ปลาแดก เน่าแล้วอร่อย อาหารไทย มาจากไหน? แซบพริก 10 เม็ดจาก “สุจิตต์ วงษ์เทศ”

เปรี้ยวจี๊ดถึงใจคือความกล้าในการแหกขนบ หวานล้ำลึกด้วยการสืบค้นถึงรากเหง้าความเป็นมา มันกลมกล่อมอ่านง่าย เค็มแห่งการถนอมรักษาไว้ซึ่งองค์ความรู้อันมีค่า
น้ำลายไหลทันทีเมื่อได้รู้ว่า สุจิตต์ วงษ์เทศ นำผลงานชิ้นนี้มาปรุงรสใหม่ให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น
สั้น กระชับ เข้าใจง่าย เหมาะกับยุคดิจิตอล
ภาพประกอบ ภาพวาด ชัดเจน บอกที่ไปที่มา เห็นแล้วแทบอยากจะเก็บกระเป๋าไปดูข้าวของเหล่านั้นด้วยตาตัวเองในทันที
ถ้าใช้สำนวนของสุจิตต์ เวลาเจ้าตัวเจอะเจอเรื่องอะไรมันๆ สนุกๆ มักจะบอกว่า “อร่อย”
หนังสือเล่มนี้ “อร่อย”
ไม่ใช่เพราะมีชื่อว่า “อาหารไทย มาจากไหน?”
ยิ่งในเล่มไม่ได้มีการแนะนำร้านเด็ด ร้านดี ร้านดังที่ไหน ย่อมไม่ใช่อร่อยในความหมายตักเข้าปาก กระเดือกลงคอ ย่อยในท้อง ซึมซับรสชาติอย่างนั้นแน่นอน
แต่เป็นเพราะผลงานชุดนี้ได้ทำให้รู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอาหารการกิน ของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อุษาคเนย์”
สิ่งที่เราแดก (ภาษาพื้นเมือง แปลว่า ยัด อัดให้แน่น) ใส่ปากอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะไม่คิดอยากรู้จักรากเหง้า เรื่องเล่า ตำนาน ของมันหน่อยหรือ

ลองหยิบยกเรื่อง “ข้าว” มาเล่าประเดิม
แรกก็ไม่คิดหรอกว่าจะมีอะไรให้พูดถึงได้มากมาย แต่เมื่อไล่อ่านไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ถ้าคิดจะแตกประเด็นต่อยอดไปอีก น่าจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องข้าวโดยเฉพาะได้เล่มหนาปึ้ก
ใช่แล้ว ข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันนั่นแหละ
จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า “ข้าว” มาจากคำว่า “เข้า”
“เข้า” ที่แปลว่า ปี เช่น อายุ 19 เข้า หมายถึง อายุ 19 ปี
“เนื่องเพราะทำนาปลูกข้าวต้องพึ่งพาธรรมชาติปีละครั้ง โดยเฉพาะน้ำฝนที่ตกลงมาปีละหนในฤดูฝน จึงเรียกผลผลิตชนิดนี้ว่า เข้า (ปี) นานไปกลายเป็นข้าวจนทุกวันนี้” เป็นคำอธิบายจากสุจิตต์
นิทาน ตำนาน คำบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่มาของข้าวก็มีเยอะ หลายสำนวนชวนติดตาม
ปากต่อปากเล่าสืบกันมาว่า ข้าวได้มาจากควายบ้าง หมาบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนคนอุษาคเนย์ 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ในยุคนับถือผี ก่อนมีพุทธศาสนา
มีหลักฐานปรากฏคือ ภาพเขียนตามเพิงผาถ้ำ การขุดพบโครงกระดูก รวมถึงโบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผาที่ปั้นเป็นรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้น
เคยอ่านหนังสือ “ควายกินข้าวหมาเก้าหาง ผู้หาพันธุ์ข้าวให้มนุษย์ปลูกกิน” ผลงานของ “ปิยา วัชระสวัสดิ์” มีสุจิตต์เป็นบรรณาธิการ
นิทานนี้มีทั้งหมา และควาย แปลงจากเรื่องเล่าแต่โบราณนานมา เป็นนิทานภาพ อ่านง่าย ได้ความรู้ เหมาะแก่การใช้เป็นคู่มือพ่อแม่เล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง
กลับมาที่เรื่องข้าว สุจิตต์ยังพาเราไปรู้จัก “ข้าวหอมมะลิ” ซึ่งแต่เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
ต่อมา หลัง พ.ศ.2500 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เริ่มทดลองกระจายปลูกไปทั่วภูมิภาคของประเทศไทย และได้พบว่าข้าวพันธุ์นี้ได้ผลดีมากในพื้นที่ “อีสานใต้”
