Scarcity mindset & Abundance mindset : เก่งได้ไหม ถ้าไม่ต้องแข่งขัน?
โดย ณิชา พิทยาพงศกร
เมื่อไม่นานมานี้ พระอาจารย์ชยสาโรได้เดินทางมาเยี่ยมโรงเรียนของลูกผู้เขียน ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก เน้นการเล่นในชั้นอนุบาลและเรียนแบบบูรณาการในระดับประถม หลังการแสดงธรรม ท่านเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้ซักถาม ผู้ปกครองคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า
“ลูกๆ ของเราอยู่ในโรงเรียนนี้ที่ไม่เคร่งเครียด ไม่เน้นการแข่งขัน ออกจะสบายๆ แต่ก็มีสำนวนที่เขาว่ากันว่า ไม่มีอะไรเติบโตใน comfort zone แล้วแบบนี้ ลูกเราจะพัฒนาได้เท่ากับเด็กที่อื่นที่คุ้นเคยกับการแข่งขันได้หรือ”
ผู้เขียนรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ เพราะคำถามนี้เป็นตัวแทนความกังวลใจของพ่อแม่ยุคนี้รวมถึงตนเองด้วย
พระอาจารย์ตอบว่า “การแข่งขันเป็น “เทคนิค” หนึ่งที่ทำให้คนอยากพัฒนาตนเอง แต่ก็มีผลเสียมากเช่นกัน มีเทคนิคอื่นๆ ที่ก็ทำให้เด็กพัฒนา เช่น จูงใจให้เด็กพัฒนาตนเองเมื่อเทียบกับตนเองในอดีต ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยเชิงลบน้อยกว่าการแข่งขัน”
ฟังแล้วก็คิดตาม นั่นสินะ พวกเราเองก็เคยได้รับผลข้างเคียงของการแข่งขันกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
พวกเราคือพ่อแม่เจนเอ็กซ์ตอนปลาย เจนวายตอนต้น ที่โตมากับการสอบแข่งขันในทุกระดับ ไม่ว่าจะเข้า ป.1 โรงเรียนสาธิตหรือเข้า ม.1 โรงเรียนประจำจังหวัด อยู่ในโรงเรียนก็ยังมีสอบแข่งขันวิชาการต่างๆ จบ ม.ปลายก็เจอสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ภาพความสำเร็จในชีวิตก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง เป็นหมอ เป็นวิศวะ สอบเป็นราชการหรือทำงานบริษัทที่มั่นคง และทุกอย่างนี้ได้มาผ่านการแข่งขัน
หากถามว่า คนรุ่นเราชอบประสบการณ์พวกนี้ไหม คิดว่าคงไม่ (เว้นแต่คุณรอดมาได้แบบไม่มีบาดแผลทางใจ) และนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำไมคนรุ่นเราจำนวนไม่น้อยมองหาโรงเรียนทางเลือก อยากให้ลูกได้เล่นเต็มที่ ไม่ต้องเร่งอ่านเร่งเขียน ไม่อยากให้ลูกต้องไปสอบแข่งขัน ไม่ต้องเจอความเครียดเหมือนที่ตัวเองเจอมา
แต่ในขณะเดียวกัน เราเหมือนโดนอดีตของตัวเองวิ่งไล่ตาม เราอดไม่ได้ที่จะกังวลว่า แม้วิธีการเลี้ยงลูกเราเปลี่ยนไปแล้ว แต่โลกข้างนอกอาจจะไม่เปลี่ยนไปนัก ลูกเราจะยังต้องผ่านด่านของการสอบแข่งขันพวกนี้ไหมนะ
กลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใจหนึ่งก็อยากให้ลูกได้เติบโตไปตามวัยตัวเอง และมีความทรงจำในวัยเด็กที่ดี แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเขาจะแข่งขันกับใครไม่ได้
ว่าแต่ โลกของการศึกษาที่ลูกเราจะต้องเจอ มันเปลี่ยนไปจากสมัยเราเด็กๆ ไหมนะ? จำเป็นจริงหรือที่เราจะต้องแข่งขันกันขนาดนั้น?
