bg-single

51 ปี รัฐศาสตร์ รามฯ : เปิดวงถก เมื่อโลกเอียงขวา ความท้าทายปรัชญา จนถึงการพัฒนาระบบราชการ

23.11.2024

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา โอกาสวันสถาปนาครบรอบ 51 ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ผู้บริหารของคณะได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ “การถกอภิปรายเชิงวิชาการ” ในหัวข้อ “จากโลกเอียงขวาถึงเสื้อผ้าตามระเบียบ: การกลับมาของสงครามเย็น ความท้าทายทางปรัชญา และปัญหาของการบริหาร”

โดยในงาน มี รศ.ดร.ศุภชัย ศุภผล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ เป็นประธาน มีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมงาน รวมถึง น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ที่ปรึกษาสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เข้าร่วมด้วย

เมื่อโลกหันขวา

รศ.ดร.ศุภชัย ให้เหตุผลในการจัดงานอภิปรายทางวิชาการครั้งนี้ว่าทำไมจึงมีรูปแบบไม่เหมือนที่ผ่านมา โดยระบุว่า ปกติการจัดเสวนาจะเป็นการเชิญบุคคลสำคัญหรือนักวิชาการมาพูด แต่ในครั้งนี้เป็นการนำคณะนักวิชาการจากในคณะและจากต่างมหาวิทยาลัยมาพูดประเด็นสำคัญทางสังคมศาสตร์ ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศในลักษณะของการดีเบตที่ไม่ใช่การดีเบต 100% แต่เป็นการให้นักวิชาการ 6 คน แบ่งเป็นฝั่งละ 3 คน ถกเถียงกันในคำถามสำคัญในทางสังคมศาสตร์จะช่วยให้ผู้ฟังได้มุมมองในการวิเคราะห์จากหลากหลายช่องทาง มองได้ในหลายรูปแบบ

รศ.ดร.ศุภชัย ระบุด้วยว่า จากหัวข้อก็น่าสนใจ เป็นการพุ่งเป้าตั้งหัวข้อในเรื่องโลกเอียงขวา เพราะโดยส่วนตัวก็ยังนึกไม่ออกว่าโลกเราเคยเอียงซ้ายหรือไม่ ที่ผ่านมา “ความเอียงซ้าย” นั้นอาจจะเป็นเรื่องบางกระแสหรือบางขบวนการเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับส่วนใหญ่โลกเราเอียงขวามาตลอด ในปัจจุบันกับเอียงขวาหนักไปเรื่อยๆ การจัดงานอภิปรายครั้งนี้จึงมีหลายประเด็นที่น่าติดตาม

ด้าน ผศ.ดร.ศิริรักษ์ นิทัศน์เอก รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การกลับมาของฝ่ายขวา “Right Wing” เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 2010 ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและโลกาภิวัฒน์ระดับสูง การขัดแย้งทางความคิดการเมืองระหว่างแบบซ้ายกับแบบขวานับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งในวทีนี้ยังเป็นเวทีแรกที่นำเอาหัวข้อการบริหารรัฐกิจ การพัฒนาระบบราชการ เข้ามาเป็นหัวข้อในการพูดคุยและถกเถียงด้วย

รศ.ดร.ศุภชัย ศุภผล คณบดีคณะรัฐศาสตร์

ประเด็นแรกของการพูดคุยถกเถียง ว่าด้วยเรื่อง “สันติภาพภายใต้ร่มประชาธิปไตยกับสงครามเย็นใหม่” โดย อาจารย์ ดร.ศิวพล ชมภูพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอาจารย์ ดร.กิตติพศ พุทธิวนิช

สันติภาพโลกเกิดยาก

เริ่มต้นด้วย ดร.ศิวพล ตอบคำถามแรกว่า หลังจากทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจโลก สันติภาพหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ดร.ศิวพล กล่าวตอบทันทีว่า สันติภาพโลกเกิดยาก ไม่ใช่เพราะทรัมป์พยายามก่อสงคราม แต่เกิดจากสิ่งที่ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำกับการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้อเมริกาพยายามถอนตัวเองออกจากระเบียบโลกแบบเสรีนิยมไม่ว่าจะเป็นการพยายามผลักดันการค้าเสรี การชูคุณค่าประชาธิปไตย การทำให้ประเทศต่างๆร่วมมือกันผ่านสถาบันต่างๆ ที่สหรัฐฯเองมีบทบาทสำคัญในการพยายามจะจัดระเบียบมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

โดยหากดูจาก 4 ปีที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง เขาพยายามนำสหรัฐฯออกจากเวทีหรือสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ จากเดิมที่ไม่ว่าพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันเป็นผู้นำรัฐบาลก็ไม่เคยทิ้งบทบาทในการนำโลก รักษาระเบียบโลกแบบเสรีนิยม ต่อให้มีความคิดแข็งกร้าวต่อการก่อการร้าย หรือจะมองจีนในมุมไหนก็ตาม แต่สหรัฐฯก็ยังเป็นผู้นำควบคุมระเบียบระหว่างประเทศเดิมอยู่ ซึ่งในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถปฏิเสธบทบาทมหาอำนาจได้ แต่วันนี้สิ่งที่ทรัมป์พยายามทำคือการบอกว่าสหรัฐฯจะกลับไปยิ่งใหญ่เฉพาะในสหรัฐฯ

