สู่ 5 ทศวรรษ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
29 พฤษภาคม 2569 หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” จะมีอายุครบ 49 ปีเต็ม ซึ่งถ้านับกันแบบเครือมติชน ก็หมายความว่า “ประชาชาติธุรกิจ” กำลังมีอายุ “ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50” ถือเป็นสื่อที่มีอาวุโสสูงสุดของเครือ
คำถามน่าสนใจ คือ “ประชาชาติธุรกิจ” มีตำแหน่งแห่งที่อยู่ตรงไหนในจังหวะชีวิตของสังคมไทยตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งวิกฤตและโอกาสเกิดขึ้นสลับกันไป?
เบื้องต้น อยากลองตอบคำถามผ่านกรอบการอธิบายและหมุดหมายห้วงเวลาหยาบๆ คร่าวๆ ดังนี้
ความขัดแย้งทางการเมืองจากช่วงปลายทศวรรษ 2510 ถึงต้น 2520 นั้นส่งผลกระทบถึงคนทำสื่อในนาม “ประชาชาติรายวัน” และ “รวมประชาชาติรายวัน” จนต้องหยุดทำงานกันไปชั่วระยะหนึ่ง
เข้าสู่ทศวรรษ 2520 การเปลี่ยนโจทย์มาทำหนังสือพิมพ์ธุรกิจ “ประชาชาติธุรกิจ” ไม่เพียงแต่จะเป็นการหาทางยืนหยัดเพื่อประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต่อไป โดยพยายามหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการเมืองเท่านั้น
แต่การถือกำเนิดขึ้นของหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งยังตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของสังคม นั่นคือ ความเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2520-2530
(จากหลายเหตุปัจจัย เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม จากอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก การย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมายังประเทศไทย และการเริ่มนำก๊าซธรรมชาติที่อ่าวไทยมาใช้ กระทั่งยุคโชติช่วงชัชวาลอุบัติขึ้น)
“ประชาชาติธุรกิจ” ค่อยๆ กลายเป็นสื่อที่มี “คุณค่า” ในบริบททางสังคม-เศรษฐกิจแบบนั้น

แม้สังคมไทยจะหนีไม่พ้นรัฐประหารในปี 2534 มีความสูญเสียในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และปิดท้ายด้วยการเผชิญหน้าวิกฤตเศรษฐกิจ 2540
ทว่า วิกฤตระลอกดังกล่าวก็นำมาสู่การปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งส่งผลให้สังคมไทยยังคงมี “ความหวัง”
ส่วน “ประชาชาติธุรกิจ” และสื่ออื่นๆ ในเครือมติชน ก็ยังทำหน้าที่ร่วมสร้าง “ความฝันความหวังใหม่ๆ” ให้คนในสังคมได้เป็นอย่างดี
ก่อนที่สังคมไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองปลายทศวรรษ 2540 ที่นำไปสู่การรัฐประหารสองครั้งในปี 2549 และ 2557 และสภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วถึงสองทศวรรษ
แม้หลังจากนั้น เราอาจพบพานความหวังหรือโอกาสใหม่ๆ อยู่บ้างตามรายทาง โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (จากอินเตอร์เน็ตสู่เอไอ) แต่เรายังไม่ประสบความสำเร็จในการขยับขยายความน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น ให้กลายเป็น “ความหวังรวมหมู่ขนาดใหญ่” หรือ “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่” ของผู้คนทั้งสังคม
ยิ่งประกอบกับสภาวะผันผวนหนักของการเมืองและเศรษฐกิจโลก (ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์โลก) ในยุคร่วมสมัย “ภาพอุปสรรคขวากหนาม” ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนเสียยิ่งกว่า “ภาพอนาคต” ที่ควรดีขึ้นกว่าวันนี้และเมื่อวาน
เท่ากับว่า จนถึงปัจจุบัน พวกเราในนามของสังคมไทยได้พยายามตามหาไขว่คว้า “โอกาส” หรือ “การปฏิรูปใหญ่ที่ยังมาไม่ถึง” กันมาร่วม 20 ปีแล้ว
หากพูดกันอย่างไม่โรแมนติก “ประชาชาติธุรกิจ” ก็กำลังย่างเท้าก้าวเข้าสู่ครึ่งศตวรรษหลังของตนเอง บนเส้นทางที่ไม่ง่ายดายนัก
เป็นความเหนื่อยยากร่วมกับ “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” ของรัฐไทย ที่ยังบริหารจัดการอำนาจของตนเองและเครือข่ายได้ไม่ลงตัว ยังแสวงหา “ฉันทมติ” ของประชาชนทุกกลุ่มก้อนทุกหมู่เหล่าทุกสีในสังคมไม่เจอ
เป็นความเหนื่อยยากร่วมกับ “ภาคเอกชนไทย” ซึ่งแม้จะมีมหาเศรษฐีหรือกิจการขนาดใหญ่ที่ร่ำรวยมหาศาลอยู่หยิบมือหนึ่ง แต่คนเล็กคนน้อยคนหาเช้ากินค่ำส่วนมากตรงฐานรากก็อ่อนแอเปราะบางขึ้นทุกที จนมีโอกาสที่ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ทั้งระบบจะพังทลายลงมาสักวัน
แน่นอนว่าสื่อมวลชน ที่ไม่ใช่ทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้นำภาคเศรษฐกิจ มิได้มีศักยภาพและกำลังทรัพย์มากพอจะเป็นเจ้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย พวกเราเป็นได้อย่างมากก็แค่เพื่อนร่วมทาง (ไม่ใช่แม้กระทั่งผู้นำ) ทางความคิดของผู้คนในสังคม
ก็ย่อมประสบกับความเหนื่อยยากลักษณะนี้ไม่แพ้กัน
