bg-single

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : มวลชนกับโลกาภิวัตน์ – โจทย์ที่การสร้างอนาคตใหม่ต้องคิด

02.05.2018

ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจคือปรากฏการณ์ที่คนไทยแทบทุกฝ่ายรู้สึกร่วมกัน และไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะพูดว่าเศรษฐกิจดีแค่ไหน

ข้อเท็จจริงในกระเป๋าเงินทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อที่นายกฯ นายพลพูดแน่ๆ ยกเว้นแต่คุณสมคิด, ทีมพลเอกผู้แต่งตั้งคุณสมคิด และทีมเดินตามคุณสมคิดจนได้เป็นรัฐมนตรีสามสี่คน

มองย้อนไปในรอบสี่ปี ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจเกิดจากสาเหตุทางโครงสร้างและสถานการณ์เฉพาะหน้าปนกันไปหมด สามปีแรกของรัฐบาลทำเศรษฐกิจมหภาคและการส่งออกติดลบจนน่าใจหาย

ส่วนปีนี้ก็เกิดปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อะไรจากเศรษฐกิจมหภาคและส่งออกที่ฟื้นตัวช่วงกลางปี 2560 เป็นต้นมา

พูดง่ายๆ ผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้เคลื่อนจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอยทั้งระบบเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อะไรจากระบบเศรษฐกิจ

หลักฐานง่ายๆ ได้แก่ ส่งออกปีนี้โต 10% จีดีพีประเทศขึ้นไป 3.5-4% แต่การบริโภคในประเทศยังอยู่เขต 3%

ซึ่งแปลว่าการส่งออกไม่ส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีเงินจับจ่ายอะไร

ข้อมูลจากบทความ “จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย” ของสถาบันวิจัย ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้ภาพที่ช่วยอธิบายว่าทำไมคนไทยไร้เงินแม้ส่งออกโต

เหตุผลง่ายๆ คือมูลค่าการส่งออก 88% เป็นของนักธุรกิจไม่กี่เจ้า และถ้าเข้าใจต่อไปว่าจีดีพีไทยมาจากการส่งออก 60% ก็เท่ากับมีคนนิดเดียวที่ได้ประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจโต

หากเอาข้อมูลปี 2558 เป็นตัวตั้ง ประเทศไทยมีนักธุรกิจส่งออกทั้งหมด 36,686 ราย

และถ้าตัวเลขของสถาบันป๋วยถูกต้องว่ากลุ่มธุรกิจราวร้อยละ 5 ครอบครองมูลค่าการส่งออกเกือบทั้งหมด ก็พอจะอนุมานได้ว่าเม็ดเงินจากการส่งออกร้อยละ 88 กระจุกอยู่ในมือกลุ่มผู้ส่งออกราวๆ 1,800 ราย

ถ้าอิงข้อมูลที่ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทยว่าไว้ 2 ใน 3 ของกิจการที่โกยเงินจากภาคส่งออกที่สุดนั้นเป็นทุนต่างชาติ

เม็ดเงินจากการส่งออกกองใหญ่ก็อาจอยู่ในธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาผลิตหรือถือหุ้นส่วนกับทุนไทยแล้วส่งออกราว 1,300 ราย

แต่ไม่ได้กระจายสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศไทย

จริงอยู่ว่าการเติบโตของภาคส่งออกเกิดจากปัจจัยอย่างความสามารถถึงวิสัยทัศน์ผู้ประกอบการ แต่นโยบายอย่างการยกเว้นภาษีหรือกดค่าจ้างขั้นต่ำก็คือปัจจัยหนุนการส่งออกที่รัฐยัดเยียดให้ประชาชนแบกรับ

รัฐบาลจึงมีหน้าที่ทำให้คนในประเทศได้อะไรจากเรื่องนี้ยิ่งกว่าเป็นลูกจ้างค่าแรงถูกๆ

อย่างที่ผ่านมาหากรัฐไม่กดดันให้ทุนข้ามชาติกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เป็นธรรม คนส่วนใหญ่ก็จะจมปลักในหุบแห่งความยากจนไม่สิ้นสุด

นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 จึงเกิด “ขบวนการ” ที่ประชาชนรวมตัวสู้เพื่อความยุติธรรมด้านนี้ในหลายประเทศ และนี่เป็นอีกเรื่องซึ่งควรเป็นหนึ่งในอนาคตใหม่ของสังคมไทยในสังคมที่รัฐเทิดทูนทุนข้ามชาติยิ่งกว่าประชาชน