โครงการทำนาสาธิตแปลงใหญ่ที่ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2502 ได้เปลี่ยนทุ่งกุลาอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ สภาพรกร้างไร้คนเหลียวแล กลายเป็นทุ่งสีทอง อร่ามแอร่มไปด้วยข้ามหอมมะลิ
เพียง 30 ปีเท่านั้น ข้าวหอมมะลิก็พรึบเต็มทุ่งกุลา
พื้นที่เขตอื่น แต่เดิมปลูกข้าวชนิดอื่น เมื่อเห็นว่าข้าวหอมมะลิมีราคาดี จึงเริ่มหันมาปลูกด้วย แต่กระนั้นก็ได้คุณภาพไม่เทียมเท่า
เพราะข้าวพันธุ์นี้ จะได้ผลดี ดินต้องมีสภาพอย่างที่ปากชาวบ้านว่า “เค็ม แห้ง แล้ง ทราย”
มีข้าวแล้วก็ต้องมี “กับข้าว”
หนังสือ “อาหารไทย มาจากไหน?” ได้พาเราไปรู้จักกับความเป็นมาของกับข้าวแต่ละอย่าง ที่ผู้คนแถบนี้นิยมกิน โดยเฉพาะอาหารที่ “เน่าแล้วอร่อย” อย่าง ปลาแดก ปลาร้า
แต่ที่น่าสนใจอีกอย่างคือคำพ้อง คำเรียกต่างๆ ที่ยังเป็นหลักฐานหลงเหลือและเราก็ยังใช้กันอยู่ทุกวันนี้
อาทิ กินข้าวปลา, กินผักหญ้า, ฆ่าแกง เป็นต้น
คำเหล่านี้ ยังพูด ยังใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากสาวลงไปให้ลึก จะเห็นสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์สังคม” ของผู้คน
เราถามกันด้วยประโยคที่เหมือนทักทายกันว่า “กินข้าวปลามาแล้วยัง?”
ทั้งที่ข้าวเป็นอย่างหนึ่ง ปลาก็เป็นอย่างหนึ่ง
บทวิเคราะห์จากประโยคพูดรวมแทบเป็นคำเดียวกันนี้เป็นอื่นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ว่าบรรพชนคนดึกดำบรรพ์ในภูมิภาคนี้กินปลาเป็นกับข้าว
ฝรั่งมังค่าที่เคยเข้ามาในสมัยอยุธยาก็เคยมีบันทึกเรื่องนี้
หรือหลักฐานทางโบราณคดีก็มีน่าสนใจ อย่างเช่น ซากปลาช่อนในหม้อดินเผา ราว 3,000 ปีมาแล้ว ฝังรวมกับศพ ที่บ้านโนวัด ต.พลสงคราม อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
คนรู้จักกินปลา ทำกับข้าวประเภทปลา ถนอมอาหารประเภทปลา (ปลาร้า, ปลากรอบ) มานานแล้ว
เราบอกเราเตือนเด็กที่ไม่กินผักว่า “กินผักกินหญ้าบ้างมีประโยชน์”
ทั้งที่ผักเป็นอย่างหนึ่ง หญ้าเป็นอย่างหนึ่ง
เราร้องขอชีวิตด้วยประโยคที่ว่า “อย่าฆ่าแกงกันเลย”
ทั้งที่ฆ่าเป็นอย่างหนึ่ง แกงก็เป็นอย่างหนึ่ง
คำอธิบายของสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหนังสือ “อาหารไทยมาจากไหน?” มีคำอธิบายที่ไปที่มาของอาหารที่วันนี้วิวัฒนาการมาเรียกว่า “อาหารไทย” มากมาย
เราภูมิใจกับอาหารไทย มีตำราอาหารไทย มีหนัง ละคร โชว์ความยิ่งใหญ่ของอาหารไทย ไปเมืองนอกเมืองนาเห็นร้านอาหารไทยแล้วก็เดินยืดอก
แต่จะรู้ไหม อาหารไทยมาจากไหน?
กว่าจะมีปลาร้า ปลาแดก ส้มตำ ตำส้ม มัสมั่น แกงกะหรี่ ก๋วยเตี๋ยว ตือฮวน ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เรากินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น มีประวัติศาสตร์อย่างไร คนไทยคนไหนพร้อมจะอธิบายให้ฝรั่งมังค่าได้รับรู้ถึงต้นกำเนิดความเป็นมา
กระนั้นแล้วอย่าช้าเลย กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ น่าหาหนังสือเล่มนี้มาศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
แล้วจะดัดแปลงเป็นรูปแบบของนิทรรศการ เปิดให้ผู้เข้าชมก็น่าจะเป็นการดีไม่น้อย
เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ “อาหาร” น่าสนุก และ “อร่อย” อย่าบอกใคร
อย่าปล่อยให้มีแต่เรื่องวัด วัง และการศึกสงความอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เลย คนจะง่วงเหงาหาวนอน พลอยไม่สนุกกับประวัติศาสตร์ไปเสียเปล่า