ซึ่งส่วนตัวหากมองในมุม สัจนิยม (Realism) สหรัฐฯมีบทบาททำให้การระหว่างประเทศดำเนินไปในบทบาทที่ควรจะเป็น หรือมีคนบอกว่าหลังยุคสงครามโลก อเมริกากลายเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวด้วยซ้ำ แม้จะมีคำถามว่าปัจจุบันเราอยู่ในยุคโลกหลายขั้วมหาอำนาจ มิใช่เพียงอเมริกา แต่เอาเข้าจริง หากทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ และหากเขาทำอย่างที่เคยทำ นโยบายต่างๆ จะทำให้โลกแบบหลากขั้วมีความชัดเจนขึ้น เพราะทรัมป์เขาชัดเจนเรื่องการพยายามถอนตัวจากความร่วมมือพหุภาคี หรือกรณีสิ่งแวดล้อมที่อเมริกาเคยเป็นคนช่วยเหลืออย่างข้อตกลงปารีส หรือ กรณีสงครามรัสเซียบุกยูเครน กรณีมีโอกาสที่รัสเซียจะทำให้เรื่องยูเครนมันไม่จบง่ายๆ

แต่ความที่สหรัฐฯภายใต้ทรัมป์จะนำไปสู่การเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่หรือไม่ก็เป็นเรื่องน่าคิด เพราะการยึดถือเศรษฐกิจแบบชาตินิยมและผลประโยชน์ภายในอย่างมาก อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “พาณิชย์นิยมแบบใหม่” ด้วยซ้ำ จากเดิมที่เป็นผู้ผดุงรักษาความเป็นไปของ “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” ดังนั้นสงครามเย็นครั้งใหม่ถ้าจะเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นสงครามการค้าที่ทวีความุรนแรงมากยิ่งขึ้น ถามว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นไหม คำตอบคือ ต่อให้สหรัฐฯจะมีหรือไม่มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ปัญหาสงคราม สันติภาพก็ยังไม่จบลงง่ายๆ ต่อให้สหรัฐฯถอนตัวออกจากความร่วมมือต่างๆเพราะคิดว่าที่ทำลงไปนั้นสูญเสียประโยชน์ ความขัดแย้งในส่วนต่างๆของโลกจึงยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ

แน่นอน อย่าลืมด้วยว่าในปัจจุบันโลกเราทำสงครามกันยากขึ้น เพราะสงครามเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ผลการเลือกทรัมป์ก็ชี้ชัดระดับหนึ่งว่า ชาวอเมริกันไม่ได้ต้องการให้สหรัฐฯเป็นตำรวจโลกอีกต่อไป หรือต่อให้ กมลา แฮริสได้เป็นต่อก็ตาม ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นตลอดในพื้นที่ต่างๆ ดังนั้นการที่สหรัฐฯถอยตัวเองออกจากโลก ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน หรือ บริเวณทะเลจีนใต้ก็อาจเกิดความขัดแย้งใหม่ได้ตลอด จีนก็อาจจะเพิ่มการใช้กำลังทางการทหารในการข่มขู่คุกคามก็ได้แม้ไม่ถึงระดับก่อสงครามก็ตาม แต่ก็นับว่าอาจจะมีความตึงเครียดอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นได้ ไม่นับในแอฟริกาหรือลาตินอเมริกาอีกมากมาย

นอกจากนี้ การขึ้นมาของผู้นำแบบทรัมป์ ด้านหนึ่งสะท้อนความผุกร่อนในการเมืองแบบประชาธิปไตยใน สหรัฐ น่าสังเกตุว่า จากนี้ ลักษณะผู้นำแบบอำนาจนิยมอาจขยายตัวมาก เชื่อว่าจุดยืนทางการเมืองของทรัมป์แบบใน 4 ปีแรก ในรอบนี้ก็ไม่เปลี่ยน ยืนยันส่วนตัว ไม่ใช่คนนิยมสงคราม แต่ก็ต้องบอกไว้ว่า สันติภาพเกิดยาก บทบาทของจีนและรัสเซียจะโดดเด่นมากขึ้น และอย่าลืมว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้เขาไม่ได้ยึดถือคุณค่าแบบประชาธิปไตย ถึงแม้สหรัฐฯจะไม่ใช่ประชาธิปไตย 100% แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯคือแก่นแกนสำคัญที่จะรักษาระเบียบโลกแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม

อาจารย์ ดร.ศิวพล ชมภูพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

สันติภาพหมายถึงอะไรกันแน่?