หนทางแห่งการยุติหรือบรรเทาสภาพอันบัดซบนี้มีขั้นตอนสำคัญสองข้อ

ข้อแรก คือความรู้ว่านายทุนคนไหนและกลุ่มธุรกิจใดอยู่เบื้องหลังทุนข้ามชาติซึ่งสร้างปัญหาทั้งหมด

และข้อสอง คือโอกาสที่ความรู้เรื่องนี้จะเปลี่ยนเป็นแรงกดดันให้รัฐและทุนปรับพฤติกรรม

ไม่ว่าทหารกลุ่มยึดอำนาจจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเตะถ่วงเลือกตั้งไปอีกนานแค่ไหน ถึงเวลาแล้วที่พรรคการเมืองต้องหยิบเรื่องนี้เป็นนโยบายเพื่อเปลี่ยนประเทศสู่เส้นทางเพื่อประชาชน

เพราะในยุโรปหลายประเทศ พรรคเล็กและนักการเมืองใหม่ก็ชูนโยบายนี้จนประชาชนลงคะแนนให้เข้าสภาในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในกรณีฝรั่งเศสซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พรรคทางเลือกในหลายสังคม

ส.ส.ใหม่ที่โด่งดังอย่างฟรองซัวส์ รุฟแฟงต์ ก็เป็นอดีต “สื่อทางเลือก” ของสหภาพแล้วทำสารคดี Merci Patron! แฉธุรกิจเครือหลุยส์ที่ย้ายโรงงานแล้วเลิกจ้างคนงานไม่สิ้นสุด จากนั้นคนงานก็โหวตให้เขาเข้าไปสร้างอนาคตที่ดีขึ้นกับประชาชน

จริงอยู่ ชัยชนะของนักการเมืองรายนี้ชวนให้คิดว่าคนหัวก้าวหน้าแจ้งเกิดจากการลงเลือกตั้งครั้งเดียวได้ แต่ความสำเร็จกรณีนี้มีเงื่อนไขเฉพาะคือรุฟแฟงต์ก่อเกิดจากการต่อสู้ของมวลชนขั้นเป็นผู้ริเริ่มขบวนการ Nuit debout ซึ่งปี 2016 แข็งแกร่งขนาดนัดหยุดงาน, ยึดจัตุรัส และชุมนุมในฝรั่งเศสพร้อมกัน 30 เมือง

พูดให้เห็นภาพอีกนิด นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่า Nuit debout เทียบได้กับการลุกฮือที่นักศึกษายึดมหาวิทยาลัยและคนงานยึดโรงงานทั่วฝรั่งเศสจนประธานาธิบดีหนีไปเยอรมนีในปี 1968

ขณะที่สื่อบางส่วนเปรียบเทียบขบวนการนี้กับกลุ่ม Occupy Wall Street ที่ประชาชนบุกยึดพื้นที่หน้าตลาดหุ้นอเมริกา

สําหรับผู้สนใจการเมืองจำนวนมาก Nuit debout ซึ่งแปลว่า Rise up the Night (คืนลุกฮือ) เกิดจากประชาชนแต่ละกลุ่มเผชิญความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจถึงจุดที่เห็นว่าต้องประท้วงร่วมกัน นอกจากนั้น คือความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและพรรคการเมืองล่มสลายจนคนไม่เชื่อว่าสถาบันนี้จะแก้ปัญหาได้ต่อไป

ในระดับภาพกว้าง ปัญหาเศรษฐกิจผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยทางตรงในการชุมนุมและนัดหยุดงาน ความยากจน, อัตราว่างงานสูง, เยาวชนไร้อนาคต, ถูกเลิกจ้าง, ผลกระทบจากการค้าเสรี ฯลฯ จึงผสานเป็นเนื้อดินให้ผู้คนร่วมกันสร้างการเมืองมวลชนบนท้องถนนเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของตนเอง

ในกรณีของ ส.ส. รุฟแฟงต์ ผู้บุกเบิกขบวนการมวลชนและสร้างสารคดี Merci Patron! หรือ “ขอบใจเจ้านาย” งานสำคัญที่เป็นแรงส่งเขาเข้าสภาคือการต่อสู้กับทุนข้ามชาติเครือหลุยส์ซึ่งทำชนชั้นคนงานหายนะ หรือพูดอีกแบบคือการสู้กับทุนโลกาภิวัตน์ซึ่งสร้างความอยุติธรรมกับคนส่วนใหญ่ในสังคมอุตสาหกรรม

