เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
ฝากความหวัง ไว้ที่ ‘อาจารย์เชน’
ถ้าใครสักคนจะทุบโต๊ะ โครม! ใหญ่ว่า “พรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง ได้ส.ส.มามากที่สุด” คงไม่ได้ยินแม้เสียงกระซิบว่า “ไม่เชื่อ”
ด้วยหัวใจของทุกคนต่างรับรู้จากทุกสัมผัสถึงความมุ่งมั่น “เอาจริง” ในอุดมการณ์ทรงพลังของคนหนุ่มสาวที่ทุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพื่อทำงานการเมืองที่ดีงาม ด้วยปรารถนาเปลี่ยนอนาคตประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง ขณะที่มีบุคลากรมืออาชีพเข้าร่วมมากมาย
ประเทศที่ผู้คนยังพอมีสติปัญญาเหลือพอเปิดให้ความหวังที่ดีงามเข้ามาเป็นทัศนคติ “จะปล่อยให้พรรคการเมืองแบบนี้พ่ายแพ้ได้อย่างไร?”
แต่ก็นั่นแหละ ในทุกเส้นทางที่ขับเคลื่อนความหวังย่อมเป็นไปได้เช่นกันว่า ปลายทางอาจจะพบกับ “ความสิ้นหวัง”
เพราะหากจะบอกกว่า “ชนะการเลือกตั้ง แต่พรรคประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และอาจจะถึงขึ้นไม่ได้ร่วมรัฐบาล” มีใครบ้างจะกล้าโต้แย้งอย่างเต็มปากด้วยเสียงอันดังว่า “ไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้”
ใช่หรือไม่? ว่าทุกคนต่างตระหนักอยู่ในใจถึง “ชัยชนะที่สิ้นหวัง” นั้น
ไม่ว่าบรรยากาศของการหาเสียง จะอึกทึกครึกโครมด้วยเสียงเชิดชูความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจประชาชนเพียงใดก็ตาม แต่ไม่ว่าใครที่เรียกสติคืนมาอยู่กับการรับรู้ความเป็นจริงได้ ย่อมกระจ่างในใจว่าการเมืองบ้านเรายังขับเคลื่อนใน “นิติสงคราม” อย่างเข้มข้น
มีการสร้างและใช้ “กฎหมาย” โดยสถาปนาองค์กรขึ้นมาเป็นหน่วยบัญชาการและขยายกองกำลังขึ้นมาปฏิบัติการช่วงชิง และควบคุมอำนาจรัฐอย่างทรงประสิทธิภาพ โดยคนกลุ่มหนึ่งและเครือข่ายที่ควบคุมอำนาจโดยไม่ยึดโยงกับประชาชน ใช้จัดการนักการเมือง และพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน อย่างบ่อยครั้งที่อธิบายไม่ได้ด้วย “หลักนิติธรรม” โดย “โครงสร้างอำนาจ” ที่ถูกออกแบบไว้ให้คนทั้งประเทศต้องยอมจำนน เพื่อเอาตัวรอดจากการถูกไล่ล้างทำลายอย่างไม่มีทางสู้
คนทั่วไปที่เป็นส่วนใหญ่ซึ่งต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำเป็นมดงาน อาจจะพอใจแค่ได้รับเงินแจกจากรัฐบาลในบางครั้ง ให้ได้ซื้อหาข้าวของที่อยากได้บ้าง จะไม่รู้สึกอะไรเพราะอยู่มาด้วยความเคยชินเช่นนั้น
แต่สำหรับคนที่ประกอบธุรกิจ หรือเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์มาบ้าง ย่อมตระหนักถึง “ความเป็นประเทศที่ค่อยๆ ถล่มสู่ความสิ้นหวังลึกลงไปเรื่อยๆ” จากการสูญเสีย “ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากนักลงทุนในทุกระดับ” ตามด้วย “หมดสภาพของความสามารถในการแข่งขัน” ก่อภาวะ “ไร้อุตสาหกรรม และกิจการที่เข้ายุคสมัยของโลก” นำมาซึ่ง “สภาวะหมดโอกาสพัฒนา” ต้องจมอยู่กับความล้าหลัง สิ้นหนทางเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
ทุกเครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนประเทศไม่ใช่แค่ “กำลังจะดับสนิททั้งหมด” แต่การบริหารจัดการทำได้แค่ “หยอดน้ำมัน” ให้พอสัมผัสได้ถึงความรวยรินของพลังที่อ่อนล้าที่เหลืออยู่
ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง เป็นโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่ แต่โครงสร้างที่ออกแบบไว้ดูจะไม่อนุญาตให้พรรคที่แสดงให้เห็นถึงความเปี่ยมพลังที่จะโละทิ้งเครื่องยนต์ที่สนิมเขรอะ จัดหาเครื่องยนต์นวัตกรรมใหม่มาชับเคลื่อนแทน
มีเรื่องราวของ “ใบอนุญาต” จาก “รัฐพันลึก” ที่ให้กับ “พรรคการเมืองที่เจตจำนงจัดเจน” กับ “การสยบยอม” ล่วงหน้า
กดข่มอำนาจประชาชนไม่ให้ “หือ” ไม่ให้ “อือ” ไปเรียบร้อย
จะเหลือที่เป็นความหวังอยู่บ้างคือ การดิ้นรนของ “พรรคเพื่อไทย” ที่ยังหาวิธี “ยกเครื่องประเทศ” ยอมใช้ “เครื่องมือสอง” จาก “เซียงกง” แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
ซึ่งเมื่อมี “นายช่างรุ่นใหม่” ที่พอเข้าใจกลไกของเครื่องยนต์ทันสมัยที่ใช้ขับเคลื่อนโลก อย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” มาช่วยปรับจูนให้ ย่อมพอจะมีความหวังว่าจะพาเดินหน้าไปได้บ้าง
แต่ก็นั่นแหละ การปรับจูนภายใต้การควบคุมที่เข้มข้น ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรไม่อนุญาตให้ทำ และการแข็งขืนหรือโต้แย้งเป็นเรื่องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีตัวอย่างของชะตากรรมให้เห็นอย่างต่อเนื่องแล้ว
พระเอก “รถพุ่มพวง” อย่าง “อาจารย์เชน” จะต้องพิสูจน์ภาวะผู้นำที่บริหารจัดการประเทศได้จริง ภายใต้บทเรียนจากชะตากรรมของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน มาถึงเพื่อไทย ผ่านบทบาทของทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร
ยืนอยู่ได้หรือไม่ผ่าน จะจบแบบไหน ต้องเดิมพันด้วยการแลกกับอนาคตสดใสของคนหนุ่มจาก “ครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมมาตลอดชีวิต”
