‘ธนาธร’ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ GRAND COMPROMISE ‘การประนีประนอมใหญ่’ กำลังเกิด!
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘ธนาธร’ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
GRAND COMPROMISE
‘การประนีประนอมใหญ่’
กำลังเกิด!
หมายเหตุ เนื้อหาส่วนหนึ่งจากเวทีเสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ตอบคำถามของผู้ฟังด้านหน้าเวที
ผู้ฟัง : คุณธนาธรพูดว่านี่ (การโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ) คือโอกาสครั้งเดียวในการหยิบกุญแจเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ เราเลยจำเป็นต้องเสี่ยง อยากถามว่าจริงๆ เรายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ ที่จะไม่ใช่ความเสี่ยงครั้งนี้ เพื่อจะหยิบกุญแจดอกนี้?
ธนาธร : ถ้ามีทางเลือกอื่นก็ลองเสนอ คือผมคิดว่าวันนั้นการตัดสินใจหลักๆ ของเพื่อนของผมที่อยู่ในพรรคประชาชนก็คงเป็นการอยู่เฉยๆ ไม่โหวตใคร กับการโหวตพรรคภูมิใจไทย
คำถามคือนี่ 19 ปี 19 กันยา ถ้าคุณไม่โหวต มันก็เป็นอย่างนี้ต่อไป มองไม่เห็นโอกาส ผมต้องบอกว่าผมอยู่การเมืองมา 7 ปี ปีนี้ปีที่ 8 มันไม่มีวินาทีไหนที่เรามี “อำนาจต่อรองทางการเมือง” ถึงขนาดนี้ได้เลย (ที่ผ่านมา) เราไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย
อาจารย์ปิยบุตร (แสงกนกกุล) เขาไล่ไทม์ไลน์ให้ฟังหลายครั้ง กุญแจมันแค่กริ๊กเดียวเอง ไขครั้งเดียว ถ้ามันผ่านกระบวนการนี้ มันจะไม่กลับมา ส.ว.อีก ส.ว.ได้ยกมือทีเดียวก็คือรอบนี้ ดังนั้น ถ้ายกมือรอบนี้ได้ หีบมันเปิดแล้วกลับมาล็อกไม่ได้อีก มันกริ๊กเดียวจริงๆ ไขกริ๊กเดียวรอบนี้
ถ้าเกิดใครคิดว่ามีทางเลือกที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จริง ผมก็อยากฟังเหมือนกัน เพราะผมมองไม่เห็น เอาอีกครั้งหนึ่ง การใช้เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภามันแค่รอบนี้รอบเดียว พอเข้าสู่กระบวนการทั้งหมดแล้ว มันไม่ต้องกลับมาอีก มันล็อกเดียวจริงๆ
ผมคิดว่าในจังหวะที่เข้าด้ายเข้าเข็มแบบนี้ จำเป็นต้อง “ลองเสี่ยง” กันดู และผมคิดว่าหลายคนประเมิน “ดาวน์ไซด์” (ข้อเสีย) สูงเกินจริงไปมาก
ข้อเสียมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลองประเมินจากความเป็นจริง ผมใช้เวลานี้พูดก็ได้ “เขากระโดง” ก่อน เอาจริงๆ แล้วมันอยู่ที่การรถไฟฯ เพื่อไทยเป็นรัฐบาลมาตั้งนาน ทำไมไม่บังคับให้การรถไฟฯ ฟ้อง ถ้ามันผิดจริงๆ การรถไฟฯ ฟ้องไปแล้ว นี่ไม่ได้ฟ้องนะครับ และถ้าผิดจริง ชาวบ้านแถวนั้นก็ผิดกันหมดเลย มันไม่ได้มีแปลงเดียว
“ฮั้ว ส.ว.” นี่ยิ่งหนัก ใครเป็นรัฐบาลก็ไม่เกี่ยว เรื่องมันอยู่ที่ กกต. รัฐบาลเกี่ยวอย่างเดียวคือเรื่องคดีอาญา ไม่ได้เกี่ยวกับการถอดถอน ส.ว. จะถอดถอน ส.ว. มันต้องไปกลไก กกต. แล้วกลไก กกต. ถ้าคุณเชื่อว่ามันเป็นของเขาอยู่แล้ว ใครเป็นรัฐบาลมันก็เป็นของเขาอยู่แล้วครับ
คดีอาญาที่ต้องทำผ่านกระบวนการดีเอสไอ ดีไม่ดี ส.ว.หมดวาระไปแล้ว ไม่รู้คดีอาญาจะถึงฎีกาหรือเปล่า
ดังนั้น เอาความจริงมาวางกันว่าข้อเสียมันคืออะไร ผมบวกลบคูณหารแล้ว ผมไม่ได้มองข้อเสียแย่ขนาดนั้น ต่อให้เกิดการ “เบี้ยว” มันก็เน่ามา 19 ปีแล้ว ต่อให้มันเสียหาย อย่างมากอีก 2 ปีก็เลือกตั้งอีกครั้ง
ผู้ฟัง : ถ้าจัดให้มี “ประชามติรัฐธรรมนูญ” แล้วฝ่ายรณรงค์ให้แก้รัฐธรรมนูญแพ้ จะทำอย่างไรกันต่อ?