หนึ่งในอัปลักษณ์ของโลกาภิวัตน์คือทุนใหญ่ระดับประเทศวิวัฒนาการเป็นทุนข้ามชาติที่ลงทุนทั่วโลกได้เสรี นายทุนกลายเป็นเครือข่ายชนชั้นนำโลกที่รัฐบาลทุกประเทศเกรงใจ การย้ายกิจการไปแหล่งค่าแรงถูกหรือต้นทุนแรงงานต่ำเกิดได้โดยอิสระ ผลก็คือประชากรเผชิญความไม่มั่นคงในการทำงานตลอดเวลา

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนย้ายทุนโดยเสรีที่ขยายตัว วิธีจ้างงาน “แบบยืดหยุ่น” คือรูปแบบการจ้างงานซึ่งแพร่หลายตามไปด้วย เจ้าของทุนพัฒนาการจ้างแบบลูกจ้างชั่วคราว, ฟรีแลนซ์, ซับคอนแทกต์, outsource ฯลฯ

จนนายจ้างแทบมีอิสรภาพในการเลิกจ้างได้ตามใจชอบ สวนทางกับคนส่วนใหญ่ที่ไร้อำนาจต่อรอง

ก็ในเมื่อคนส่วนใหญ่ยังชีพด้วยค่าจ้างจากการทำงาน ความไม่มั่นคงด้านนี้ย่อมสร้างความด้อยโอกาสด้านการศึกษา, การแพทย์, การเลื่อนสถานะ ฯลฯ ตามไปด้วย โลกาภิวัตน์สูตรนี้ส่งผลให้ “ความไม่เท่าเทียม” เป็นลิขิตที่คนส่วนใหญ่จำต้องยอมรับ สังคมในสภาพแบบนี้จึงเป็นสังคมที่การแบ่งแยกแทบเป็นนิรันดร์

พูดแบบ Joseph Stiglitz ก็คือโลกาภิวัตน์สร้าง The Great Divide ที่คนจำนวนมากในโลกเกิดและตายแบบชนชั้นรากหญ้าจากปู่สู่หลาน ส่วนคนหยิบมือเดียวก็สะสมทุนจนความมั่งคั่งทวีคูณในชนชั้นเดียวกัน

การพัฒนาห่วงโซ่การผลิตที่ซับซ้อนคือหนึ่งในเครื่องมือที่ทุนข้ามชาติใช้เพื่อสร้างการจ้างงานที่ยืดหยุ่นได้ตามใจ บรรษัทข้ามชาติทั้งหมดกระจายการผลิตไปโรงงานในประเทศล้าหลังซึ่งหลายกรณีไม่มีกฎหมายแรงงาน, มีแต่ไม่ปฏิบัติ และบางกรณีก็ใช้แรงงานบังคับอย่างอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่อื้อฉาวของไทย

ด้วยเหตุดังนี้ Mark Anner ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาเรื่องห่วงโซ่การผลิตระดับโลก หรือ Global Supply Chain จึงชี้ว่าการควบคุมแรงงานคือเป้าหมายของโครงสร้างการผลิตแบบนี้ ไม่ใช่การกดค่าแรง, หั่นสวัสดิการ หรือการแย่งชิงความได้เปรียบในการขนส่งสินค้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ

โดยพื้นฐานแล้วพลังของคนในสังคมเกิดจากการรวมตัว แต่เมื่อใดที่โครงสร้างการผลิตเต็มไปด้วยการจ้างชั่วคราว / outsource / เหมาช่วง ฯลฯ เมื่อนั้นความรู้สึกไม่มั่นคงในการทำงานย่อมทำให้คนไม่รวมกลุ่มจนอำนาจต่อรองมวลชนถดถอย จากนั้นการจำยอมต่อการถูกละเมิดสิทธิหรือกดค่าแรงก็ตามมาโดยปริยาย

ถ้าโลกาภิวัตน์เป็นแค่ห่วงโซ่การผลิตเพื่อคุมแรงงาน บูรณาการของผู้คนสู่โลกาภิวัตน์ย่อมเป็นเส้นทางที่คนส่วนใหญ่จมปลักกับความไม่เท่าเทียม และในเมื่อห่วงโซ่การผลิตคือเครื่องมือที่ทุนใช้จนคนส่วนใหญ่ไม่ได้อะไร สิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องทำจึงได้แก่การตรวจสอบความอยุติธรรมในห่วงโซ่การผลิตของทุน