ด้วยงานที่ต้องติดตามข่าวคราวในโลกการศึกษา พอได้เห็นว่า อันที่จริง โลกข้างนอกก็เปลี่ยนไปพอควร ทำให้เส้นทางชีวิตของเด็กรุ่นลูกเราไม่จำเป็นต้องเหมือนรุ่นเรา
ตั้งแต่ว่า เดี๋ยวนี้เด็กเกิดใหม่ลดลงมาก จากปีละล้านคนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เหลือแค่หลักแสน ปีนี้น่าจะลดลงถึงแค่ 4 แสน เรากำลังมีที่นั่งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมากกว่าจำนวนเด็กที่จะเข้าเรียนเสียอีก
บางพื้นที่ เด็กเกิดน้อยจนศูนย์เด็กเล็กของท้องถิ่น โรงเรียนอนุบาลของกระทรวงศึกษา และเนิร์สเซอรี่เอกชน ต้องแย่งเด็กกัน เกณฑ์ในการเข้าเรียนก็เปลี่ยนไป กฎหมายการศึกษาปฐมวัยที่ออกมาในปี 2562 ห้ามไม่ให้มีการคัดเลือกเด็กอนุบาลเข้าเรียนโดยการสอบ และการเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนเป็นระบบ TCAS ที่ใช้พอร์ตโฟลิโอได้ในรอบแรก และยังมีการสอบในรอบอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า การสมัครสอบหลายรอบที่มีค่าใช้จ่ายและการทำพอร์ตโฟลิโอ ยิ่งทำให้เด็กที่มีเงิน มีเส้นสายได้เปรียบกว่าหรือไม่ แต่ระบบนี้ก็ทำให้เด็ก ม.ปลายไม่ต้องทุ่มเททุกอย่างกับการสอบครั้งเดียวเหมือนเมื่อก่อน
ถ้ามองอนาคตไกลออกไปอีก คิดว่าเราแทบเดาไม่ได้เลยว่า เมื่อลูกถึงวัยทำงาน เขาจะมีงานอะไรบ้างให้ทำ เมื่องานเก่าๆ ที่เคยมีเปลี่ยนไป หายไป และเกิดงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีเต็มไปหมด หากเราคาดหวังมุ่งเป้าเกินไปว่าลูกจะทำสิ่งนั้น เป็นสิ่งนี้ เราอาจจะถูกเซอร์ไพรส์ได้ง่ายๆ
แค่มองย้อนไปเมื่อผู้เขียนเริ่มทำงานใหม่ๆ การทำงานบริษัทใหญ่ๆ ธนาคารชื่อดัง บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น เอเยนซี่โฆษณา หรือสายการแพทย์ เป็นความฝันของเด็กเก่งๆ ในรุ่น
ไม่กี่ปีต่อมา เด็กเก่งๆ กลับอยากทำสตาร์ตอัพ ถัดมาอีก 2-3 ปี เมื่อวงการสื่อถูกดิสรัพต์ ธนาคารปลดคน โควิด-19 เข้ามา หลายคนกลายไปเป็นฟรีแลนซ์ ทำธุรกิจของตัวเอง เป็นยูทูบเบอร์ แม้กระทั่งหมอหลายคนก็กลายมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไปซะงั้น
ยิ่งโต (หรือยิ่งแก่) ก็ยิ่งรู้สึกว่า ความก้าวหน้าในอาชีพไม่ใช่เส้นตรงและไม่ใช่การปีนป่ายพีระมิดเสมอไป เจอข้าราชการที่หันมาทำโรงคั่วกาแฟ อดีตนักข่าวที่กลายมาเป็นเจ้าของร้านอาหาร เพื่อนที่จบศิลปะแต่ได้ดีเพราะคริพโต น้องที่จบสายบริหารธุรกิจแต่กำลังเอาดีในสายจิตวิญญาณ แม้กระทั่งตัวเองที่จบวิศวะแต่มานั่งเขียนบทความที่คุณอ่านอยู่นี้ และทุกคนก็สบายดี มีขึ้นมีลง เหมือนคนทั่วไป
“โลกภายนอก” เปลี่ยนไปแล้ว บางสิ่งหนุนนำให้เราต้องแข่งกันน้อยลง (หรือพยายามแข่งไปก็เท่านั้น) แต่คนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่าการแข่งขันเป็นเรื่องจำเป็น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ทำไมคนบางคนยังบ้าการแข่งขันขนาดนั้น คำตอบน่าจะอยู่ที่ “โลกภายใน” ของเขา
คําสองคำที่อาจจะอธิบายได้ นั่นคือ Scarcity mindset และ Abundance mindset