ธนาธร : ถ้าตอบแบบเห็นแก่ตัว ถ้าประชามติแพ้ ผมก็ย้ายประเทศแล้วครับ ผมไม่อยู่แล้วประเทศนี้ (หัวเราะ)
ถ้าเอาความเป็นจริง ก็ต้องทำ (รณรงค์) ต่อ และถ้าแพ้ประชามติ สนามหน้าก็คงเป็น (การเลือก) ส.ว. รอบ 2572 นึกออกไหมครับ คือในความเป็นจริง คุณจะแพ้ คุณจะรณรงค์ จะลงถนนอะไรก็ว่ากัน แต่ “สนามที่เป็นทางการ” ที่จะช่วงชิงอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งต่อไป ถ้าประชามติรอบนี้แพ้ ก็จะอยู่ที่ ส.ว.2572
นั่นคือภาพที่เป็นจริง ว่าถ้าแพ้แล้ว สมรภูมิของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้จริงครั้งต่อไปก็จะอยู่ที่ปี 2572
เราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมคิดว่าถ้ารูปแบบการเลือก ส.ว.ยังเป็นแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเอา “คนที่มีจิตใจฝักใฝ่ประชาธิปไตยพร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เข้าไปถึง 1 ใน 3 ได้อย่างไร
ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะ พอมีทางอยู่ แต่ต้องการความสามัคคีกันมากๆ
ผู้ฟัง : ในเงื่อนไขปัจจุบัน มีคนพูดว่ารู้สึกไม่มีอนาคตแล้ว ไม่มีความหวังแล้ว เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมามีความหวังอีกครั้ง?
ธนาธร : มันก็ไม่เชิงเสียทีเดียวนะครับ ผมยกตัวอย่าง สภาเพิ่งผ่านกฎหมายลาคลอด 120 วันไป ถ้าใครตามข่าว ก็จะเห็นว่าเนื้อหากฎหมายฉบับนี้เพิ่มวันลาคลอดจาก 90 วัน เป็น 120 วัน และ 30 วันที่เพิ่มขึ้น ใช้ได้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ก็คือให้เลือกใช้ได้ด้วย ซึ่งเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าระดับหนึ่งเลย มันก็ผ่านมาได้ กฎหมายเรื่องสมรสเท่าเทียมมันก็ผ่านมาได้
ดังนั้น ถามว่ามันหมดหวังขนาดนั้นหรือเปล่า ผมว่าไม่ถึงขนาดนั้น เราเดินทางอยู่ เราเห็นถึงความยากลำบากของผู้คน เราเห็นถึงอนาคตที่มันมืดมน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มี “ชัยชนะเล็กๆ” แบบนี้ที่มันหล่อเลี้ยงการเดินทางของพวกเรา ว่าการเดินทางที่ผ่านมาของพวกเรามันไม่ได้ “สูญเปล่า”
ยกตัวอย่าง ผมคิดว่าสิ่งที่เยาวชนทำเมื่อปี 2563-2564 รวมถึงสิ่งที่คนอยู่ในคุกทำด้วย “คุณูปการ” ของมันคือการทำให้การพูดถึง “การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นเรื่องสามัญในสังคม
แน่นอนที่สุดมันมีความสูญเสีย มันมีต้นทุน แต่อย่างน้อยมันมีความก้าวหน้า มันผลักดัน “เพดานของความเป็นไปได้” ให้สูงขึ้นได้ มืดมนหรือเปล่า มืดมน แต่ไม่ใช่ว่าไม่เห็นแสงสว่าง หรือไม่เห็นความเป็นไปได้เลย ในความมืดมนนั้น มันยังมีชัยชนะเล็กๆ ที่ค่อยๆ สะสมทุกวัน ทุกวันอยู่
อย่าท้อถอยครับ
ผู้ฟัง : สมมุติว่าปีหน้าเราเลือกตั้ง พรรคส้มชนะได้ ส.ส. 270 ที่นั่ง แล้วประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญก็ผ่าน ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีฉันทมติเดียวกันแล้วว่า “เราต้องเข้าสู่อำนาจ” เพื่อจะเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโครงสร้างทุกอย่าง แต่ถ้าเกิดว่า สุดท้าย สถาบันทางอำนาจต่างๆ และรัฐพันลึกเขาไม่ให้เราเข้าสู่อำนาจ ทีนี้จะทำอย่างไร?