ถึงจุดนี้เองที่การละเมิดสิทธิหรือการปฏิบัติกับคนงานไม่เป็นธรรมกับคนงานกลายเป็นประเด็นขึ้นมา ในบรรดาธุรกิจข้ามชาติที่มีโครงสร้างการผลิตซับซ้อนในปัจจุบัน เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มคือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีพฤติกรรมนี้ในประเทศต่างๆ มากที่สุด ช่วงไม่กี่ปีมานี้จึงเกิดการสำรวจที่เรียกว่า Fashion Industry Index เพื่อตรวจสอบว่าเสื้อผ้าแต่ละแบรนด์ปกปิดหรือโปร่งใสด้านกระบวนการผลิตที่เป็นจริง

พูดให้เป็นรูปธรรม ดัชนีนี้ตรวจสอบความโปร่งใสของการผลิตเสื้อผ้าดังอย่าง Zara, Dior, Calvin Klein, Burberry, Adidas, Louis Vuitton, Mango, H&M, Hugo Boss, Timberland, Uniqlo, Triumph, Gap, YSL, Wrangler, Guess,Gucci, Lacoste, Prada, Old Navy, Levi, Esprit, Coach ฯลฯ รวมกัน 100 ยี่ห้อในปัจจุบัน

จากการสำรวจปีที่ผ่านมา งานวิจัยพบว่าสินค้าที่มีปัญหา Traceablity หรือตรวจสอบที่มาที่ไปไม่ได้สูงสุดคือกลุ่มแบรนด์หรูดังเช่น Louis Vuitton, Dior, Chanel, Prada, YSL, Gucci, Burberry, Guess, Ralph Lauren และ Armani ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลด้านการผลิตและธรรมาภิบาลในห่วงโซ่การผลิตแม้แต่นิดเดียว

มองในแง่นี้ ทุนข้ามชาติกลุ่มนี้มีโอกาสจะปกปิดความไม่ชอบมาพากลในการผลิตอยู่ตลอดเวลา เสื้อผ้าราคาตัวละเป็นแสนจึงอาจผลิตโดยคนงานที่ถูกละเมิดสิทธิหรือได้ค่าแรงวันละ 10 เหรียญในมาดากัสการ์, ไทย, จีน, กัมพูชา ฯลฯ

ซึ่งทุนกลุ่มนี้ไม่มีทางทำได้ หากผลิตแบรนด์หรูโดยคนงานในประเทศตัวเอง

ด้วยเหตุดังนี้ โลกาภิวัตน์ภายใต้เครือข่ายทุนข้ามชาติระดับโลกจึงเดินหน้าบนการสร้างความขัดแย้งในตัวเองสองข้อ

ข้อแรก คือความขัดแย้งจากมวลชนในสังคมอุตสาหกรรมจากประเทศที่เป็นแกนของทุนนิยม

ข้อสอง คือความขัดแย้งจากชนชั้นแรงงานในประเทศที่เป็นปลายน้ำของห่วงโซ่การผลิตอย่างที่กล่าวไป

ในสังคมที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปัตย์ ใครมีข้อเสนอซึ่งชนะใจคนส่วนใหญ่ทั้งสองกลุ่มนี้ก็ย่อมมีโอกาสครอบครองอำนาจรัฐในระบอบประชาธิปไตย

ชัยชนะของ ส.ส.หัวก้าวหน้าในฝรั่งเศสจากหนัง Merci Patron! เป็นตัวอย่างว่าความคับแค้นทางเศรษฐกิจคือพลังของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

โลกาภิวัตน์ไม่ใช่สวรรค์ของคนส่วนใหญ่

และประชาธิปไตยสมัยใหม่กำลังมาถึงจุดที่การแก้ปัญหาโลกาภิวัตน์สำคัญกว่าทฤษฎีว่าจีดีพีและส่งออกจะทำให้คนหายจน

หน้าที่ของรัฐสมัยใหม่คือการจัดสรรทรัพยากรให้คนทุกกลุ่มอย่างยุติธรรม แต่ที่ผ่านมามีรัฐบาลไม่กี่ชุดที่ทำแบบนี้ อนาคตใหม่ของประเทศไม่มีวันเกิด หากคนส่วนใหญ่ไม่ได้อะไรจากปัจจุบัน

ประตูบานแรกในการนำประเทศสู่ทางเลือกใหม่ต้องตั้งต้นที่เรื่องความยากจนของมวลชนกับโลกาภิวัตน์ยิ่งกว่าที่ผ่านมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต
E-DUANG | การต่อสู้ ในทาง ยุทธศาสตร์ ระหว่าง ประชาชน ภูมิใจไทย
เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน