bg-single

อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) : ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน (2)

25.11.2025

โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง

อ่าน อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) : ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน (1)


ในช่วงปี 1917-1920 ชัยชนะของการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียสร้างความหวังและความคึกคักให้แก่ขบวนการกรรมกรเป็นอย่างยิ่ง

ผลงานยกระดับการต่อสู้ของกรรมกรตามข้อเสนอและแนวคิด “สภาโรงงาน” (Factory Council) ของกรัมชี่ ตลอดจนบทความสำคัญหลายชิ้นของเขาใน นสพ.ของพรรค ชื่อ L’Ordine Nuovo (the New Order หรือระเบียบใหม่) ที่กรัมชี่ก่อตั้งและเป็นบรรณาธิการ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกรรมกรในอิตาลีเข้มข้นยิ่งกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป


หนึ่งในงานชิ้นสำคัญของกรัมชี่คือการตีพิมพ์บทความชี้นำที่ชื่อ “The Revolution against Das Kapital” (การต่อต้านหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ของมาร์กซ) นั่นคือ ในการประชุมของสากลที่ 2 (the Second International) ได้เกิดความโน้มเอียงไปสู่แนวคิดกำหนดนิยมโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจ (Economic Determinism)

ผู้นำทางความคิดดังกล่าวก็คือ เบอร์นสไตน์ (Eduard Bernstein, 1850-1932) และเค้าท์สกี้ (Karl Kautsky, 1854-1938) ความคิดโน้มเอียงที่ว่าก็คือ ปัญหาความขัดแย้งและการกดขี่ขูดรีดในระบบทุนนิยมจะนำไปสู่วิกฤตของระบบ และนำไปสู่การล่มสลายของระบบทุนนิยมในที่สุด เท่ากับว่าความขัดแย้งทางโครงสร้างดังกล่าวมีลักษณะกลไก นั่นคือ ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงมือปฏิบัติอย่างหนักเพื่อไปบรรลุจุดมุ่งหมายที่มาร์กซได้เสนอไว้ เพราะสังคมใหม่นั้นได้ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้น

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเป็นกฎเกณฑ์”

กรัมชี่เล็งเห็นความโน้มเอียงของความคิดนั้นก็เพราะเขาเห็นจุดอ่อนของพรรคสังคมนิยมอิตาลี 2 ข้อ คือ 1. การไม่ช่วงชิงสถานการณ์ในภาวะสงครามให้เป็นผลดีต่อการนำของพรรคมากเท่าที่ควร และ 2. การไม่ให้ความสำคัญต่อแนวรบด้านโครงสร้างส่วนบนไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง และการสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาและวัฒนธรรมทางการเมืองของกรรมกร และทั้ง 2 ข้อก็คือผลของความโน้มเอียงดังกล่าว


การเติบโตของขบวนการกรรมกรโดยผ่านช่วง 2 ปีสีแดงแห่งการปฏิวัติในอิตาลี (1919-1920) ที่นำโดยนสพ.ของพรรคชื่อ L’Ordine Nuovo (the New Order หรือระเบียบใหม่) ที่กรัมชี่ร่วมก่อตั้ง, เป็น บก. และเขียนบทความสำคัญๆจำนวนมากให้ ชี้ให้เห็นว่างานด้านโครงสร้างส่วนบนของสังคมมีความสำคัญไม่ต่างจากงานเศรษฐกิจ และไม่ควรถูกมองข้ามความสำคัญ


หลังจากความพยายามในการทำให้แนวคิด “สภาโรงงาน” (Factory Council) ปรากฏเป็นจริงในตูริน ตั้งแต่ปี 1919 และไม่ประสบผลสำเร็จช่วงปลายปี 1920 แม้จะได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากกรรมกร แต่เนื่องจากเป็นการลงมือเฉพาะบางพื้นที่ของประเทศ การนำของพรรคสังคมนิยมในเรื่องนี้ไม่แสดงความเข้มแข็งเท่าที่ควร เมื่อชนชั้นนายทุนกลับมาใช้อำนาจด้านเศรษฐกิจอีกครั้งและได้รับการคุ้มครองโดยอำนาจรัฐของเมือง สถานการณ์การต่อสู้จึงกลับคืนสู่ความเป็นจริง นั่นคือ จะสร้างพรรคสังคมนิยมต่อไปอย่างไร
ในปี 1921 กรัมชี่ร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนหนึ่งจึงเห็นความจำเป็นของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอิตาลี (Communist Parti Italian – CPI) และเขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของพรรคฯ น่าสังเกตว่าพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Parti) ก็ได้รับการก่อตั้งในปีเดียวกัน และปีถัดมา (1922) กรัมชี่ถูกส่งไปในฐานะตัวแทนคณะกรรมการบริหารเพื่อเป็นตัวแทนในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากลที่ 3 (หรือ Comintern) ที่กรุงมอสโค


ที่นั่น กรัมชี่ได้พบ จูเลีย ชูชต์ (Julia Schucht) นักเปียโนชาวรัสเซีย การล้มป่วยในระหว่างการประชุมทำให้ต้องรักษาตัวที่กรุงมอสโคหลายเดือน ทำให้คนทั้งสองกลายเป็นคนรักกัน ได้สมรสกันในปีต่อมา และในปีนั้น พรรคฟาสซิสต์ก็ขยายอำนาจเข้ายึดกรุงโรม และมุสโสลินี ก็ได้ขึ้นเป็นนายกฯ


การออกไปจัดตั้งพรรคใหม่ คือพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ไม่อาจแก้ไขพรรคสังคมนิยมได้ ก็เกิดปัญหาตามมา ภายใต้การนำของเลขาธิการพรรคคนแรก คือ Amadeo Bordiga, 1889-1970 พรรคมีแนวทางเข้มข้นด้วยการ 1. จัดตั้งองค์กรนำขนาดเล็กมีการจัดตั้งและจัดลำดับชั้นที่เคร่งครัดมาก 2. ไม่รับสมาชิกที่มีความเห็นแนวปฏิรูป และ 3. ไม่มีความร่วมมือใดๆกับพรรคสังคมนิยม ขณะที่พรรคสังคมนิยมที่กรัมชี่จากมาก็ขาดความเอาการเอางาน ดำเนินนโยบายแบบพรรคการเมืองทั่วๆไปในรัฐสภา เช่น มอบให้สหภาพแรงงานเป็นคนดูแลคุณภาพชีวิตของกรรมกรเป็นหลัก และไม่สร้างสถานการณ์ให้พรรคเป็นฝ่ายรุก ขณะที่บทบาทของกรรมกรเป็นข่าวอย่างโดดเด่นในการปฏิวัติของรัสเซียซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการปลุกเร้ากรรมกรอิตาลี แต่พรรคสังคมนิยมกลับไม่มีแนวทางอะไรใหม่


เดือนกุมภาพันธ์ 1923 รัฐบาลมุสโสลินีจับ บอร์ดีก้า ต่อจากนั้น โคมินเทอร์นก็ได้ใช้โอกาสนั้นผลักดันให้กรัมชี่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นเลขาธิการพรรคฯ แต่ทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา เนื่องจากกรรมการส่วนใหญ่เป็นฝ่ายบอร์ดีก้า ข้อแรก กรัมชี่ อยากเห็นการร่วมมือกันระหว่างทั้ง 2 พรรคในประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกัน มิใช่แยกกันอย่างเด็ดขาด ข้อที่ 2 เขาอยากเห็นพรรคมีมวลชนกรรมกรเข้ามามีบทบาทในองค์กรระดับต่างๆของพรรคมากขึ้น มิใช่มีเพียงองค์กรนำแบบกองหน้าที่มีขนาดเล็กและใช้วินัยเหล็กมากเกินไป และข้อที่ 3 กรัมชี่ ต้องการเสนอเรื่องสำคัญให้สมาชิกทั่วทั้งพรรคได้ทราบลักษณะเฉพาะของสังคมอิตาลีและภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น


ในงานที่กรัมชี่ เขียนในปี 1926 ร่วมกับสหายรัก Palmiro Togliatti (1893-1964) และต่อมางานก็เป็นรู้จักกันในชื่อ “ข้อเสนอลียงส์ – the Lyons Thesis” สังคมอิตาลีมีลักษณะเฉพาะคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมอ่อนแอ (ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ) ทำให้ชนชั้นกรรมกรตกอยู่ในฐานะพิเศษ นั่นคือ ต้องเข้าแบกรับบทบาทของการเป็นชนชั้นปกครอง อันเป็นบทบาทที่ถูกทิ้งไว้โดยชนชั้นนายทุนด้านเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีจิตใจคับแคบ แต่เนื่องจากพรรคพลาดที่จะเข้าแบกรับภารกิจดังกล่าวในเวลาที่เหมาะสม จึงส่งผลให้สถานการณ์นั้นนำไปสู่การฉกฉวยโอกาสของฝ่ายฟาสซิสต์


ในปี 1924 กรัมชี่ เดินทางไปรักษาตัวที่กรุงเวียนนา และบุตรชายคนแรก (เดลิโอ – Delio) ของกรัมชี่ก็ถือกำเนิดในปีนั้น และปีต่อมา ครอบครัวกรัมชี่ก็ย้ายมาอยู่ที่กรุงโรม กรัมชี่ ในฐานะกรรมการระดับนำของ CPI ที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทน


สถานการณ์ปฏิวัติของอิตาลีค่อยๆลดความเข้มข้นลงเป็นลำดับ จนถึงปี 1926 กฎหมายและกลไกของระบอบประชาธิปไตยถูกยกเลิกมากขึ้นเป็นขั้นๆ และมาตรการทางกฎหมายที่ห้ามและลงโทษผู้ต่อต้านอำนาจรัฐก็เพิ่มมากขึ้น


