โดย ณิชา พิทยาพงศกร
ต่อให้ไม่นับสงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงที่เขียนบทความนี้ แนวโน้มสันติภาพของโลกถดถอยมาสักพักใหญ่แล้ว หากอ้างอิงจากดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index : GPI) ซึ่งทำการประเมินและจัดลำดับสันติภาพของ 163 ประเทศทั่วโลก พบว่า ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ดัชนีสันติภาพทั่วโลกถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 6 ปีให้หลังมานี้ ที่มีความขัดแย้งระดับรัฐดำเนินอยู่ถึง 59 แห่ง
ดัชนีสันติภาพโลกนี้คำนวณมาจากตัวชี้วัด 23 ตัว จัดหมวดหมู่คร่าวๆ ได้ 3 กลุ่มคือ ระดับความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคม ความขัดแย้งภายในและระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ และการขยายบทบาททางการทหาร (degree of militarization) ของแต่ละประเทศ
ดัชนีสันติภาพโลกจึงเป็นตัวชี้วัดว่า ความเป็นอยู่ของคนในประเทศสงบสุขมากน้อยเพียงใด และตัวประเทศเองมีแนวโน้มจะจัดการปัญหาความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกด้วยกำลังความรุนแรงหรือไม่ อย่างไร
รายงานดัชนีสันติภาพโลก โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ ชี้ให้เห็นว่าสงครามและความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ในปี 2024 มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 19.97 ล้านล้านดอลลาร์หรือคิดเป็น 11.6% ของ GDP โลก ความขัดแย้งคร่าชีวิตผู้คนมากมายถึง 152,000 คน สิ่งที่ไม่อยู่ในรายงานนี้แต่เป็นที่รู้กันดี คือสงครามยังสร้างบาดแผลความเจ็บปวดแก่จิตใจของผู้รอดชีวิต และทำลายระบบการเมืองการปกครองและความสามารถในการปกครองตัวเองของประเทศให้อ่อนแอลง พร้อมจะส่งผลกระทบข้ามรุ่นไปอีกหลายสิบปี
สงครามเป็นสิ่งที่เลวร้าย แล้วเพราะเหตุใดในโลกที่มนุษยชาติมีความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น คนเข้าถึงการศึกษามากขึ้น ความยากจนสุดขั้วลดลง และมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด แต่มนุษย์ก็ยังไม่เรียนรู้ความเลวร้ายของสงครามจากประวัติศาสตร์ในอดีต ยังกระหายการทำสงคราม ยังสร้างความขัดแย้งอย่างไม่สิ้นสุด
ฉันเคยเชื่อว่า เมื่อคนเข้าถึงการศึกษามากขึ้น คุณภาพการศึกษาดีขึ้น คนก็น่าจะมีความคิดอ่านที่ละเอียดอ่อนและตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะส่งผลเสียต่อคนหมู่มาก โลกก็น่าจะสงบสุขและมีสันติภาพมากขึ้น มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
เมื่อพูดถึงการศึกษา มาตรวัดหนึ่งที่ประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ คือการทดสอบ PISA ของ OECD ที่เป็นการประเมินทักษะของเด็กอายุ 15 ปีใน 3 ด้านคือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ สะท้อนถึง “ทุนมนุษย์” ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต
น่าสงสัยว่า การจัดลำดับคุณภาพการศึกษาด้วย PISA นี้ เมื่อทาบกับการจัดลำดับดัชนีสันติภาพโลก GPI แล้ว มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร
ฉันลองทำการวิเคราะห์อย่างง่ายๆ ว่า หากเราแบ่งกลุ่มประเทศตามใน 2 มิติคือ คุณภาพการศึกษาสูง-ต่ำ (สูง = สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD และต่ำ = ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD) และสันติภาพของประเทศสูง-ต่ำ (สูง = GPI ลำดับที่ 1- 81 และต่ำ = ลำดับ 82-163) จะได้กลุ่มประเทศออกมา 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 : การศึกษาคุณภาพสูง และสันติภาพสูง
กลุ่มนี้คือประเทศที่มีคะแนน PISA สูงกว่าค่าเฉลี่ย และติดอันดับต้นๆ ของดัชนีสันติภาพโลก ได้แก่ สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ ญี่ปุ่น ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เอสโตเนีย ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่สงบสุขที่สุดในโลกมักจะเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน (ดูตารางที่ 1)