ธนาธร : ผมคิดว่ามีความต่างอยู่มาก (ระหว่าง) ในสมัยที่คุณทักษิณ (ชินวัตร) ชนะพรรคเดียวเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับสมัยนี้
20 ปีที่ผ่านมา มัน “เหนื่อยล้า” กันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ก็เหนื่อยล้ามาก นักการเมืองถูกตัดสิทธิ์เยอะแยะไปหมด นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน ก็เหนื่อยล้ากันมาก ไปถามไอลอว์ ไปถามศูนย์ทนายสิทธิฯ ทุกคนทำงานเหนื่อยล้ากันมาก
แม้แต่ฝั่งอนุรักษนิยมเอง เขาเจอพวกคุณเขาก็เหนื่อยล้าครับ ไม่ใช่เขาไม่มีความกังวล เขาก็กังวล ดังนั้น ในภาวะเช่นนี้เอง มันจึงมีโอกาส “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด
คือหนังสือเล่มนี้ยังอยู่ในบทที่เริ่มจากวันที่ 19 กันยายน 2549 อยู่ เรายังอยู่ในบทนี้ ยังไม่จบบทดี แล้วบทนี้มันเดินมาถึงตอนปลายบทแล้ว ทุกฝ่ายเหนื่อยล้ากันมาก มันมีโอกาสเกิดสิ่งที่ผมใช้คำว่า “grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่” ของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การหาทางลงอย่างนุ่มนวล
กระบวนการนี้ถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลา มันไม่ได้เกิดขึ้นภายใน 2-3 ปี แต่ถ้าภูมิใจไทย “รักษาสัญญา” ผมว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำมาสู่ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” ได้ เพื่อให้ปิดบทนี้ของหนังสือ
ต้องพูดกันตรงๆ หมวด 1 หมวด 2 หรือการปฏิรูปสถาบันฯ ใดๆ จะเป็นส่วนของบทต่อไป จะได้ ไม่ได้ อย่างไร เดี๋ยวไปว่ากัน แต่จบบทนี้ มันมีโอกาสจบที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำการเมืองให้มาสู่ “ความเป็นปกติ” เอาเพื่อนออกจากคุก นิรโทษกรรมให้หมดทุกคน มันมีโอกาสปิดบทนี้อยู่ มีโอกาสเกิด “การประนีประนอมครั้งใหญ่” แบบนี้ขึ้น
ชื่อหัวข้อการเสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่ 4 เดือน มันอาจจะยาวกว่านั้น ผมว่ามันอยู่ประมาณ 2 ปี
ช่วง 2 ปีนี้ มีโอกาสเกิด “การประนีประนอมครั้งใหญ่” ในสังคมไทย ที่จะนำไปสู่บทต่อไป ซึ่งบทต่อไปจะเป็นอย่างไร อาจจะเป็นหน้าที่ของคนรุ่นคุณแล้ว วันนั้นผมอาจจะอยู่ในคุกไปแล้วด้วยนะ
ดังนั้น ถ้าเกิดว่าพรรคประชาชนได้ 250 เสียง ข้อดีคือมันอาจจะนำไปสู่ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” ได้ แต่ข้อเสียคือ ถ้ามันไม่นำไปสู่ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” มันจะนำไปสู่การทำลายพรรคประชาชน เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยทำกับพรรคไทยรักไทยมาแล้ว
เพราะถ้าได้พรรคเดียวเกินกึ่งหนึ่ง มันจะผ่านกฎหมายอะไรก็ได้ อันนี้ถ้าไม่เกิดการปรับจูนพูดคุยกัน หาทางออกร่วมกันไม่ได้ ก็จะเกิดการทำลายพรรคประชาชน หลังจากนั้นก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นแล้ว
มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่บวกเสมอ ผมยังเชื่อว่าเราน่าจะหาทางออกที่ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันได้ และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกเส้นทางในการตั้งพรรคการเมืองมาตั้งแต่แรก ก็คือเราต้องการจะหาทางออกให้กับประเทศไทย นำประเทศไทยกลับไปสู่เส้นทางประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมีการสูญเสียกันอีก
