bg-single

มองการแก้ไข ป.วิอาญา ผ่านสายตาผู้ปฏิบัติงาน ชี้จุดเสี่ยงกระบวนการยุติธรรม

19.07.2025

บทความโล่เงิน

มองการแก้ไข ป.วิอาญา

ผ่านสายตาผู้ปฏิบัติงาน

ชี้จุดเสี่ยงกระบวนการยุติธรรม

การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยพรรคประชาชนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ ได้จุดประกายการถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักกฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงตำรวจที่ต้องเป็นผู้นำกฎหมายไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง

จากการเสวนารับฟังความคิดเห็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาร่วมแสดงความเห็น สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงของสังคมไทยในทุกๆ วัน ซึ่งหลายครั้งความงดงามของหลักการทางกฎหมายมักขัดแย้งกับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

แน่นอนว่าเจตนารมณ์ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นธรรมมากขึ้นก็เป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน

แต่คำถามสำคัญคือ การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวจริงหรือไม่ หรือกลับจะสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือข้อเสนอที่จะให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการประกันตัวเป็นหลัก โดยการคุมขังจะเป็นข้อยกเว้น

ซึ่งในทางทฤษฎีฟังดูดี แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับสภาพสังคมไทยที่ยังมีปัญหาการหลบหนีคดีอยู่มาก อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหรือถึงขั้นล้มเหลวได้

นายอมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ อดีตผู้พิพากษา ได้ชี้ประเด็นสำคัญว่า “การแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันอำนาจมิให้ถูกใช้ในทางที่ผิด แต่กลับทำให้อำนาจนั้นอ่อนแอจนไม่สามารถปกป้องประชาชนได้ ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดี”

ข้อกังวลนี้สะท้อนความเป็นจริงที่ว่า เมื่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมายถูกจำกัดมากเกินไป ผู้ที่เสียประโยชน์ที่แท้จริงคือประชาชนผู้บริสุทธิ์

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม หากผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงสามารถได้รับการประกันตัวได้ง่ายเกินไป อาจเกิดกรณีการข่มขู่พยาน การทำลายพยานหลักฐาน หรือแม้แต่การก่อเหตุซ้ำ ซึ่งล้วนเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชน

การให้น้ำหนักกับสิทธิของผู้ต้องหามากจนละเลยความปลอดภัยของสังคมโดยรวม อาจไม่ใช่ความสมดุลที่เหมาะสม

ทั้งหมดนำมาสู่ภาระที่หนักขึ้นของพนักงานสอบสวน

เพราะการเพิ่มขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ ในกระบวนการสอบสวน แม้จะมีเจตนาดีเพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ก็อาจสร้างภาระให้กับพนักงานสอบสวนที่มีจำนวนจำกัดอยู่แล้วต้องทำงานหนักขึ้น

ผลที่ตามมาคือความล่าช้าในการดำเนินคดี ซึ่งขัดกับหลักการที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” (Justice delayed is justice denied)

นายเปรมศักดิ์ ศรีนวล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า การกำหนดให้ต้องมีศาลคืนวันหยุดเพื่อพิจารณาคำร้องต่างๆ แม้จะช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา แต่ก็เป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบศาลที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรอยู่แล้ว

ขณะที่มุมมองจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พล.ต.ท.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สะท้อนปัญหาจากประสบการณ์ตรงว่า “ถ้าเราเข้มงวดกับตำรวจมากเกินไป ตำรวจก็จะระมัดระวังมากเกินไป จนอาจไม่กล้าทำงาน ผลเสียตกอยู่กับประชาชน” คำพูดนี้ฉายภาพให้เห็นถึงความของกังวลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและข้อจำกัดต่างๆ

ผศ.เครือวัลย์ อินทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้ชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า “การให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ปฏิบัติตาม ‘คำสั่ง’ ของพนักงานอัยการ อาจนำไปสู่ปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากใช้คำว่า ‘คำสั่ง’ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน”

ทั้งหมดกล่าวได้ว่า คือความเสี่ยงต่อกระบวนการยุติธรรม

หากแก้ไขกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงบริบทของสังคมไทยอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การที่คนร้ายหลบหนีได้ง่ายขึ้น การคุ้มครองพยานที่อ่อนแอลง หรือแม้แต่การที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพราะกลัวถูกฟ้องร้อง

พ.ต.อ.ดร.เทิดสยาม บุญยะเสนา ผกก. กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.ภ.5 ได้เตือนถึงการเปิดช่องให้มีการใช้ประโยชน์จากกฎหมายในทางที่ผิด โดยชี้ว่า “ถ้าให้เกิดปัญหาเรื่องความเห็นชอบสวนสลับไปมา ประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเกิดความล่าช้า”

ฉะนั้น ทางออกที่สมดุล แทนที่จะมองการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแบบขาว เราควรมองหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหากับการรักษาความปลอดภัยของสังคม การแก้ไขกฎหมายควรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความงดงามของทฤษฎี

การรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนำกฎหมายไปใช้จริง เป็นสิ่งสำคัญ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่เข้าใจปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติมากที่สุด

การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่การผลักดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว

เพราะเป้าหมายกระบวนการยุติธรรมคือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

การแก้ไขกฎหมายใดๆ ควรมุ่งไปสู่เป้าหมายนี้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

ไม่ใช่แค่การแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางการเมืองหรือการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)