่อมีการเปิดตัว “ปรองดอง สมานฉันท์”เข้าในห้วงวันวาเลนไทน์วันแห่งความรัก
คสช.และรัฐบาลดำรงตนในฐานะ “คนกลาง”
เป็นคนกลางในท่ามกลางความขัดแย้งทาง “ความคิด” การแตกแยกทาง “การเมือง”
เมื่อมีคนระบุว่า คสช.เป็น 1 ในคู่กรณี
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุ วรรณ ไม่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ล้วนออกมาปฏิเสธ
ยืนยัน “คสช.ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร”
พลันที่วาระการตายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เวี่ยนมาครบปีที่ 7 คำปฏิเสธ คำยืนยันเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ก็หมดความหมาย
ความหมายอยู่ที่การปฏิบัติของ “คสช.”
ตามปรกติเมื่อถึงวันตายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นธรรมดาที่ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล จะต้องแสดงออก
เป็นการแสดงออกในฐานะ “ลูก”
นั่นก็คือ เธอพร้อมกับพี่สาวก็จะนำช่อดอกไม้ไปวางรำลึกถึงและจุดเทียนไว้อาลัย
เป็นเรื่องปรกติระหว่าง “ลูก” กับ “พ่อ”
แต่พอมาถึงเดือนพฤษภาคม 2560 กลับมีคำสั่งจากคสช.ห้ามมิให้ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ทำเช่นนั้น
เหตุผลเพราะเห็นว่าเป็นเรื่อง “การเมือง”
ความจริง การตายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นเรื่องการเมืองตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 แล้ว กระนั้น ก็มีการผ่อนปรน
การเมืองเพิ่งจะเข้มข้นก็เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560
การเมืองไม่เพียงแต่ทำให้ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้เป็นลุก ไม่อาจแสดงความรัก ความเคารพ ความอาลัย ต่อ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิ ผล
หากแต่ยังทำให้ การเป็นนักเรียนนายร้อยจากจปร.ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล แทบไม่มีความหมายอะไรต่อคสช.
ไม่ว่าจะมองผ่านระบบที่เรียกว่า ฮอนเนอร์ ซิสเต็ม
ไม่ว่าจะมองผ่านคำขวัญของจปร.บางท่านที่ว่า ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน
การเมืองนั้นเองทำให้ความหมายทุกอย่างแปรเปลี่ยน