ด้าน ดร.กิตติพศ เริ่มต้นการพูดคุย โดยระบุว่าเห็นด้วยกับ ดร.ศิวพล ทุกประการ โดยเฉพาะหากทรัมป์ถอนตัวการการพยายามรักษาระเบียบโลกแบบเสรีนิยมก็อาจส่งผลให้โลกปั่นป่วน โลกนับจากนี้จะมีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น แต่เรื่องที่ต้องพูดคุยหาความหมายให้ชัดก่อนคือตกลงแล้ว สันติภาพหมายถึงอะไรกันแน่?

ดร.กิตติพศ ระบุว่า ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันเราก็เกิดมาในยุคที่มีสันติภาพ เราอยู่ในยุคสมัยที่เรียกว่า “Long Peace” เพราะหากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์มนุษยชาติแค่ 3,000 ปีที่ผ่านมา มีสันติภาพจริงๆแค่ 200 ปี อีก 2,800 ปี ล้วนเป็นยุคสมัยช่วงเวลาแห่งสงคราม เพราะในปัจจุบันเราเพียงเกิดมาในยุคที่ยังไม่มีสงคราม เราจึงคิดว่าธรรมชาติของโลกมันคือสันติภาพ

คำถามว่า “Long Peace” ในปัจจุบันนี้มันคืออะไร เกิดขึ้นในเงื่อนไขใด? ก็ต้องย้อนกลับไปเดือนสิงหาคมปี 1945 ระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกถูกทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ อย่าไปคิดว่าการลงทุน การค้า หรือระบอบเสรีนิยมในปัจจุบันคือสิ่งที่รักษาสันติภาพโลกไว้ เพราะสิ่งที่รักษาสันติภาพโลกนี้ไว้คืออาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้อาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบันไม่ใช่ atomic bomb อีกต่อไป แต่เป็น thermonuclear bomb ซึ่งมีศักยภาพในการทำลายสูงกว่านิวเคลียร์ที่ทิ้งใน ฮิโรชิมาและนางาซากิ 20-30 เท่า หรืออาจจะ 100-200 เท่าก็มิอาจทราบได้ เพราะทุกวันนี้ทุกอย่างถูกทดลองในแล็บ

ถามว่าอาวุธนิวเคลียร์มีไว้รักษาสันติภาพได้ไง คำตอบก็คือมันมีไว้เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจไม่สู้กัน เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาใช้อาวุธชนิดนี้สู้กันเมื่อไหร่มันจะเกิดการทำลายล้างระดับสูงสุด ทั้งสองฝ่ายจะเสียหายในระดับ “ยับเยิน” พร้อมๆกันทั้งหมด

โลกเราใกล้สงครามนิวเคลียร์ครั้งหนึ่งคือในปี 1962 คือวิกฤตการณ์คิวบา ระหว่างสหรัฐฯกับโซเวียต อย่าคิดว่าปัจจุบันเราใกล้วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ เพราะในปีนั้นใกล้กว่านี้มาก ครั้งนั้นจบลงเพราะทั้ง 2 ประเทศ ยอมรับว่าเราจะไม่สู้กันด้วยนิวเคลียร์ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องตลก เพราะตามตรรกะการทำลายล้างระดับสูงสุดหากใช้อาวุธนิวเคลียร์ ที่ถูกก็ควรต้องนำอาวุธนิวเคลียร์ถอดออกไป แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตต่างเพิ่มการผลิตอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นไปอีกด้วยตรรกะว่า หลังจากการยิงระเบิดนิวเคลียร์ระลอกแรก ใครเหลือศักยภาพในการยิงระลอก 2 อยู่ ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ นี่คือตรรกะที่บ้ามากๆ

ถามว่าถ้าทรัมป์ขึ้นมาสันติภาพโลกจะเกิดอย่างไร? ตอนนี้ทั้ง 2 มหาอำนาจไม่ทำสงครามกันเพราะตรรกะเรื่องการทำลายล้างแบบยับเยิน แตมันมีเทคโนโลยีตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นมา ชื่อ “ABM” หรือ ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้าน ขีปนาวุธ (การป้องกันขีปนาวุธ-anti-ballistic missile) ในปัจจุบันถ้าดูตัวแบบที่อิสราเอล หรือยูเครน จะเห็นเขายิงมิสไซล์ใส่กัน แต่ไม่กล้าบุกหรือทำสงครามกันเพราะทั้งสองฝ่ายมี ABM ซึ่งเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธระดับใหญ่ รองลงมาคือ C-RAM ระบบต่อต้านขีปนาวุธ ที่คนอาจจะคุ้นเคยก็คือ Iron Dome ของอิสราเอล

จะเห็นว่าปัจจุบันนี้การทำสงครามเขาใช้วิธีการยิงขีปนาวุธมาก่อน ณ ปัจจุบันนี้ เขาไม่ได้นับกันที่ยิงกี่ลูก แต่เขานับกันว่าสกัดกันได้กี่ลูก ล่าสุดมีการทดสอบล่าสุดที่เพิ่งยิงกันไป ทางฝั่งรัสเซียเคลมว่า ฝั่งยูเครนยิงมา 6 ลูก สกัดได้ 5 ลูก แต่ของสหรัฐฯในปัจจุบัน มีสถิติหากยิงมา 19 ลูก จะสกัดได้ 11 ลูก แปลว่าระบบป้องกันขีปนาวุธที่ใช้ในปัจจุบันยังไม่ทันสมัยเท่ารัสเซีย คำถามคือรัฐบาลเดโมแครตคิดอะไรเรื่องนี้บ้างไหม หรือคนที่คิดคือโดนัล ทรัมป์ ก็ไม่นึกว่าคนบ้าแบบทรัมป์ จะมีนโยบายส่งเสริมการสร้าง Iron Dome ของสหรัฐฯ