8 พฤศจิกายน 1926 กรัมชี่ถูกจับกุมคุมขัง และต้องสิ้นสุดบทบาททางการเมืองตั้งแต่นั้น จิวเลียโน (Giuliano) บุตรชายคนที่ 2 ของเขาถือกำเนิดไม่นานหลังจากนั้น ในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤษภาคม 1928 อัยการของคดีนี้กล่าวว่า “เราจะต้องหยุดสมองนี้ไม่ให้ทำงานเป็นเวลา 20 ปี (For twenty years, we must stop this brain from functioning)” และแล้ว กรัมชี่ ก็ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี 4 เดือน และ 5 วัน เขาใช้ชีวิตในเรือนจำหลายแห่ง


ในช่วง 2 ปีแรก กรัมชี่ทำได้เพียงเขียนจดหมาย จากนั้น เขาจึงขอหนังสือพิมพ์เพื่อติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง, ขอกระดาษและอุปกรณ์การเขียน และก็ได้รับจากเรือนจำ เริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ 1929 ทำให้เขาเริ่มเขียนบันทึกต่างๆตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงปี 1935 เมื่อเขาล้มป่วยอย่างหนัก ในช่วงปี 1933 ที่สุขภาพของเขาแย่มาก เขาหวังว่าจะได้รับการปล่อยตัวเพราะครบรอบ 10 ปีการครองอำนาจของรัฐบาลฟาสซิสต์ แต่ก็มิได้เกิดอะไรขึ้น พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีก็มิได้กดดันแต่อย่างใด และเนื่องจากจดหมายที่ส่งออกสู่ภายนอก ต้องถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำตรวจสอบและวินิจฉัย กรัมชี่ จึงได้เขียนเป็นรหัสบางอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการเซ็นเซอร์


บุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่รักษาสมุดบันทึกทั้งหมดก็คือ ตาเตียน่า ชูตท์ (Tatiana Schucht) พี่สาวของภรรยากรัมชี่ เพราะจูเลีย-ภรรยาของเขาและลูกชายได้กลับไปอยู่ที่สหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1925 แล้ว และตาเตียน่า เป็นผู้ที่ไปเยี่ยมกรัมชี่ที่คุกอย่างสม่ำเสมอ มีการวิเคราะห์การซ่อนสมุดบันทึกทั้งหมดไว้ 2 แนวทางคือ 1. เธอแอบนำออกไปฝากไว้ในที่ปลอดภัยคือ สถานทูตโซเวียตที่กรุงโรม

หรือ 2. แอบนำไปฝากไว้ที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่เมืองมิลาน ก่อนที่จะส่งกลับไปให้น้องสาวที่มอสโคในเดือนธันวาคมปี 1938 แต่สหภาพโซเวียตก็มิได้ทำอะไร จึงนำกลับคืนมายังอิตาลีอีกครั้งโดย Palmiro Togliatti ในปี 1945 สหายรักในอดีต และขณะนั้นเขาเป็น รมว. ยุติธรรม. จนกระทั่งในช่วงปี 1948-1951 จึงได้เริ่มมีการทยอยจัดพิมพ์สมุดบันทึกเหล่านั้นออกมา ปัจจุบัน เอกสารทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ที่สถาบันกรัมชี่ ณ กรุงโรม


ระหว่างการถูกคุมขังเป็นเวลา 10 ปีเศษ กรัมชี่เขียนบันทึกและจดหมายทั้งหมด มีความยาวรวมกัน 3 พันกว่าหน้า โดยใช้สมุดบันทึกถึง 33 เล่ม จนถึงปี 1933 เพราะอาการป่วยบ่อยครั้ง กรัมชี่ได้ถูกย้ายออกไปรักษาตัวที่คลินิกเล็กๆ ที่เมืองฟอร์เมีย (Formia) ใกล้กรุงโรม และเมื่ออาการป่วยและสุขภาพที่ทรุดหนักมากขึ้น เขาก็ถูกย้ายไปรักษาตัวที่คลินิกอีกหลายแห่ง


จนกระทั่งถึงวันที่ 24 เมษายน 1937 ในสภาพที่กรัมชี่ล้มป่วยอย่างหนัก รัฐบาลฟาสซิสต์ก็ตัดสินใจปล่อยกรัมชี่ให้ออกไปรักษาตัวที่คลินิกและเป็นการปล่อยตัวอย่างไม่มีเงื่อนไขตั้งแต่นั้น แต่เพียง 3 วันต่อมา กรัมชี่ก็เสียชีวิต รัฐบาลฟาสซิสต์คงคิดแล้ว ขังต่อไป รัฐก็คงไม่ได้อะไร.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’