มองการแก้ไข ป.วิอาญา ผ่านสายตาผู้ปฏิบัติงาน ชี้จุดเสี่ยงกระบวนการยุติธรรม
บทความโล่เงิน
มองการแก้ไข ป.วิอาญา
ผ่านสายตาผู้ปฏิบัติงาน
ชี้จุดเสี่ยงกระบวนการยุติธรรม
การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยพรรคประชาชนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ ได้จุดประกายการถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักกฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงตำรวจที่ต้องเป็นผู้นำกฎหมายไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง
จากการเสวนารับฟังความคิดเห็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาร่วมแสดงความเห็น สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงของสังคมไทยในทุกๆ วัน ซึ่งหลายครั้งความงดงามของหลักการทางกฎหมายมักขัดแย้งกับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
แน่นอนว่าเจตนารมณ์ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง
การต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นธรรมมากขึ้นก็เป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน
แต่คำถามสำคัญคือ การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวจริงหรือไม่ หรือกลับจะสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือข้อเสนอที่จะให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการประกันตัวเป็นหลัก โดยการคุมขังจะเป็นข้อยกเว้น
ซึ่งในทางทฤษฎีฟังดูดี แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับสภาพสังคมไทยที่ยังมีปัญหาการหลบหนีคดีอยู่มาก อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหรือถึงขั้นล้มเหลวได้
นายอมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ อดีตผู้พิพากษา ได้ชี้ประเด็นสำคัญว่า “การแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันอำนาจมิให้ถูกใช้ในทางที่ผิด แต่กลับทำให้อำนาจนั้นอ่อนแอจนไม่สามารถปกป้องประชาชนได้ ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดี”
ข้อกังวลนี้สะท้อนความเป็นจริงที่ว่า เมื่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมายถูกจำกัดมากเกินไป ผู้ที่เสียประโยชน์ที่แท้จริงคือประชาชนผู้บริสุทธิ์
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม หากผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงสามารถได้รับการประกันตัวได้ง่ายเกินไป อาจเกิดกรณีการข่มขู่พยาน การทำลายพยานหลักฐาน หรือแม้แต่การก่อเหตุซ้ำ ซึ่งล้วนเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชน
การให้น้ำหนักกับสิทธิของผู้ต้องหามากจนละเลยความปลอดภัยของสังคมโดยรวม อาจไม่ใช่ความสมดุลที่เหมาะสม
ทั้งหมดนำมาสู่ภาระที่หนักขึ้นของพนักงานสอบสวน
เพราะการเพิ่มขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ ในกระบวนการสอบสวน แม้จะมีเจตนาดีเพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ก็อาจสร้างภาระให้กับพนักงานสอบสวนที่มีจำนวนจำกัดอยู่แล้วต้องทำงานหนักขึ้น
ผลที่ตามมาคือความล่าช้าในการดำเนินคดี ซึ่งขัดกับหลักการที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” (Justice delayed is justice denied)
นายเปรมศักดิ์ ศรีนวล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า การกำหนดให้ต้องมีศาลคืนวันหยุดเพื่อพิจารณาคำร้องต่างๆ แม้จะช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา แต่ก็เป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบศาลที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรอยู่แล้ว
ขณะที่มุมมองจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พล.ต.ท.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สะท้อนปัญหาจากประสบการณ์ตรงว่า “ถ้าเราเข้มงวดกับตำรวจมากเกินไป ตำรวจก็จะระมัดระวังมากเกินไป จนอาจไม่กล้าทำงาน ผลเสียตกอยู่กับประชาชน” คำพูดนี้ฉายภาพให้เห็นถึงความของกังวลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและข้อจำกัดต่างๆ
ผศ.เครือวัลย์ อินทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้ชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า “การให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ปฏิบัติตาม ‘คำสั่ง’ ของพนักงานอัยการ อาจนำไปสู่ปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากใช้คำว่า ‘คำสั่ง’ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน”
ทั้งหมดกล่าวได้ว่า คือความเสี่ยงต่อกระบวนการยุติธรรม
หากแก้ไขกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงบริบทของสังคมไทยอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การที่คนร้ายหลบหนีได้ง่ายขึ้น การคุ้มครองพยานที่อ่อนแอลง หรือแม้แต่การที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพราะกลัวถูกฟ้องร้อง
พ.ต.อ.ดร.เทิดสยาม บุญยะเสนา ผกก. กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.ภ.5 ได้เตือนถึงการเปิดช่องให้มีการใช้ประโยชน์จากกฎหมายในทางที่ผิด โดยชี้ว่า “ถ้าให้เกิดปัญหาเรื่องความเห็นชอบสวนสลับไปมา ประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเกิดความล่าช้า”
ฉะนั้น ทางออกที่สมดุล แทนที่จะมองการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแบบขาว เราควรมองหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหากับการรักษาความปลอดภัยของสังคม การแก้ไขกฎหมายควรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความงดงามของทฤษฎี
การรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนำกฎหมายไปใช้จริง เป็นสิ่งสำคัญ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่เข้าใจปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติมากที่สุด
การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่การผลักดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว
เพราะเป้าหมายกระบวนการยุติธรรมคือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน
การแก้ไขกฎหมายใดๆ ควรมุ่งไปสู่เป้าหมายนี้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ
ไม่ใช่แค่การแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางการเมืองหรือการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น
