เปลี่ยน ‘แม่ทัพ’ สยบ ‘พรรคส้ม’ | เมนูข้อมูล(ลับ)
เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
เปลี่ยน ‘แม่ทัพ’สยบ ‘พรรคส้ม’
ภาพ “ทักษิณ ชินวัตร” ในเสื้อนักโทษถูกขังให้นั่งอยู่ในรถลูกกรงของเรือนจำ ซึ่งเผยแพร่กันครึกโครมในทุกสื่อ
แม้มีอิริยาบถยกนิ้วโป้งทักทายนักข่าวเหมือนจะบอกว่า “ยังไหว” แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผู้ที่ได้เห็นจางจากความสะเทือนใจกับชะตากรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นจิตวิญญาณของพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมศรัทธาสูงสุดมายาวนานกว่า 30 ปี
“ทักษิณ ชินวัตร” ผู้ที่โลกรับรู้ความเป็นผู้นำที่โดดเด่นที่สุดของประเทศในอาเซียน รับวิบากกรรมซึ่งอธิบายได้ยากว่าใครเป็นคนก่อ ท่ามกลางความสลดใจของผู้ให้ความศรัทธาจากความเกื้อกูลที่สร้างผลงานทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้น โดยเฉพาะมีที่พึ่งอันทรงประสิทธิภาพมั่นคงยามเจ็บไข้ได้ป่วย
ความสุขล่าสุดคือหลังกลับแผ่นดินเกิดมานำ “พรรคเพื่อไทย” ตั้ง “รัฐบาลข้ามขั้ว” แลกกับการไม่ต้องใช้ชีวิตระหกระเหินทำมาหากินในต่างประเทศ กระทั่งส่งให้ “ลูกสาวคนโปรด” เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ
แต่แล้วชั่วโมงนี้เหมือนทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา
จากผู้นำที่เฉิดฉายในวิสัยทัศน์ ขึ้นเวทีชี้ทางนำประเทศสู่ความสำเร็จในการพัฒนาสู่ความรุ่งเรืองอย่างได้รับการยอมรับในความรู้ ความสามารถ
พลิกมาเป็นผู้อยู่ในเครื่องแบบ “นักโทษในรถกรงขังของเรือนจำ”
หากถามว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบที่กระชับที่สุดคือ “ความล้มเหลวในภารกิจที่รับมาจากดีลเกาะลังกาวี”
“ดีลเกาะลังกาวี” ที่เป็นใบเบิกทางให้ “ทักษิณ” กลับประเทศได้อย่างสะดวกในทุกขั้นตอน ไม่ยกเว้นแม้แต่การจัดการให้กักรับโทษที่ “ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ” แทนถูกขังคุกตามความผิดเหมือนคนอื่นๆ
เป็นที่รับรู้กันว่า ภารกิจที่รับมาคือ นำพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคสายอุดมการณ์ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ข้ามขั้วมาร่วมมือกับ “ขบวนการการเมืองสายอนุรักษนิยมสืบทอดอำนาจ”
หัวใจของภารกิจคือ ต้องทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ที่เปลี่ยนขั้วนี้ได้รับความนิยม สามารถชนะ “พรรคคนรุ่นใหม่” อย่าง “อนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน” มาจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าในนามประเทศประชาธิปไตยได้อย่างชอบธรรม โดยไม่ต้องอาศัยองค์กรสถาปนา และกลไกอำนาจที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวช่วยให้เป็นเหตุถูกโจมตีจากนักประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศ
ทว่า 2 ปีที่ผ่านมา มองไม่เห็นแนวโน้มที่ภารกิจตามดีลจะประสบความสำเร็จ ทั้งที่องค์กรสถาปนา และกลไกลงมือจัดการกับ “พรรคสีส้ม” อย่างหนักแล้ว แต่ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับไม่สามารถฟื้นศรัทธาประชาชนคืนให้พรรคเพื่อไทยได้
ความเชื่อว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ “พรรคอนุรักษนิยมสืบทอดอำนาจ” มีแต่จะพ่ายแพ้ต่อ “พรรคประชาชน” หลุดลุ่ยมากขึ้นกระจายไปทั่ว
“รัฐบาลเพื่อไทย” สร้างผลงานใหม่ไม่ได้ ยิ่งบริหารยิ่งเสื่อมถอยไปจากความนิยมชมชอบของคนส่วนใหญ่ ประเทศเผชิญชะตากรรมเลวร้ายในทุกมิติ
และที่สุดคลิปสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง “แพทองธาร ชินวัตร” ผู้วางตัวเป็นหลานกับ “ฮุน เซน” ผู้ได้รับการเอ่ยอ้างเป็น “อา” ในเรื่องพื้นที่ชายแดนที่อ่อนไหว ได้กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” เพราะทำให้ “ลูกสาวที่ถูกส่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี” ถูกต่อต้านอย่างหนัก ซึ่งที่สำคัญคือการปลุก “กระแสชาตินิยม” ที่เป็นเชิงบวกต่อ “อนุรักษ์ผูกขาดอำนาจนิยม” ได้ผลเป็นอย่างดี โดยมี “พรรคเพื่อไทย” และ “คนในครอบครัวชินวัตร” ถูกจัดวางเป็นจำเลยของกระแส
