เมนูข้อมูล (ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
โค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง แม้มากมายด้วยสีสัน ปรากฏการณ์ดราม่า เรื่องราวของกระสุน กระแส สาระนโยบายหวือหวา สร้างหวัง ชวนฝัน แต่นั่นเป็นความคึกคักที่กระตุ้นให้ประชาชนเดินเข้าคูหาเท่านั้น
แต่ไม่ว่าใครที่ติดตามการเมืองไทยอย่างทำความเข้าใจให้ลึกไปถึงแก่นย่อมรู้ว่า “ผลการเลือกตั้ง” เป็นเพียงแต่ “จุดเริ่มต้น” ของ “เกมอำนาจ”
กระบวนการเข้าควบคุมอำนาจการจัดการประเทศ ยังมี “ขบวนการในเงามืด” ซ่อนตัวเพื่อหาจังหวะจัดการให้เป็นไปตาม “เป้าหมาย” หรือ “ธง” ที่วางไว้แล้วแบบ ทันทีที่คู่ต่อสู้กะพริบพาเปิดช่องโหว่ให้เห็น
สนามแห่ง “นิติสงคราม” ระหว่าง “พรรคการเมือง” ที่ยืนหยัดใน “อำนาจประชาชน” กับ “ขบวนการสืบทอดผลประโยชน์” ที่สถาปนาเครือข่ายมาด้วยการทำรัฐประหารและฝังโครงข่ายอำนาจไว้ในกติกาการจัดการประเทศที่เรียกว่า “กฎหมาย” ตั้งแต่สูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญฯ ถึงกฎหมายลูกที่สร้างมือสร้างไม้
“การเลือกตั้ง” เอาเข้าจริงแล้วเป็นเพียงพิธีกรรม หรือ “สมรภูมิแรกของนิติสงคราม” ที่คู่ต่อสู้ 2 ฝ่ายดังกล่าวต้องหาทางเอาชนะ แต่เป็นการเริ่มต้นที่หวังไม่ได้ใน “ความเป็นธรรม” ของการบริหารจัดการ การเปิดทางให้ “ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ” แบบยัดเยียดความผิดให้อีกฝ่าย “ถูกคัดออก” เกิดขึ้นได้เสมอ ในนามของ “ผู้มีอำนาจในการจัดการ” เป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของ “พิธีกรรม” ที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง”
และประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงที่เพิ่งผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นชัดแล้วว่า แม้จะฝ่าด่าน “ตื่นตัวตรวจสอบหนัก เร่งเอาผิดฝ่ายหนึ่ง แต่หลับตาปล่อยผ่านอีกฝ่ายหนึ่ง” ไปได้ ใช่ว่าจะยังยืนอยู่ได้ ในสมรภูมิแห่ง “นิติสงคราม” ยังมีกองกำลังมากมายที่ออกแบบไว้ให้ “มีอำนาจ” หรือ “สถาปนาอำนาจให้ตัวเอง”
ชัยชนะ “การเลือกตั้ง” ไม่ได้เป็นหลักประกันว่ามีพลังพอจะ “ไม่ยอมจำนน” ต่อการใช้อำนาจสถาปนาเหล่านั้นได้
เครือข่ายแห่งขบวนการในเงามืดนี้ มี “พรรคการเมือง” ของตัวเองที่พร้อมจะร่วมมือกับพรรคที่สยบยอม พลิกเกมเพื่อร่วมกำจัดพรรคอีกฝ่าย ให้พ้นไปจาก “ศูนย์กลางอำนาจ” หรือถึงขั้นเอาโทษเป็นโทษตายกับคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องพะวงถึงสำนึกแห่งความมีเหตุมีผล
และที่สุดแล้ว แม้แต่ละอาศัยศิลปะเปิดทางให้ต้องเลือกประนีประนอมในบางระดับ เพราะรับรู้ว่าดันทุรังหาญหักเพื่อเดินต่อไม่ได้
แต่หลังจากนั้น กลไก “นิติสงคราม” ที่ถูกออกแบบไว้ยังสามารถปฏิบัติการสร้างอุปสรรคสารพัดให้เกิดขึ้นทั้งที่ยังอยู่ในความจำเป็นต้องประนีประนอมนั้น จนกลายเป็นว่า “ผู้กำหนดทิศทางของเกมอำนาจ” ไม่ใช่ “พรรคการเมืองที่มาจากอำนาจประชาชน” แต่เป็น “พรรคที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้อำนาจ” ใน “นิติสงคราม”
ด้วยเหตุนี้ ผู้ติดตามการเมืองอย่างมองให้ถึงแก่น ย่อมต้องจับตาความเคลื่อนไหว หรือไวต่อสัญญาณของ “ขบวนการในเงามืด”
ทุกข่าว ทุกกระแสที่ถูกปล่อยออกมา ไม่ว่าจะฟังดูแล “ไร้เหตุผล” รองรับสักเพียงใดแต่เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่าที่สุดแล้ว ต้อง “เงี่ยหูฟัง” หรือ “ชำเลืองมองเพื่อประเมินทั้งหมด” เพราะเรื่องราวในอดีตได้พิสูจน์แล้ว ว่า “ความเลวร้ายต่อผู้มาจากอำนาจประชาชน” ไม่จำเป็นต้องจากเหตุผลที่วิญญูชนรับได้
การทำงานของ “พรรคที่อิงอยู่กับอำนาจประชาชน” จึงเป็นภาระที่หนักอึ้ง เพราะนอกจากจะไม่เปิดช่อง บาดแผล หรือความอ่อนแอให้ถูกโจมตีได้เลยแล้ว ยังต้องเรียกหาพลังสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น พอที่จะทำให้คู่ต่อสู้ตระหนักถึงความจำเป็นตังยั้งคิด
ซึ่งการไปถึงสภาวะเช่นนั้นได้เป็นงานที่ไม่ง่ายเลย
ทางเดินสู้เป้าหมายที่ยากเย็นเช่นนี้ นักการเมืองและพรรคส่วนใหญ่จึงไม่เลือกความสำเร็จที่วางคุณค่าไว้ที่การแสวงอำนาจ เพื่อเป็นเครื่องมือแบ่งปันผลประโยชน์ ขึ้นสู่ชนชั้นอภิสิทธิ์ชน ง่ายกว่าหากเลือกที่จะสยบยอม
นักการเมืองส่วนใหญ่จึงสุมหัวกันอยู่ตรงนั้น และพยายามบอกเล่าถึง “สัญญาณแห่งนิติสงคราม และพลังอำนาจที่ต้านทานไม่ได้” เพื่อเป็นเหตุผลป้องกันตัวเองไว้จาก
“ความรู้สึกผิดที่ไม่คิดสู้”
ประเทศเป็นอื่นไปไม่ได้เลย จนกว่า “หัวใจของประชาชนส่วนใหญ่” จะหยุดพ้นจากคำสาปของ “ขบวนการในเงามืด” ที่เสกให้มืดมนอยู่ใน “สำนึกยอมจำนน” ต่อ “สัญญาณนิติสงคราม”