Scarcity mindset หรือ “กรอบคิดขาดแคลน” คือความเชื่อว่าโลกนี้ไม่ได้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคน เราต้องแก่งแย่งมาเพื่อความอยู่รอด โลกนี้มีความสำเร็จแบบเดียว ถ้าเราไม่สำเร็จตามแบบนั้น เราก็จะไม่มีค่า ไม่เหลืออะไรเลย
ใครที่อยู่ในกรอบคิดนี้ มีแนวโน้มจะโฟกัสในสิ่งที่ยังไม่มี และรู้สึกขาดแคลน รู้สึกไม่ปลอดภัยและต้องกระเสือกกระสนอยู่เสมอ
ส่วน Abundance mindset หรือ “กรอบคิดอุดมสมบูรณ์” คือความเชื่อว่า โลกนี้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคน ความสำเร็จในชีวิตมีหลายรูปแบบ และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
คนที่อยู่ในกรอบคิดอุดมสมบูรณ์จึงมักจะโฟกัสในสิ่งที่ตนเองมีพร้อมแล้ว มองเห็นโอกาสและความเป็นได้ใหม่ๆ อยู่เสมอ
งานวิจัยพบว่า กรอบความคิดขาดแคลนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ ทำให้การทำงานของสมองส่วนหน้า (executive functions) ลดลง มีแนวโน้มที่จะมี IQ ต่ำกว่า แถมยังส่งผลต่อความเข้าใจผู้อื่น มีแนวโน้มเสพติดการแข่งขัน ไม่ค่อยให้ร่วมมือหรือทำเพื่อคนอื่น
เราจะมีกรอบคิดแบบไหน ขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งสภาพแวดล้อมที่เติบโตขึ้นมา ค่านิยมในสังคม และกรอบคิดของพ่อแม่ผู้ปกครอง แน่นอนว่าลูกเราก็ซึมซับกรอบคิดที่เรามี และเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นกับความขาดแคลนทางวัตถุ (material scarcity) เพราะเราอาจเกิดในบ้านที่มีวัตถุเพียบพร้อมแต่ใจรู้สึกขาดแคลน เติมไม่เต็มก็เป็นได้
ดังนั้น ในฐานะพ่อแม่ แทนที่จะเราจะเอาแต่ตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรลูกเราจะชนะการแข่งขัน ทำอย่างไรลูกเราจะวิ่งตามทันคนอื่น ทำพอร์ตฯ แบบไหนถึงจะรอด
เราน่าจะถามตัวเองด้วยว่า เรากำลังอยู่ในกรอบความคิดแบบไหน เรากำลังถ่ายทอดกรอบคิดแบบไหนให้ลูกเรา
เมื่อไม่นานมานี้ มีดราม่าที่นักเรียน ม.ปลายคนหนึ่งยื่นพอร์ตโฟลิโอเข้าคณะแพทย์แล้วไม่ได้รับเลือก มีผู้ใหญ่มากมายออกมาให้ความเห็นว่าควรปรับปรุงพอร์ตฯ อย่างไร ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ที่ฝรั่งเศสไม่มีการสอบเข้าคณะแพทย์ตอนปีหนึ่ง แต่รับทุกคนที่อยากเรียนและผ่านการสอบไล่ ม.ปลายมา ให้เรียนในคณะเป็นเวลา 1 ปีแล้วค่อยสอบจริงๆ ก่อนขึ้นปีสอง
ณ ตอนนั้น นักศึกษาหลายคนรับรู้แล้วว่า การเรียนแพทย์จริงๆ เป็นอย่างไร ใช่สิ่งที่ตนอยากทำไหม และถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่หรือสอบไม่ผ่านขึ้นปีสอง ก็เปลี่ยนไปเรียนสายอื่นได้ คนที่เหลือคือคนที่มีใจและมีความพร้อมจะไปต่อจริงๆ ถือเป็นกระบวนการคัดเลือกที่ยาวนาน แต่อย่างน้อยเด็กทุกคนก็มีโอกาสลองและค้นพบตัวเอง
มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่จะออกแบบกลไกระบบที่อนุญาตให้ความสำเร็จมีหลายแบบ ให้คนสามารถพัฒนาตนเองไปตามจังหวะและความสนใจของตัวเอง แทนการมุ่งมั่นเอาชนะกันตั้งแต่เริ่ม
เพราะไม่ว่าลูกเราชนะมากมายแค่ไหน ก็ต้องออกไปใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับคนที่ถูกทำให้แพ้อยู่ดี
