บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์
วันที่ 11 มีนาคม 2011 เวลา 14.46 น.
เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและคลื่นยักษ์สึนามิทางภูมิภาคตะวันออกของญี่ปุ่น(東日本大震災)ครอบคลุม 3 จังหวัดทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก คือ อิวาเตะ มิยางิ และฟุคุชิมะ แผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ หรือแมกนิจูด 9 ความรุนแรงก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ขนาดสูงที่สุด 40.5 เมตร หรือราวความสูงของตึก 10 ชั้น ถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งของ 3 จังหวัด คร่าชีวิตผู้คนอาคารบ้านเรือนและทรัพย์สินมหาศาล
เวลาผ่านมาแล้ว 15 ปีเต็ม มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเกิน 22,000 คน ที่อยู่อาศัยพัง
เสียหายทั้งหมดกว่า 120,000 หลัง และยังมีผู้ต้องอพยพจากสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะแห่งที่ 1
แม้จะมีการบูรณะบริเวณพื้นที่ที่เกิดเหตุ รื้อถอนเก็บกวาดซากปรักหักพังมาตลอด
ผู้รอดชีวิตพากันอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับญาติมิตรในภูมิภาคอื่น ๆ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังปักหลักอยู่ในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อาศัยบ้านพักที่รัฐบาลสร้างให้ ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับไปยังถิ่นที่อาศัยอยู่เดิมได้
กระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน(厚生労働省)ระบุว่าภัยพิบัติในครั้งนั้นมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ต้องสูญเสียบิดาหรือมารดาไปหลายพันคน และที่ต้องสูญเสียทั้งบิดาและมารดาไปก็มีไม่น้อยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีบิดามารดาที่รอดชีวิตแต่ต้องสูญเสียลูกไป แม้เวลาจะล่วงเลยมา 15 ปีแล้วก็ตาม หน่วยงานส่วนท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ รวมทั้งตำรวจยังทำการค้นหาร่องรอยของผู้สูญหาย
ผลสำรวจของสำนักข่าวเอ็นเอชเค สำรวจประชากรวัย 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,000 คนที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ หลังเหตุการณ์ในครั้งนั้น ปัจจุบันยังมีผลกระทบต่อร่างกายและสภาพจิตใจหรือไม่ 31.9% ตอบว่า “มี” 68.1% “ไม่มี”
ผลกระทบที่ได้รับคือ ความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีงานที่พอใจ ความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม และรู้สึกโดดเดี่ยว เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นคนวัย 50 ปีขึ้นไปมากที่สุด ซึ่งพอจะเข้าใจได้ว่า ขณะที่เกิดภัยพิบัติ 15 ปีที่แล้ว เขาอยู่ในวัยทำงาน สร้างครอบครัว แต่แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาก็พังหายไปกับตา ย่อมทำใจยอมรับได้ยากที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่
คำถามว่าเมื่อเกิดความทุกข์ใจและลำบาก มีผู้ที่พอจะพึ่งพิงหรือไม่ 29% ตอบว่า “ไม่มี” จำนวนนี้เป็นผู้อยู่อาศัยคนเดียวมากที่สุดถึง 53% และเกือบ 40% ยังต้องการให้มีหน่วยงานช่วยเหลือ รับฟังและเป็นที่ปรึกษาปัญหา หวังให้รัฐช่วยอุดหนุนงบประมาณส่วนนี้ต่อไปอีก
จากข้อมูลยังพบว่าหลังเกิดภัยพิบัติ ระหว่างปี 2013 – 2025 มีผู้เสียชีวิตคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวหรือที่เรียกว่า “โคะโดคุ ชิ”(孤独死)ในจังหวัดอิวาเตะและมิยางิ ราว 590 คน ในจำนวนนี้มี 107 คนที่ถูกพบร่างหลังเสียชีวิตเกินกว่า 8 วันไปแล้ว เป็นผู้อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป มากที่สุดตามลำดับคือ 60 ปี 50 ปี และ 70 ปีขึ้นไป เกินกว่าครึ่งเป็นผู้ชาย
ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ผู้ชายวัยทำงานมีความรับผิดชอบสูง เมื่อพบกับภัยพิบัติ ความสูญเสียอย่างกะทันหันไม่ทันตั้งตัว ไม่อาจทำใจยอมรับสภาพได้ จึงหันไปพึ่งแอลกอฮอล์ ติดสุรา เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมา หรือแม้แต่ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองหนีความทุกข์
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้สูงวัย คนวัยกลางคนยังได้รับความใส่ใจน้อยกว่า ด้วยสังคมรอบข้างมองว่ายังมีกำลังกายลุกขึ้นสู้ได้มากกว่า แต่ในความเป็นจริง หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ ต้องสูญเสียการงาน ยังหางานที่ตรงความสามารถทำเพื่อเลี้ยงชีพไม่ได้ ยิ่งวันเวลาผ่านไปนานก็ยิ่งปรับตัวและทำใจลำบากในการดำเนินชีวิตใหม่ หรือบางกรณีเจ้าตัวเองไม่กล้าขอรับความช่วยเหลือ ทนทุกข์อยู่คนเดียว กว่าจะพบก็สายเกินไปเสียแล้ว
ที่จังหวัดอิวาเตะ เมืองริคุเซ็นทาคาตะ(陸前高田市)มีต้นสนหนึ่งต้นยืนตระหง่านท้าลมอยู่ริมฝั่งทะเล นับเป็นปาฎิหาริย์ที่หลงรอดมาได้ 15 ปี ทั้ง ๆที่เกือบทั้งเมืองแทบจะสูญสิ้นทุกอย่าง ผู้เสียชีวิต 1,560 คน ผู้สูญหาย 201คน ชายฝั่งทะเลยาวเหยียดเต็มไปด้วยซากเศษปรักหักพัง ของใช้ส่วนตัว ตุ๊กตาหมี ของเด็กเล่น อัลบั้มภาพถ่าย ถ้วยรางวัล ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นสิ่งของแห่งความทรงจำอันมีคุณค่าของใครบางคน
มาริโกะ อาคิยามะ หัวหน้าศูนย์เก็บรักษาของแห่งความทรงจำ ทำความสะอาด แยกประเภทและเก็บรักษาสิ่งของต่าง ๆที่เก็บได้จากเมืองแห่งนี้ รอวันเจ้าของมารับคืน สิ่งของหลายพันชิ้น อาทิ สมุดบันทึกสุขภาพทารก มีบันทึกน้ำหนักแรกเกิดประทับรอยมือและรอยเท้า หมวกแก๊ปชมรมเบสบอลพร้อมข้อความที่ระลึก ตุ๊กตาแกะสลัก กล้องถ่ายรูป นอกจากนี้ยังมี ภาพถ่ายและสติ๊กเกอร์รูปถ่าย รวม 7 หมื่นกว่าแผ่น เป็นต้น
15 ปีที่ผ่านมา สามารถคืนเจ้าของไปแล้ว 3 พันกว่าชิ้น และเฉพาะรูปถ่ายประมาณ 2 แสนกว่าใบ เจ้าของส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ย้ายออกไปจากเมืองนี้แล้ว แต่ยังคิดถึงสิ่งที่สูญหายไปในวันนั้น ทางศูนย์จึงทำระบบค้นหาออนไลน์ อัพโหลดภาพสิ่งของต่าง ๆ แยกเป็นหมวดหมู่ ให้เข้ามาค้นหาได้ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้จัด “เทศกาลมารับของคืน”
สีหน้าดีใจ มีความสุขของคนที่ได้พบภาพแห่งความทรงจำ หญิงคนหนึ่งได้ภาพลูกสาววัยทารกถ่ายพร้อมครอบครัว บัดนี้ลูกสาวแต่งงานแล้ว ชายวัยย่าง 60 ปี ได้พบภาพภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ถ่ายในงานเทศกาลของเมืองร่วมกับผู้อื่น เขาเล่าว่า หลายปีแรกฝันเห็นภรรยาบ่อยๆ คงเป็นห่วงลูก ๆ บัดนี้เขาเลี้ยงลูกจนเติบโตทุกคน ภรรยาไม่มาเข้าฝันอีกแล้ว แต่เขาดีใจที่ได้ภาพถ่ายของภรรยามาดูแทน
จำนวน 37 เมืองตามชายฝั่งทะเลของ 3 จังหวัดนี้ ศูนย์แห่งนี้เป็น 1 ใน 12 แห่งเท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่เก็บรักษาสิ่งของแห่งความทรงจำ รอเจ้าของมารับคืน มีอีกหลายแห่งเก็บไม่ไหวแล้ว เช่น เมืองอิวาคิ จังหวัดฟุคุชิมา อัญเชิญพระสงฆ์สวดและทำพิธีเผาสิ่งของเหล่านั้นราว 5 พันชิ้นไปเมื่อต้นปี
วันเวลาผ่านไป เจ้าของที่มารับคืนก็ยิ่งลดจำนวนลง มีปัญหาพื้นที่การจัดเก็บ มิหนำซ้ำเงินช่วยเหลือปีละ 7 ล้านเยนจากรัฐในการดำเนินการจัดเก็บสิ่งของเหล่านี้ กำลังจะสิ้นสุดลงในปีนี้ จำเป็นต้องหาเงินสนับสนุนจากเอกชน
ช่วงเวลาที่อยากค้นหาสิ่งของแห่งความทรงจำของแต่ละคนไม่ได้ตรงกัน หลายคนเสียชีวิตไประหว่างตามหาสิ่งของแห่งความทรงจำ หลายคนยังโศกเศร้าไม่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่ย้ำเตือนความทรงจำในอดีต
มันโหดร้ายเกินไปที่จะกำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งความทรงจำ
15 ปี สึนามิญี่ปุ่น…



