bg-single

การเมืองญี่ปุ่น ว่าด้วยการเลือกตั้ง(衆院選挙)

23.01.2026

บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์

นางซานาเอะ ทาคาอิชิ(高市早苗)เพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025 ผ่านมายังไม่ทันครบ 3 เดือน มีข่าวว่าจะประกาศยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม 2026นี้ ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ที่จะถึงนี้

เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงรีบยุบสภา ?

บทความนี้เขียนขึ้นโดยประมวลข่าวจากสื่อญี่ปุ่นถึงวันที่ 18 มกราคม นางทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงเหตุผลของการยุบสภาครั้งนี้ในวันจันทร์ที่ 19 มกราคม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อกรรมการบริหารพรรค และพรรคร่วม คือพรรคอิชิน(維新の会)ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมแล้ว รัฐมนตรีแต่ละคนในรัฐบาลงดแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ ต่างบอกเพียงว่าการยุบสภาเป็นอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรี แต่ตลาดหุ้นนิคเคอิก็ตอบรับข่าวนี้ ดัชนีพุ่งขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ขณะเดียวกันค่าเงินเยนก็อ่อนค่าลงอีก

ประชาชนชาวญี่ปุ่นยอมรับว่าตลอดเวลาเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา นายกฯหญิงแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นทำงาน ทำงาน และทำงาน (พูดจริง 5 ครั้ง) ทิ้งคำว่า “work life balance” ออกไปจากชีวิตอย่างสิ้นเชิง เพื่อทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดให้ได้ ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ เห็นได้จากผลสำรวจคะแนนนิยมในตัวนางทาคาอิชิพุ่งขึ้นล่าสุด 78 % เป็นคะแนนเกิน 70% ติดต่อกันมา ไม่มีลดลง คะแนนมาจากหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่รวมทั้งสายอนุรักษนิยมที่เสื่อมความนิยมและผิดหวังกับผลงานของนายกรัฐมนตรีจากพรรคแอลดีพีคนก่อน ๆ ก็หวนกลับมาเทคะแนนนิยมให้ จึงเป็นคะแนนที่สูงกว่านายกรัฐมนตรีชายหลายคนในอดีตอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น แสงบนเวทีโลกก็ส่องมาที่นายกฯหญิงของญี่ปุ่นแบบรัว ๆผ่านพลังทางการทูตระหว่างประเทศ ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2025 ผ่านการประชุม ASEAN ที่มาเลเซีย การต้อนรับนาย โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเยือนญี่ปุ่น การพบกับนายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่เกาหลีใต้ และเพียงสัปดาห์ที่สองของปีใหม่ 2026 ญี่ปุ่นก็ต้อนรับการมาเยือนของ 2 ผู้นำ คือประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และนางเมโลนี นายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี

การรีบประกาศยุบสภาในขณะที่นายกรัฐมนตรีมีคะแนนความนิยมสูงมากต่อเนื่อง จึงเป็นการชิงความได้เปรียบของพรรคแอลดีพี(自民党)นับเป็นทางลัดที่จะเรียกคืนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนฯให้กลับเพิ่มขึ้นมา หวังจะทวงคืนสถานะรัฐบาลเสียงข้างมากกลับคืนมาให้ได้

แต่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ! เนื่องจากคะแนนความนิยมในตัวพรรคแอลดีซึ่งยังกู่ไม่กลับ จากปัญหาภายในพรรคโดยเฉพาะเรื่อง “เงินทอน” การไม่ลงบัญชีอย่างโปร่งใส ยังไม่ได้แก้ไขอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำส.ส.ที่เกี่ยวข้องยังมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคด้วย (อ่าน สุภา ปัทมานันท์ การเมืองที่ไม่แน่นอนของ ‘ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น’ มติชนสุดสัปดาห์ 17 ตุลาคม 2568) คะแนนนิยมพรรคจึงยังอยู่ในระดับเรี่ย ๆ 30% สวนทางกับคะแนนความนิยมของนายกฯ หญิงอย่างมาก ส.ส.ที่เป็นเจ้าของฐานเสียงเขตเดิมอาจได้รับเลือกอีก แต่พรรคจะยังคงรักษาจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องออกแรงกัน!