ในปัจจุบันถามว่าสงครามจะเกิดขึ้นหรือไม่ ตอบได้เลย ประเทศไหนมี ABM ดีที่สุดและสามารถป้องกันขีปนาวุธได้ สงครามไม่เกิด

ส่วนเรื่องของทรัมป์ที่ถอนตัวเองออกจากความร่วมมือระหว่างประเทศ หรืออาจจะถอนตัวจากความช่วยเหลือต่อยูเครน ก็ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก สหรัฐฯเคยทำแบบนี้ก่อนหน้านี้หลายครั้ง ประมาณ 50 กว่าปีก่อน ไทยก็เคยถูกสหรัฐฯทอดทิ้งกลางคันในปี 1975 จากที่มาตั้งฐานทัพในไทย เมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถรักษาแนวรบที่เวียดนามได้เขาก็ถอนทหารออกจากไทย ต่อมาก็อิรัก ล่าสุดก็อัฟกานิสถาน และยูเครนก็จะเป็นรายต่อไป ซึ่งทรัมป์ทำเช่นนั้น ความวิตกกังวลระดับสูงก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่องที่ไต้หวันทันที แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯจะทอดทิ้งไม่ให้การช่วยเหลือใคร แต่ระเบียบโลกที่เป็นเสรีนิยมก็ยังคงอยู่ และมันกลับมาได้เสมอ เพราะถึงที่สุดมันไม่มีใครทำสงครามกันหรอกถ้ายังมี “ABM” ที่เข้มแข็ง ปัจจุบันตัวชี้ขาดการแพ้ชนะการทำสงครามก็คือระบบ “ABM” รวมถึง C-RAM ทรัมป์เข้าใจเรื่องนี้จึงประกาศนโยบายนี้แล้วสหรัฐฯก็กำลังเร่งพัฒนาอยู่

ขณะที่เรื่องประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ที่บอกว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตยโลก ทางฝั่งกระทรวงการต่างประเทศจีนเขาก็มีมุมมองว่า ตกลงแล้วประชาธิปไตยบนโลกมันมีตัวแบบเดียวหรือ? หรือสิ่งที่สหรัฐฯทำคือการพยายามที่จะต้องการผูดขาดความหมายของประชาธิปไตย ดังนั้น ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่จะทำให้ประชาชนมีระบอบการปกครองตามเจตจำนงค์เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะนำความหมายของประชาธิปไตยมาเพื่อแบ่งขั้วแบ่งข้าง วันนี้ความขัดแย้งทางอาวุธยังไม่สิ้น ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ก็มีอยู่ ดังนั้นจะไม่เรียกว่าสงครามเย็นกลับมาแล้ว ได้อย่างไร? โลกจึงยังอยู่ในจุดของหลักคิดในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ว่า เมื่อไหร่ที่คุณพัฒนาอาวุธได้เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ความรุนแรงจะยังไม่เกิด

อาจารย์ ดร.กิตติพศ พุทธิวนิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ประเด็นต่อมา ว่าด้วยเรื่อง “ปรัชญาวิวาทะของซ้ายล้ำหน้ากับขวาตกขอบ” โดย อาจารย์ ดร.ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ผศ.ดร.ชญาน์ทัต ศุภชลาศัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่มาที่ไปเมื่อโลกหันขวา(ใหม่)

ดร.ชัชพันธุ์ เริ่มกล่าวก่อน โดยระบุว่า การศึกษาปรัชญาการเมืองเป็นการศึกษาเพื่อพยายามตอบตำถามอมตะ ก็คือเรื่องโลกในอุดมคติควรจะเป็นอย่างไร? การเมืองที่วาดฝันไว้ควรจะเป็นอย่างไร? จึงขอใช้แนวคิดการจัดทีมฟุตบอลเพื่อให้เข้าใจโลกของ “อุดมการณ์ขวาใหม่” เป็นการรวมตัวกันของแนวคิดอิสรเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม

สำหรับอุดมการณ์แบบอิสรเสรีนิยม จะมุ่งคำนึงถึงปัจเจก สิทธิของปัจเจกบุคคล เสรีภาพในการเลือก รวมถึงการจำกัดบทบาทอำนาจของรัฐ ขณะที่อนุรักษ์นิยมจะเน้นไปที่ชาตินิยม ลำดับขั้น วินัย อำนาจนิยมและรัฐที่เข้มแข็ง สองแนวคิดนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่มันมีพัฒนาการที่มารวมกันได้ เริ่มจากช่วงปี 1930-1968 ที่โลกมีอุดมคติไปทางฝ่ายซ้าย ตัวอย่างคือการปฏิวัติรัสเซีย การปฏิวัติจีน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความผิดหวังที่ฝ่ายซ้ายเจอยุคสตาลิน ขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมที่อยากจะมีสังคมในอุดมคติอยากให้สังคมมีเสรีภาพก็จบลงด้วยสงครามโลกและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว คำถามคือจะผสานอุดมการณ์สองอย่างนี้เข้าร่วมกันจะทำอย่างไร?