กลุ่มที่ 2 : การศึกษาคุณภาพสูง แต่สันติภาพต่ำ
เป็นกลุ่มประเทศที่คนมีทักษะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูง จึงไม่แปลกที่จะเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของโลก แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ก็สั่งสมกำลังทางการทหาร ใช้งบประมาณลงทุนในอาวุธยุทโธปกรณ์มาก และมีความไม่ปลอดภัยจากความขัดแย้งสูง
ที่น่าสนใจคือ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งถูกเรียกว่า “ประเทศมหาอำนาจ” อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งคู่ และยังมีอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่กรณีร่วมในสงครามสหรัฐ-อิหร่านอยู่ด้วย (ดูตารางที่ 2)

กลุ่มที่ 3 : การศึกษาคุณภาพต่ำ แต่สันติภาพสูง
กลุ่มนี้มีมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่แม้ลำดับ PISA จะไม่ได้อยู่สูงมากนัก (แต่ก็ยังอยู่เหนือไทย) แต่มีดัชนีสันติภาพสูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก รวมถึงอินโดนีเซีย จึงน่าศึกษาดูว่า ประเทศเหล่านี้สร้างสันติภาพภายในอย่างไรถึงแม้ว่าคุณภาพการศึกษาจะไม่สูงนัก (ดูตารางที่ 3)

กลุ่มที่ 4 : การศึกษาคุณภาพต่ำ และสันติภาพต่ำ
ได้แก่ ไทย เม็กซิโก บราซิล ฟิลิปปินส์ ปาเลสไตน์ และยูเครน เราไม่อาจรู้แน่ว่า เพราะการศึกษาคุณภาพต่ำเป็นเหตุให้สันติภาพต่ำ หรือเพราะสันติภาพต่ำเป็นเหตุให้การศึกษาคุณภาพต่ำ หรือเพราะต้นเหตุอื่น เช่น ระบอบการเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้ประเทศเหล่านี้เผชิญความขัดแย้งภายในสูงและคุณภาพการศึกษาแย่ หรือประเทศเหล่านี้แค่บังเอิญโชคร้ายที่ตกเป็นเป้าของการรุกรานโดยประเทศอื่น จนโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาอ่อนแอ อนึ่ง อาจจะมีอีกหลายประเทศที่ตกอยู่ในกลุ่มนี้เพียงแต่ไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบ PISA เช่น เมียนมา (ดูตารางที่ 4)

สําหรับประเทศไทยของเรา ที่อยู่ลำดับที่ 86 ใน GPI และลำดับที่ 61 ของ PISA ยิ่งต้องการการพัฒนาทั้งด้านคุณภาพการศึกษาและสันติภาพ ควบคู่กันอย่างเร่งด่วน
เพื่อสันติภาพของโลก ทุกประเทศก็ควรพัฒนาทั้งสองด้านควบคู่กัน เพราะประเทศที่ฝักใฝ่สันติสุขและเต็มไปด้วยคนมีปัญญาจะไม่ก่อสงครามและสร้างปัญหาให้ประเทศอื่น ในขณะที่ประเทศที่ฝักใฝ่สันติสุขแต่มวลชนขาดปัญญาย่อมรักษาสันติภาพไว้นานไม่ได้ ส่วนประเทศที่ผู้คนฉลาดในด้านเทคโนโลยีแต่ฝักใฝ่สงครามนั้นสร้างปัญหาให้โลกได้มากมายจริงๆ
อันที่จริง หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ หลายครั้งหลายคราที่เราเห็นความก้าวหน้าทางการศึกษาไม่ได้เป็นไปเพื่อสันติสุขของประชาคมโลก แต่กลับถูกใช้เป็นฐานในการสร้างเทคโนโลยีเพื่อการประหัตประหารมนุษย์ที่ทรงอานุภาพมากขึ้น
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผลของผู้มีอำนาจ ถูกนำมาใช้ยืนยันความต้องการที่จะทำร้ายผู้เห็นต่าง และความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้สร้างความเข้าใจต่อความผิดพลาดของตนเองในอดีต แต่ถูกใช้เพื่อปลูกฝังความเกลียดชังต่อผู้อื่น
ปรากฏการณ์นี้จะรุนแรงขึ้น หากมาตรวัดคุณภาพการศึกษาที่เรายึดถือ ยังมุ่งวัดแค่การศึกษาแบบที่ทำให้ “รู้” ข้อเท็จจริง และ “คิด” วิธีการต่างๆ นานา แต่ไม่ทำให้ “รู้สึก” ร่วมกับมนุษย์คนอื่นๆ เป็น
การศึกษาแบบนี้กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของรัฐ ที่ใช้สร้างผลลัพธ์ได้ตามความประสงค์ของผู้ออกแบบ จะใช้สร้างสันติสุขก็ได้ หรือจะใช้ทำลายสันติภาพของโลกก็ได้เช่นกัน