วันต่อมา หลังจากมีข่าวนายกรัฐมนตรีเตรียมประกาศยุบสภา พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง คือ พรรครัฐธรรมนูญประชาธิปไตย(立憲民主党)และพรรคโคเม(公明党)พรรคเล็กที่เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคแอลดีพีและประกาศถอนตัวมาเป็นพรรคฝ่ายค้านในสมัยนางทาคาอิชิ นี้ ประกาศร่วมมือกันจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่

นับเป็นข่าวที่สร้างความงุนงงมาก !

วันที่ 16 มกราคม นาย โยชิฮิโกะ โนดะ หัวหน้าพรรครัฐธรรมนูญฯ และนาย เท็ตสึโอะ ไซโต หัวหน้าพรรคโคเม ได้ร่วมกันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ประกาศชื่อพรรคใหม่ “พันธมิตรปฏิรูปสายกลาง”(中道改革連合)เน้น “สายกลาง” ไม่ซ้ายและไม่ขวา แต่สร้างความกังขาว่า อะไรมาวัดได้ว่า “สายกลาง” ?

สาเหตุที่จับมือกัน คือ หัวหน้าพรรคทั้งสองมีนโยบายตรงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นภาระหนักสำหรับประชาชนขณะนี้ นโยบายสำคัญอันดับแรกคือ การยกเลิกภาษีผู้บริโภค(消費税)ให้เป็น 0% สำหรับสินค้าอาหาร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของทุกคนที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ให้รอดในภาวะข้าวของแพง เรียกว่านโยบาย “ผู้ดำรงชีวิตเฟิร์สต์”(生活者ファースト)และมีนโยบายกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ในการให้เงินอุดหนุนพรรคการเมืองโดยบริษัทหรือกลุ่มทุน เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง “เงินกับการเมือง” ต้องทำให้โปร่งใส ไม่ให้เกิดเรื่องอื้อฉาวซ้ำซากในการเมืองญี่ปุ่น

นายทามากิ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน(国民民主党)พรรคฝ่ายค้านอันดับสาม ออกมาวิจารณ์กรณีสองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านมาจับมือกันตั้งพรรคใหม่ว่า แต่เดิมมาใช่ว่าจะมีนโยบายตรงกัน ครั้นพอใกล้การเลือกตั้งก็มาประกาศว่านโยบายตรงกัน ทำอย่างนี้เท่ากับยอมทิ้งจุดยืนและอุดมการณ์ของตัวเองไป เพราะฉะนั้นอย่ามาชวนให้ร่วมจับมือด้วยเป็นอันขาด

นายชุนอิชิ ซูซูกิ เลขาธิการพรรคแอลดีพี ผู้อาวุโสทางการเมืองวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า ได้เห็นสัจธรรมของการเมืองมายาวนาน มีทั้งสนิทกัน ร่วมมือกัน แยกกัน แล้วหวนกลับมาจับมือกันอีก นั่นก็เพียงเพราะจุดมุ่งหมายร่วมมือกันเพื่อการเลือกตั้งเท่านั้น หาได้มีอุดมการณ์ใดไม่ พรรคการเมืองแบบนี้จะอยู่ยืนยงได้นานเท่าใด น่าสนใจยิ่งนัก ที่กล่าวเช่นนี้ชวนให้คนญี่ปุ่นนึกถึงในช่วงปี 2017 ตอนที่ นายยามากุชิ อดีตหัวหน้าพรรคโคเมคนก่อนยังร่วมรัฐบาลกับพรรคแอลดีพี กล่าวปราศรัยหาเสียงว่า “เราจะจับมือแน่น ๆกันไปกับพรรคแอลดีพี บดขยี้พรรครัฐธรรมนูญฯให้ได้” ลืมแล้วหรือ?

ท่ามกลางบรรยากาศพรรคฝ่ายค้านผนึกกำลังประจัญหน้าสู้พรรคแอลดีพี ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า คะแนนเสียงของพรรคเดิมทั้งสองจะเทมารวมกันที่พรรคใหม่ แน่นอนว่าพรรคแอลดีพีไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จะส่งผู้สมัครลงชิงในเขตที่เป็นฐานเสียงของพรรคโคเมด้วยแน่นอน

การเลือกตั้งอันใกล้นี้ พรรคแอลดีพีจะกลับมาผงาดเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้หรือไม่?

ระทึก… การเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่น และของไทยในช่วงเวลาเดียวกัน !

โปรดติดตาม….

———————————————-



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)