มีเงื่อนไขคือต้องคงไว้ซึ่งอำนาจรัฐและกลไกระบบตลาดเสรี จึงเป็นที่มาของการหลอมรวมกันของอุดมการณ์อิสรเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยม

ดังนั้นหากจัดเป็นทีมฟุตบอลอุดมการณ์ขวาใหม่ให้เห็นภาพ เราจะพบว่า “กองหลัง” ก็คือ “อำนาจรัฐ” สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคขวาใหม่ที่เป็น “กองกลาง” ก็คืออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ ส่วนในปัจจุบัน กองหน้าของอุดมการณ์ขวาใหม่ ต้องยกให้ โดนัล ทรัมป์ (รวมถึงคู่หูอย่าง อีลอน มัสก์) ส่วนกุนซือคือใคร สำหรับอุดมการณ์ขวาใหม่ มี 2 คน ก็คือ ฟรีดริช ฮาเย็ค (นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรียและอังกฤษ 1899–1992) กับ มิลตัน ฟรีดแมน (นักเศรษฐศาสตร์และนักสถิติชาวอเมริกันผู้ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ใน ปี 1976)

ดร.ชัชพันธุ์ กล่าวต่อว่า แทตเชอร์ เวลาประชุมพรรคการเมืองจะนำคัมภีร์ที่เขายึดถือคือหนังสือ Constitution of Liberty (หนังสือที่เขียนโดย Friedrich Hayek และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1960) มาตั้งไว้เพื่อประกาศว่าเธอเชื่อในแบบนี้ในการพูดคุยและพยายามวางนโยบาย

สำหรับข้อเสนอสำคัญของกลุ่มนี้ที่ค่อนข้างขวาตกขอบและใช้ในการโจมตีฝ่ายซ้ายยุคนั้น คือ รัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซงหรือวางแผนพัฒนาส่วนกลางอีกต่อไป เพราะยิ่งแบกรับกิจการสาธาณะต่างๆมากยิ่งเหมือนรัฐบาลมีเคราะห์ ผลที่ตามมาคือประชาชนเสื่อมศรัทธา ดังนั้นประชาชนควรรับผิดชอบชีวิตตนเอง ไปจนกระทั่งเชื่อว่าความยากจนเกิดจากคนไม่เอาถ่าน จนถึงมาจากพันธุกรรมและการเลี้ยงดู

สำหรับแนวทาง ความคิด ที่จะทำให้ผู้ยึดถือฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในโลกปัจจุบันอยู่ร่วมกันได้ ต้องยอมรับว่าแนวทางเสรีนิยมใหม่หรือฝ่ายขวา ทำให้เราเหนื่อย วิธีแก้ไขของฝ่ายเสรีนิยมใหม่ เมื่อเราเหนื่อยเขาจะมีหนังสือ How To ตามร้านหนังสือต่างๆ เพื่อให้เราแก้ไขพัฒนาตัวเอง เพื่อให้หายจาก ภาวะ Burnout syndromes ทั้งนี้สังคมแบบเสรีนิยมใหม่ต้องการให้เรารับผิดชอบภาระด้วยตัวเอง ซึ่งก็มีข้อจำกัดว่าเราอยู่ในความเสี่ยงเช่นการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ข้าราชการแบบเดิมนี่คือสิ่งที่เสรีนิยมใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลง เราต้องเป็นผู้ประกอบการมีวิธีคิดแบบนายทุน ต้องใช้เหตุแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางอย่าง แบบนี้สุดท้ายก็จบที่ ภาวะ Burnout แล้วก็จะมีหนังสือแก้ไขภาวะนี้อีก

เราจะออกจากภาวะนี้ได้อย่างไร ต้องอาศัยแนวคิดของ Anthony Giddens (นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษ) เขาแก้ข้อจำกัดดีเบตฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย เพราะสังคมแบบทุนนิยมเสรีเต็มไปด้วยความเสี่ยง จากการโยนความรับผิดชอบไปที่ปัจเจก ทางแก้จึงต้องมีสวัสดิการอะไรบางอย่างมารับประกันชีวิตเอาไว้ ตัวแบบคือประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นการพยายามประนีประนอมระหว่างซ้ายกับขวา ไม่เสียระบบตลาด ยังจูงใจคนทำงานอยู่ แลกกับสวัสดิการ เป็นสังคมนิยมประชาธิปไตย ต้องต่อสู้ความยากจน ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการ ลดความเสี่ยงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม

อาจารย์ ดร.ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

พัฒนาการอุดมคติแบบซ้าย

ด้าน ผศ.ดร.ชญาน์ทัต เริ่มต้นโดยกล่าวว่า สิ่งที่ขอพูดก่อนเลยคือ 1.การแบ่งความคิดทางการเมืองออกเป็นซ้าย-ขวา จริงๆแล้วเป็นผลจากอาณานิคมทางความรู้แบบรัฐศาสตร์อเมริกันที่เราไปรับมาจนทำให้เกิดการแบ่งแยกแบบนี้

2. ถ้าย้อนกลับไปในปรัชญากรีก จะมีคำพูดอยู่เรื่องหนึ่งคือ “ทาลอส” (Talos) หรือชีวิตเป้าหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบ และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในความคิดของอริสโตเติลก็คือ รัฐคือรมณียสถานที่ดึงให้คนทุกคนมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังนั้นมันจึงไม่ได้แบ่งแยกซ้ายหรือขวาตั้งแต่แรก

ขณะที่อุดมคติแบบฝ่ายซ้าย หากจะทำความเข้าใจก็สามารถแบ่งแยกได้เป็น 3 ส่วน

1.คือการที่มนุษย์ปลดแอกจากการถูกกดขี่ หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ปัญหาทางด้านสังคมการเมืองหากเราพิจารณาดีๆ มันจะมีการทำงานของทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม แฟชั่น ความบันเทิง หรืออะไรต่างๆ มันมีคนหากำไรอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน มันมีคนได้เปรียบจากสิ่งที่เราทำงานอยู่ในทุกๆวัน

2.รัฐที่เปลี่ยนไปใหม่ ต้องทำหน้าที่ดูแลประชาชน ดังนั้นเสรีภาพเต็มขั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องถูกจำกัดบ้าง

3. ต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และในยุคนี้ก็อาจจะต้องขยายไปถึงสัตว์ จนถึงพืชด้วย ตามหลักภววิทยาแนวราบ ทุกๆอย่างเท่าเทียมกันหมด

แน่นอนฝ่ายซ้ายก็ไม่ได้เห็นด้วยกันหมดในยูโทเปียนี้ ในประมาณปี 1890 ตอนที่มาร์กซ์ เขียนหนังสือ The Communist Manifesto จะเห็นยูโธเปียของมาร์กซ์ที่เป็นเรื่องชนชั้นกรรมาชีพยึดครองปัจจัยการผลิต และทำให้เกิดสังคมที่ไร้ชนชั้นขึ้นมา แต่ในปี 1930 วิธีคิดแบบนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับมาร์กซ์ แบ่งออกเป็น 4 แนวทางคือ

1.Eduard Bernstein ที่บอกว่าถึงเวลาต้องประณีประนอมเข้ากับทุนนิยม 2. Antinio Gramsci ที่ตีความมาร์กซ์ด้วยวิธีของตัวเอง 3.Vladimir Lenin ก็มีวิธีการเอามาร์กซิสม์ไปใช้ก่อตั้งพรรคปฏิวัติขึ้นมา 4.Rosa Luxemburg ที่บอกว่าการเข้าใจการทำงานของทุนนิยมปัจจุบัน มันต้องทำงานควบคู่กับจักรวรรดินิยม

จะเห็นว่าทั้ง 4 แนวทางคือการกลายพันธุ์ของมาร์กซ์ที่ไม่เหมือนเดิม พอมาถึงปี 1950-1970 มาร์กซิสม์ก็เติบโตมากในยุโรป 3 ประเทศคือ เยอรมัน ที่มีการก่อตั้งสำนักที่เรียกว่า Frankfurt School ส่วนที่ฝรั่งเศสก็จะมี Louis Althusser ซึ่งต่อมาก็มีลูกศิษย์คือ Michel Foucault หรือ Jacques Ranciére และที่ขาดไม่ได้ก็คือที่อิตาลีหรือสำนัก autonomia ไม่ว่าจะเป็น Antonio Negri หรือ Mario Tronti ที่แตกแขนงไปเยอะมาก

แต่เมื่อเข้าสู่ปี 1980 ก็เกิดกระแสการตีความมาร์กซิสม์นำโดย 2 นักคิดสำคัญที่เป็นต้นทางสำคัญของลัทธิ WOKE ในปัจจุบัน คือ Ernesto Laclau และ Chantal Mouffe ที่เสนอว่าสังคมไม่มีทางแสวงหาความสมานฉันท์และฉันทามติได้ สังคมจะมีเรื่องที่ต้องเจอกับความอยุติธรรมเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการเมืองจึงเป็นเรื่องพหุภาคแห่งความหลากหลาย พูดตรงๆคือต้องสู้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งไม่สามารถหายูโธเปียได้ โดยความคิดของทั้งสองคนถูกโต้โดยมาร์กซิสต์ปัจจุบัน เช่น Slavoj Žižek หรือ Alain Badiou ที่พยายามมองว่า Ernesto Laclau และ Chantal Mouffe ไม่มีอุดมคติ มองอะไรไม่ออกเลย

