บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์
การศึกษาภาคบังคับของญี่ปุ่นไม่มีค่าใช้จ่ายให้เป็นภาระของพ่อแม่ แต่กระนั้นก็มีเด็กนักเรียนไม่อยากไปโรงเรียนและขาดเรียน(不登校)เป็นปัญหาในระบบการศึกษาของญี่ปุ่น แม้ว่าพ่อแม่และคนในครอบครัวเข้าใจความรู้สึกของเด็กและยอมรับกันมากขึ้นว่าไม่ใช่ความผิดที่ต้องตำหนิเด็ก เด็กไม่มีความสุขกับโรงเรียน ถูกเพื่อนแกล้ง การเรียนไม่สนุก ไม่น่าสนใจ มีปัญหาครอบครัว ฯลฯ ผู้ใหญ่จึงมีหน้าที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหาและพยายามให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเด็กแต่ละคน
กระทรวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น(文部科学省)ให้คำจำกัดความเด็กที่ “ไม่ไปโรงเรียนหรือขาดเรียน”(不登校)คือ เด็กที่ขาดเรียนเกินกว่า 30 วันขึ้นไป มีสถิติปี 2024 จำนวนนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นในญี่ปุ่นที่ไม่ไปโรงเรียน 353,970 คน แบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถม 137,000 คน นักเรียนชั้นมัธยมต้น 210,000 คน เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 12 ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 7,000 คน คิดเป็นอัตราส่วนการขาดเรียนของนักเรียนชั้นประถม 43 คนต่อ 1 คน นักเรียนชั้นมัธยมต้น 15 คนต่อ 1 คน
กระทรวงศึกษาฯ มีความกังวลกับสถานการณ์เด็กไม่ไปโรงเรียนที่เพิ่มขึ้น มีนโยบายเพิ่มหน่วยงานหรือศูนย์ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำแก่เด็กนักเรียนทั้งภายในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แต่ปัญหาคือ มีเด็กนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นเพียง 61% ที่เข้ามาปรึกษา ส่วนอีก 38% หรือราว135,000 คนไม่เข้ารับคำแนะนำหรือเข้าไม่ถึงหน่วยงานที่บริการ
กระทรวงศึกษาฯ จึงขอความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่นให้ตระหนักถึงปัญหา และมีส่วนช่วยกันลดจำนวนเด็กขาดเรียน สร้างกิจกรรมให้เด็กเหล่านี้มีส่วนร่วม ไม่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เศร้า เหงาหงอยหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่มีใครสนใจ บั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กในอนาคต
นาย เรียว ชิโอยามา ประธานมูลนิธิ Hello Life องค์กรไม่แสวงหากำไร ริเริ่มโครงการ “ทำงานและเรียนรู้จากฟรีสคูล” ขึ้นที่โอซากา ขอความร่วมมือจากร้านค้าต่าง ๆเป็นสถานที่ให้เด็กได้มีโอกาสมาเรียนรู้ และฝึกฝนประสบการณ์ชีวิต เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง มีธุรกิจที่ให้ความร่วมมือ อาทิ ร้านอาหารเครื่องดื่ม ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านเกมส์ ร้านเสื้อผ้า เป็นต้น รวม 17 ประเภท เงื่อนไขของผู้เข้าร่วมคือ เด็กที่ “ไม่ไปโรงเรียน” หรือ “รู้สึกเป็นทุกข์ที่ต้องไปโรงเรียน” มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 4 ถึงนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 จำนวนกว่า 100 คนเข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 4 วัน จัดกิจกรรมปีละ 2 ครั้ง
เมื่อได้รับฟังรายละเอียดเนื้อหางานในธุรกิจนั้น ๆแล้ว เด็กแต่ละคนเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ความถนัดของตัวเอง บางคนไม่ชอบพูดคุยกับผู้คน บางคนไม่ชอบงานที่ต้องมีความละเอียด เริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น กล้าเลือก และกล้าลองทำงานที่ตัวเองสนใจที่สุด
เด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมต้น 2 คน เลือกทำงานในร้านคาเฟ่ เจ้าของร้านสอนให้ทำเมนูยอดฮิตของร้าน คือ ชิฟฟอนเค้ก เมื่อเข้าใจขั้นตอนการทำ ได้ลงมือทำเอง และแก้ไขข้อผิดพลาด ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ ได้ฝึกความกล้าโดยนำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟลูกค้าได้อย่างนุ่มนวล พูดทักทายลูกค้า แม้จะเกร็งบ้างแต่ก็ผ่านไปด้วยดี รู้สึกภูมิใจมากที่ตัวเองมีความอดทน สามารถเอาชนะความยากของงานที่ไม่คุ้นเคยได้
การฝึกงานจบลงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขของเด็กหญิงผู้ไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียน !
เจ้าของร้านคาเฟ่ บอกว่าตอนเริ่มแรกเด็ก ๆ ไม่กล้ามองสบตา ก้มหน้าก้มตา กล้า ๆกลัว ๆ แต่ตอนจบงาน กลับตรงกันข้าม มีเสียงหัวเราะรื่นเริงและรอยยิ้ม ทำให้เริ่มเข้าใจแล้วว่าหากเปิดโอกาสให้เด็กที่ไม่ไปโรงเรียนเหล่านี้กล้าที่จะสื่อสารสิ่งที่ตัวเองสนใจและอยากทำ พร้อมทั้งให้โอกาสได้ลอง จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง ลูกค้าในร้านก็ให้ความร่วมมือ ให้คำชมเป็นกำลังใจแก่เด็ก ๆด้วย
เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การทำงานจริง เสร็จงานแล้วได้รับคูปองแลกของขวัญ แต่ที่มากไปกว่านั้น คือ ความสุขที่ความพยายามของตัวเองได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าจากผู้อื่น
ผู้ริเริ่มโครงการ นาย ชิโอยามา ในวัยเด็กเคยเป็นเด็กที่ไม่ไปโรงเรียน จึงเข้าใจความรู้สึกของเด็ก ๆ อย่างดี เคยวิตกกังวลว่าถ้าโตขึ้นตัวเองจะอยู่ในสังคมอันกว้างใหญ่ได้อย่างไร มีเด็กอีกไม่น้อยที่กังวลใจเช่นเดียวกัน เขาจึงคิดโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก ๆผ่านประสบการณ์จริง ให้เห็นคุณค่าในตัวเองและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ มีหน้าที่ต่อครอบครัวและสังคมรอบข้าง
ที่จังหวัดนางาโน หน่วยงานท้องถิ่นได้ใช้สถานที่ของโรงเรียนที่ปิดตัวลงจากปัญหาเด็กเกิดน้อยลง เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กที่ไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียน มีแนวคิดหลักคือ เป็น “สถานที่ที่เด็กเข้ามาแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ” ช่วยให้เด็กที่ผ่านประสบการณ์เลวร้าย หรือมีบาดแผลในใจ จนขาดแรงกระตุ้น รู้สึกท้อแท้ หมดหวัง ให้กลับมามีชีวิตชีวา มีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ทุกวันและเห็นคุณค่าในตัวเอง
ภายในศูนย์ฯมีห้องสมุด ห้องเรียนหนังสือ ห้องพูดคุย โรงยิม บรรยากาศเรียบง่าย มีนักศึกษามหาวิทยาลัยในจังหวัดกว่า 140 คนลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยง พูดคุย เป็นเพื่อนรับฟังปัญหาที่ทุกข์ใจ และสอนวิชาการแก่เด็ก ๆ ที่ไม่อยากไปโรงเรียน
ปีที่ผ่านมามีเด็กนักเรียนทั้งชั้นประถมและมัธยมต้นเข้ามาใช้บริการ 164 คน เด็กชายนักเรียนชั้นมัธยมปีที 1 เริ่มมาที่ศูนย์แห่งนี้เมื่ออยู่ชั้นประถมปีที่ 6 ตอนนี้เขาไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติแล้ว แต่ก็ยังแวะมาที่นี่สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง บอกเล่าความประทับใจว่า ที่นี่ทำให้เขากล้าพูดคุย ได้ฝึกเข้าหาคนอื่น มีความมั่นใจมากขึ้น จนมีกำลังใจและกลับไปโรงเรียนอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นได้
เด็กหญิงอีกคนหนึ่งบอกว่า ที่นี่ต่างจากบ้านที่ตัวเองเก็บตัวเงียบอยู่อย่างสิ้นเชิง การได้พูดคุยกับคนอื่นที่เอื้ออาทร สร้างความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น สามารถตื่นเช้าได้อย่างสดชื่น คิดถึงสิ่งที่จะทำในวันนั้น การเข้ามาที่ศูนย์ฯทำให้รู้สึกอบอุ่นใจและปลอดภัย
หน่วยงานส่วนท้องถิ่นในญี่ปุ่นต่างก็ช่วยกันจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้สำหรับเด็กที่ไม่มีความสุขกับโรงเรียน และยังให้เงินอุดหนุนจัดตั้งศูนย์ย่อย ๆภายในโรงเรียน มีครูและอาสาสมัครมาช่วยรับฟังปัญหาของเด็กอย่างใกล้ชิดมากขึ้น บางกรณีมีอาสาสมัครไปเยี่ยมเด็กถึงบ้าน ไปพูดคุยเป็นเพื่อนให้รู้สึกอบอุ่นใจด้วย
10 ปีที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีศูนย์การเรียนรู้เช่นนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับเด็กที่ไม่ไปโรงเรียนอีกกว่า 500 แห่ง และมีโรงเรียนที่จัดตั้งศูนย์ย่อยอีก 12,700 แห่ง
เด็กญี่ปุ่นที่ไม่ไปโรงเรียนได้รับการใส่ใจ ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!
—————————————-
