เกม 3 ก๊กสู่ ‘ศึกเลือกตั้ง’ | เมนูข้อมูล(ลับ)
เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
เกม 3 ก๊กสู่ ‘ศึกเลือกตั้ง’
ฉากจบของสภาผู้แทนราษฎร ปิดตำนาน “รัฐบาลข้ามขั้ว” มันหยดติ๋งสำหรับคอการเมืองที่ชื่นชอบซี้ดปากกับการได้เห็น “เกมการเมืองที่หักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างถึงพริกถึงขิง”
“มันหยด” ขนาดดูฉากเดียวสามารถเห็นบทสรุปทั้งหมดว่า ใครเป็นใครในฉากต่อไปหลังการเลือกตั้งที่ถูกเกมบังคับให้ต้องเกิดขึ้นในเร็ววัน
การเมืองไทยที่ 3 ก๊ก วางเหลี่ยมทิ่มใส่กันแบบไม่มีใครยั้งมือให้ใคร โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ชัยชนะในผลการเลือกตั้งใหญ่เป็นเดิมพัน
ชัยชนะคือ “อำนาจ” รอบนี้เป็นอีกครั้งที่เล่นกันแรงให้เห็นเนื้อแท้ของแต่ละพรรคชนิดเปิดเปลือยชัดเจน
ชะตากรรมของ “แพทองธาร ชินวัตร” ที่เดินสะดุดขาตัวเองตกสวรรค์ง่ายๆ อย่างเหลือเชื่อ นำมาซึ่งการชี้ให้เห็นว่าแต่ละพรรคมีพัฒนาการในการปรับตัวเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการหมุนตามความเป็นจริงทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าทันแค่ไหน
ว่ากันว่าทั้ง 3 พรรค คือ “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาชน” ต่างรู้กันอยู่แล้วว่าที่สุดแล้วเกมจะจบที่ “พรรคประชาชนโหวตหนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี” และ “เพื่อไทยยื่นยุบสภา”
เพียงแต่การวางหมากในกระดานอำนาจที่มีเป้าหมายอยู่ที่ “ผลการเลือกตั้งใหญ่” ที่จะเกิดขึ้น จนหากจะบอกว่าภาพของสารพัดข้อตกลงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นแค่ “เกมลวง” ที่ใช้เพื่อหลอกคู่ต่อสู้ให้หลงทาง และเพื่อพาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ
เริ่มจาก “เพื่อไทย” ย่อมเป็นที่รู้กันว่า “คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ” ต่อชะตากรรมของ “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นบทสรุปว่า “พลังของดีลข้ามขั้ว” ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อาศัยเป็นแรงส่ง และคุ้มครองขับเคลื่อนอำนาจการเมือง อ่อนล้าลงแล้ว ซึ่งผลที่น่าวิตกที่สุดคือ การรักษา “ความเป็นศูนย์รวมใจของสมาชิก” ไว้ให้เป็นหนึ่งเดียวและทรงพลังอย่างที่เคยเป็น
เมื่อเกิดภาพว่า “ดีลสิ้นมนต์ขลัง” ท่ามกลางความตกต่ำ เพราะเป็น “แกนนำรัฐบาล” ที่สร้างผลงานไม่ได้ และถูกโจมตีหนักหน่วงจนกระแสตกหนักในช่วงที่ผ่านมา
โอกาสที่ “ส.ส.ของพรรค” ในส่วนที่ “พึ่งบารมีตัวเอง” จะไหวตัวทิ้งพรรคเพื่อหาบ้านใหม่ที่เชื่อมั่นในการเข้าสู่อำนาจได้มากกว่าจะเกิดขึ้น กระทั่งจากพรรคใหญ่กลายเป็นพรรคที่หมดทางชนะการเลือกตั้ง
ว่ากันว่า “เพื่อไทย” เชื่อว่าการสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นพรรคที่ยืนอยู่ในอุดมการณ์ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ขุดหลุมพรางให้ “พรรคประชาชน” ไปสนับสนุน “พรรคภูมิใจไทย” แล้วเปิดประเด็นให้เห็นพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของ “พรรคภูมิใจไทย” โดยตีอ้อมมาให้ “พรรคประชาชน” ต้องร่วมรับผิดชอบในการเลือก หากโหมการโจมตีได้แรงพอ จะทำให้ทั้ง 2 พรรคคู่แข่งตกต่ำ เป็นโอกาสที่ตัวเองจะฟื้นคืนความนิยมขึ้นมาเหนือกว่า และตรึงให้ ส.ส.ยังคิดฝากความหวังไว้กับพรรคได้
ส่วน “ภูมิใจไทย” หลังโชว์การวางระบบบริหารจัดการความเป็นจริงของการเมืองไทย กระทั่งสถาปนาตัวเองเป็น “ผู้กดปุ่มวุฒิสภา” ซึ่งมีอิทธิพลสูงยิ่งในการกำหนดการตัดสินใจของ “องค์กรอิสระ” ที่มีอำนาจล้นเหลือในการชี้เป็นชี้ตายความเป็นไปของพรรคการเมือง และนักการเมือง ทำให้เกิดความมั่นใจคอนเน็กชั่นที่สร้างขึ้นว่าเป็นพลังดึงดูดการสนับสนุนจาก “ระบบอุปถัมภ์” คือพลังหลักในเส้นทางอำนาจของการเมืองไทย
“พรรคภูมิใจไทย” ใช้ศักยภาพการอ่านเกมขาด สามารถยึดครองกระทรวงใหญ่ในศูนย์กลางอำนาจ โชว์ให้เห็นความเหนือกว่าในเส้นทางผลประโยชน์ทางการเมือง ให้ “นักการเมืองในระบบอุปถัมภ์” ตาลุกวาว
และในเกมนี้ที่แม้แต่ “ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ” ยังชี้ให้เห็นว่า “พรรคประชาชน” ได้ตกลงโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ มาก่อน “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีคำสั่งให้ “แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่” เสียอีก
และการเดินเกมที่ควบคุมให้ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” กับ “ส.ส.ที่มีสุชาติ ชมกลิ่น ถือธงนำ” ย้ายข้างมาสนับสนุนแบบตัดเยื่อไม่เหลือใยกับ “พรรคเพื่อไทย” เป็นการพิสูจน์คอนเน็กชั่นของแท้ ว่านับจากนี้ “ภูมิใจไทย” เป็น “อาณาจักรที่อบอุ่นกว่า” ของ “ระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์”
มีความพร้อมที่จะกวาดผู้มีบารมีในพื้นที่ให้มารวมตัว ผนึกกำลังเพื่อชัยชนะ อย่างน้อยวางพรรคให้ใหญ่ขึ้นมีสูงยิ่ง
ขณะที่ในอีกทางหนึ่งคือการเดินเกมเพื่อให้เกิดภาพพันธมิตรกับ “พรรคประชาชน” ซึ่งเป็นที่คาดกันว่าจะครองความเป็นผู้ชนะได้เหมือนเดิม อีกทั้งยังทำให้เกิดภาพที่ดีในเชิงอุดมการณ์ต่อพรรคภูมิใจไทย
มาถึง “พรรคประชาชน” หากเป็นก่อนหน้านั้นที่ “นักการเมืองสายเสรีนิยมประชาธิปไตย” สามารถยึดครองกระแสได้สูง จนกระทั่ง “สายอนุรักษ์อำนาจนิยม” รวมจำนวน ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งจากทั้งหมดทุกพรรคยังได้ไม่เท่า
“พรรคประชาชน” ก็เล่นงาน แกนนำที่เป็นคนหนุ่มสาว แม้จะเป็นรุ่นที่ 3 อย่าง “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือ “ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล” ก็ยังยืนอยู่ในโอกาสนำพาพรรคสู่ชัยชนะได้ท่วมท้นได้ แต่ชั่วโมงนี้บรรยากาศการเมืองในภาพใหญ่เปลี่ยน “สายอนุรักษ์อำนาจนิยม” มีกระแสตีตื้นขึ้นมามาก ขณะที่ “สายเสรีนิยมประชาธิปไตย” ต้องถอยร่น และความตกต่ำอย่างมากของ “ภาพนักการเมือง”
การเดินเกมที่เข้ามาอิงกับ “ภูมิใจไทย” ที่ถือว่าเป็น “ตัวพ่อในสายอนุรักษ์อำนาจนิยม” แม้จะเป็นภาพที่สร้างข้อกังขาในจุดยืนและอุดมการณ์ที่เคยขายอยู่ไม่น้อย แต่นับว่าเป็นอีกวิธีที่ใช้ “กำจัดข้อจำกัด” ในโอกาสที่จะเข้ามามีส่วนในอำนาจรัฐ ซึ่งอย่างไรเสีย คือ “ความจำเป็นของการทำงานการเมือง” แม้จะเป็นไปเพื่อใช้ความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองก็ตาม
ถึงนาทีนี้ การเมือง 3 พรรค 3 ขั้วอำนาจ เดินเกมตามที่อ่านและวางแผนไว้เต็มที่แล้ว ด้วยต่างหวังในผลการเลือกตั้งที่จะถูกประชาชนบังคับให้เกิดขึ้นในไม่นานนี้
จะเป็นไปตามหวังของพรรคไหนมากกว่า
มีแต่ต้องติดตาม