แต่ที่น่าสนใจตอนนี้คือมันเกิดมาร์กซ์ 2 กลุ่มขึ้นมา คนแรกขาดไม่ได้เลยเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่น ชื่อว่า Kohei Saito เขาเขียนหนังสือเสนอว่าต้องชะลอการเติบโตของทุนนิยมลง เพราะทุนนิยมกำลังทำให้ “เมตาบอลิซึมของธรรมชาติ” และ “เมตาบอลิซึมของแรงงาน” เสื่อมลง นั่นคือสิ่งที่เขาพยายามจะพูด ขณะที่นักคิดฝั่งลาตินอเมริกาก็เสนอว่าต้องมีการทบทวนความคิดฝ่ายซ้ายใหม่ และเสนอให้ในแต่ละที่ต้องปลดแอกด้วยตัวเอง สำนึกใดๆที่เกิดจากการกดขี่ หากจะปลดแอกจากการกดขี่ ต้องเป็นสำนึกของพื้นที่

ส่วนการโจมตีไปที่ฝ่ายขวาแบ่งได้เป็น 4 ประเด็น

1.คือการบอกว่าเสรีภาพที่ฝ่ายขวาพยายามพูดถึงเป็นเสรีภาพของพวกพ่อค้ากระฎุมพีนายทุน
2.วรรณกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมและที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตใจ ให้ดูงานของ Mark Fisher (นักวิจารณ์ดนตรีและนักวิชาการด้านวัฒนธรรมชาวอังกฤษ) หรือ Byung-Chul Han (นักปรัชญาชาวเกาหลีใต้) ที่จะตอบคำถามว่าทำไมเราเกิดภาวะ Burnout syndromes ทำไมเราเกิดวันจันทร์ ทำไมเรากลัววันอาทิตย์ และมันเริ่มเกิดวัฒนธรรมชนิดใหม่เช่น ทำไมการนอนน้อยถึงดูเท่ อย่างนี้เป็นต้น
3.เราอยู่ในโลกทุนนิยมแพลตฟอร์ม ให้ดูงานของ Nick Srnicek และ Alex Williams ที่จะพูดเรื่องการที่เราเสพสื่อบนโลกของแพลตฟอร์มทุกวันนี้ มันมีคนพยายามหา profit จากการเสพสื่อของเราอยู่ และทำเงินจากการมีความสุขของเรา ส่งผลให้สามารถกำหนดราคาขึ้นลงตามใจชอบได้

นั่นคือเสรีภาพของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งทุกอย่างก็จะมีความขัดแย้งในตัวของมันเอง อย่างที่เรียกกันว่า “dialectic” (เฮเกลยังไม่ตาย)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญาน์ทัต ศุภชลาศัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

เรื่อง “แม้โลกพลิกผันแต่ Weberian นั้นไม่เปลี่ยนแปลง?” โดย รศ.ดร.อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ผศ.ดร.ธีระพล เกรียงพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ข้าราชการต้อง professionalism

เริ่มจาก รศ.ดร.อัชกรณ์ กล่าวว่า ระบบราชการควรเป็นอย่างไรในโลกของการต่อสู้อุดมการณ์แบบซ้ายกับขวา? คำตอบคือ ข้าราชการต้องมีความเป็น professionalism ต้องมีความเป็นวิชาชีพนิยม ต้องพร้อมตอบสนองนโยบายของแต่ละกระทรวง สมัยที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ประเทศไทยมีเพียง 13 กระทรวง 214 กรม แต่ตอนนี้มาเป็นอาจารย์รัฐประศาสนศาสตร์ได้ 17 ปี จนเป็นคณบดีของคณะ ราชการไทยมี 20 กระทรวง มี 400-500 กว่ากรม นี่คือข้าราชการไทยมีการแตกตัวเพิ่มขึ้นตามความชำนาญเฉพาะด้านหมดเลย

ทั้งนี้ข้าราชการต้องมีความเป็นมืออาชีพ กล่าวคือช่วงที่มีการเลือกตั้งกระทั่งมีรัฐบาลเกิดขึ้น ไม่ว่าใครได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ข้าราชการก็ต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถ อะไรที่ดีหรือไม่ดีก็ต้องกล้าตักเตือนเสนอแนะทักท้วง เรื่องนี้มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่า ถ้าข้าราชการทำหนังสือตักเตือนทักท้วงนักการเมืองแล้ว เกิดมีการกระทำผิดภายหลัง ข้าราชการก็อาจจะไม่ต้องรับโทษด้วย แน่นอนว่า ในใจของข้าราชการแต่ละคนสามารถเลือกข้างได้ หมายความว่า เวลาเราไปเลือกตั้ง เราก็สามารถจะเลือกนักการเมืองคนที่ชอบได้ แต่เมื่อสวมเครื่องแบบข้าราชการก็ต้องทำตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มความสามารถ ตามนโยบายต่างๆ