คนส่วนใหญ่บอกว่า “มันจบแล้ว” ภารกิจที่เป้าหมายอยู่ที่ชัยชนะ “พรรคส้ม” ในการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่เหลือแล้ว
ว่าไปทางเลือกที่ไม่เลวร้ายเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ตอนนั้นยังมีอยู่
หาก “แพทองธาร” ลาออกจาก “นายกรัฐมนตรี” เกมอาจจะเปลี่ยน “ทักษิณ ชินวัตร” อาจจะยังคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลให้สนับสนุน “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตอีกคนของพรรคเพื่อไทยให้ขึ้นมาแทนได้
แต่เมื่อ “เนวิน ชิดชอบ” ออกมานำ “พรรคภูมิใจไทย” รณรงค์ “ไทยรักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” ที่ก่อกระแสตอบรับกระหึ่มขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง พร้อมข่าว “ดีล” ที่เล่าลือกัน
แทนที่จะหยุดคิด และหาข้อมูลให้พอที่จะเคลื่อนต่อ “ทักษิณ” กลับนำ “คนพรรคเพื่อไทย” รบกับ “เนวิน-ภูมิใจไทย” แบบแตกหัก วางเกมล้มล้างในทุกเรื่อง ตั้งแต่ที่ดินเขากระโดง ฮั้ว ส.ว. ที่ดินเขาใหญ่ จนถึง “ยึดมหาดไทย”
กลายเป็น “สงครามช่วงชิงการนำ” ใน “สายอนุรักษ์อำนาจผูกขาดนิยม” ขณะที่ “ภูมิใจไทย” รับมืออย่างท้าทายในทุกเรื่อง ทุกประเด็น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ว่าไป “เพื่อไทย” ยังมีทางเลือกด้วยการให้ “อุ๊งอิ๊ง” ประกาศยุบสภา ซึ่งอย่างน้อยก็ยังรักษาสถานะบางอย่างไว้
แต่ “ทักษิณ ชินวัตร” เลือก “รอการตัดสินของศาล” ทั้ง “112 ของตัวเอง-จริยธรรมร้ายแรงของแพทองธาร และฟื้นคำสั่งคุมขังของตัวเอง”
เมื่อผลออกมาในทางระเนนระนาด “แพทองธาร” หลุดจากเก้าอี้ ยังเลือกที่จะสู้ต่อด้วยการประกาศเสนอชื่อ “ชัยเกษม” เข้าแข่งกับ “อนุทิน” ทั้งที่สัญญาณชัดเจนแล้วจากท่าที “ส.ส.สายสุชาติ ชมกลิ่น” ซึ่งรู้กันอยู่ว่าต่อเชื่อมตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และยิ่ง “ธรรมนัส พรหมเผ่า” นำพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า “ทักษิณเป็นผู้สนับสนุนให้ก่อตั้ง” ย้ายขั้วมาแถลงหนุน “อนุทิน” ท่ามกลางข่าว “อนุทินยื่นโทรศัพท์ให้ธรรมนัสคุยเพื่อรับข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้จากใครบางคน”
เชื่อว่า “ทักษิณ” อ่านออกแล้วถึงสัญญาณ ถูกเปลี่ยนตัวแม่ทัพมาเป็น “อนุทิน” แต่เหมือนทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ การสั่งสู้จึงเกิดขึ้น แต่เป็นการสู้อย่างทุลักทุเล ไม่ว่าจะเป็นการ “โทร.ขอการสนับสนุนจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อไม่ได้ผลก็พลิกมาเป็นยุทธการ “ถล่มพรรคส้ม” โดยนางแบก นายแบก และ ส.ส.กี้กี้ ด้วยเหตุผลแบบ “ขว้างงูไม่พ้นคอ”
และที่สุดถึงกับยื่นร้องศาลกล่าวหา MOA โหวตนายกฯ ขัดดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเองก็ยอมรับ จนต้องมายกเลิกการร้องเรียนให้วุ่นวายภายหลัง
ซึ่งสะท้อนถึงการดิ้นเฮือกสุดท้ายแบบโกลาหล
“แม่ทัพ” ของ “ผู้กำหนดเกม” ตอนนี้เปลี่ยนตัวแล้ว จาก “ทักษิณ ชินวัตร” มาเป็น “อนุทิน ชาญวีรกูล” มาพร้อมกับการสนับสนุนมากมายทั้ง “ตัวบุคคลที่ส่งมาร่วมเป็นรัฐมนตรี” และเครือข่ายสนับสนุนการสร้างผลงานให้ภารกิจของ “แม่ทัพคนใหม่” ประสบความสำเร็จ
งานแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นสัญญากับ “พรรคส้ม” มีระดับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” มาเป็นตัวแสดงหลักให้
พร้อมๆ กับสัญญาณบางอย่างว่า “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” อาจจะอยู่ยาวกว่าที่คิด และเกินกำลัง “พรรคประชาชน” จะกำหนด กดดัน
“แม่ทัพดีล” คนดิมเข้าคุกไปแล้ว ภารกิจ “แม่ทัพคนใหม่” ท้าทายความสามารถในการรับมือของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แห่ง “พรรคประชาชน” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจในการวางเกม
