
กรณีอันเกี่ยวกับบ้านพักตุลาการบนดอยสุเทพ เชียงใหม่ ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ในทางความคิดและในทางสังคมหลายมิติ
1 เป็นมิติอันจะชี้ให้เห็นบทบาทและความหมายระหว่าง”กฎ หมาย” กับ “กฎธรรมชาติ”
1 เป็นมิติอันสะท้อนสำนึก ตื่นตัวเรื่อง”ท้องถิ่น”
ขณะเดียวกัน 1 เป็นมิติอันสะท้อนให้เห็นพัฒนาการและพลังของ “โซเชียลมีเดีย”
“ออนไลน์” ดำรงอยู่ในลักษณะเหนือกว่า”สื่อเก่า”
เรื่องนี้มิได้กระทบต่อแวดวงตุลาการ แวดวงของผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่อง”ที่ราชพัสดุ”
หากที่สุดแล้วคือสิ่งที่”รัฐบาล”ต้อง”ตัดสินใจ”
ถ้ามองในด้านการยึดครองพื้นที่ข่าวและการประชาสัมพันธ์กระแสหลัก
ต้องยอมรับว่า “รัฐบาล”อยู่ในความเหนือกว่า
ความเห็นจากด้านรัฐบาล คสช.กองทัพ ตุลาการ ได้รับการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง
ไม่ว่าสื่อของ”รัฐ” ไม่ว่าสื่อของ “เอกชน”
ตรงกันข้าม ข้อมูลจากทางด้านที่ไม่เห็นด้วยยากลำบากอย่างยิ่งในการนำเสนอ
แต่แล้วสถานการณ์ก็เกิดการพลิกผัน
เมื่อมีการนำเอาภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นการปรากฏขึ้นของอาคารบ้านเรือนที่รุกเข้าไปในพื้นที่ป่าบนดอยสุเทพอย่างเด่นชัด
อันเป็นที่มาของคำว่า “ป่าแหว่ง”
ภาพนี้เริ่มต้นจากโลก”ออนไลน์” และค่อยๆเผยแพร่ออกไปยังสื่อกระแสหลักอย่างเช่นหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
เป็นภาพที่”อธิบาย”เรื่องราวได้เป็นอย่างดี
จุดปะทุอย่างสำคัญมิได้อยู่ที่มิติและข้อเรียกร้องอันมาจากเครือข่ายทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพเท่านั้น
หากแต่เป็นการนัดพบกันในเช้าวันที่ 29 เมษายน
เป็นการนัดพบโดยมีเครือข่ายที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ในพื้นที่เชียงใหม่และภาคเหนือ
เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันก็จะรู้ว่าเป็นอย่างไร