ดังนั้นไม่ว่านักการเมืองจะเป็นฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวาเข้ามามีอำนาจ หลักใหญ่ของข้าราชการจึงต้องมีความเป็นมืออาชีพนิยมของตัวเอง ข้าราชการมืออาชีพต้องไม่เกียร์ว่าง ไม่ว่านักการเมืองฝ่ายที่ไม่ถูกใจจะเข้ามามีอำนาจ เพราะข้าราชการต้องตระหนักว่านักการเมืองไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ล้วนได้รับฉันทามติจากการเลือกตั้งของประชาชนมาเรียบร้อย ถูกต้องตามครรลองของกฏหมายแล้ว

ขณะที่ในปัจจุบันในกระแสของการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เริ่มมีอำนาจ พันธกิจ งบประมาณของตัวเองมากขึ้น แต่ก็เกิดปัญหาการทับซ้อนทางอำนาจกับระบบราชการส่วนกลางที่เต็มไปด้วยการแตกตัวทางโครงสร้างอำนาจไปแล้วจำนวนมาก ยิ่งทำให้แต่ละคนมุ่งทำแต่หน้าที่เฉพาะด้านของตัวเอง การจะให้หน่วยงานราชการทำงานร่วมกันก็จะต้องทำให้เกิดการ collaboration กัน นี่คือคำตอบสำคัญที่ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบราชการดีขึ้น

เพราะหน่วยงานราชการที่ทำงานแต่ของตัวเอง ใช้งบของตัวเองในแต่ละปีให้หมดๆไป จะไม่เห็นผลงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ ตรงกันข้ามกับหน่วยงานราชการที่เขาพยายามมี collaboration จะเห็นผลงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ ยกตัวอย่างการพัฒนาโอท็อป ถ้าจะให้หน่วยงานราชการเป็นของคนพัฒนา สินค้าที่ออกมามันก็จะเป็นแนวข้าราชการ มันไม่สัมผัสกับกระแสความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้น หรือกรณีการขายสินค้า รูปแบบราชการแบบเดิมก็จะไปตั้งศูนย์สินค้าโอท็อปริมข้างทาง ซึ่งมันไม่สำเร็จ ต่างกับการไป collaborate ร่วมกับห้างร้านต่างๆ ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น ดังนั้น การ collaboration จะทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างค์ เกิด creative economy ต่างๆ ระบบราชการจึงต้องไม่มองแค่งบประมาณที่ตนเองมีแล้วทำไปตามนั้น แต่ต้องดูว่าตัวเองขาดอะไร และจะได้มาด้วยการ collaboration กับที่อื่นๆได้อย่างไร

รองศาสตราจารย์ ดร.อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

อย่าลืมฟังเสียงประชาชน

ด้าน ผศ.ดร.ธีระพล ระบุว่า ในทางปรัชญาการเมืองที่มีการถกเถียงกันเรื่องอุดมการณ์แบบซ้ายขวา หรือแบบอิสระเสรีนิยมมากมาย แต่พอมาดูระบบราชการไทย เอาแค่สิทธิเรื่องเครื่องแบบเครื่องแต่งกายยังไม่มีเลย

อย่างไรก็ตาม แม้ตามหลักการ ข้าราชการจะต้องปฏิบัติตามหลักวิชาชีพและมีความเป้นมืออาชีพไม่ว่าผู้บังคับบัญชาฝ่ายนโยบายที่มาจากการก่ารเลือกตั้งไม่ว่าจะมีอุดมการณ์การเมืองแบบใด แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ผ่านมา ข้าราชการก็มีประโยชน์ของตนเองซ้อนอยู่ ระบบราชการไทยขยายใหญ่โตมากขึ้น องค์กรภาครัฐรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นองค์การมหาชน หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ หรือองค์การมหาชนที่ตั้งขึ้นด้วย พรบ.เฉพาะของตัวเอง เหล่านี้เพิ่มขึ้น

ลองสังเกตุการเกิดขึ้นของหน่วยงานราชการต่างๆก็ได้ มักเกิดขึ้นในช่วงที่เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปี 2557-2558 เกิดปรากฏการณ์หน่วยราชการแตกแขนงเพิ่มขึ้น ที่สุดก็นำมาซึ่งงบประมาณ แล้วก็แก้ปัญหาการเมืองภายใน คือเป็นการลดความตึงเครียดกดดันของคนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารภายในหน่วยงาน ทั้งนี้ก็ต้องตั้งคำถามว่าการแตกแขนงของหน่วยราชการ นำมาซึ่งประโยชน์สาธารณะเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือเปล่า?

นอกจากนี้ในการที่ภาครัฐหรือราชการ จะปฏิบัติตามนโยบายให้เกิดผล เรื่องสำคัญหากจะทำให้การปฏฺบัติตามนโยบายเกิดผลในพื้นที่ก็คือต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่นั้นๆ อย่าทำนโยบายในระดับท็อปดาวน์หรือบนลงล่างอย่างเดียว เพราะการที่ราชการอย่างทำโน่น ทำนี่ บางทีมันไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่นั่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพล เกรียงพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ต้มยำไก่บ้านไข่อ่อน
คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป