บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์
นางซานาเอะ ทาคาอิชิ(高市早苗)นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026 พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองของการพบกันระหว่างสองผู้นำ ครั้งแรกเดือนตุลาคม ปี 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนาง ทาคาอิชิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก เป็นการพบกันอย่างชื่นมื่น ยืนยันความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกามาตลอดไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อนางทาคาอิชิ ชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างท่วมท้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ส่งสารชื่นชมในความสามารถและชัยชนะของนางทาคาอิชิ แสดงความยินดีที่ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีหญิงเก่ง เข้มแข็ง มากความสามารถ และเป็นมิตรแท้ของสหรัฐอเมริกา
ขณะนี้รัฐสภาญี่ปุ่นกำลังอยู่ในสมัยประชุมสามัญ วันที่ 19 มีนาคม ที่หน้ารัฐสภาจึงมีผู้มาชุมนุมถือป้ายเรียกร้องให้รัฐบาลยึดมั่นในรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ต่อต้านการก่อสงครามอย่างเด็ดขาด และขอให้สหรัฐอเมริกายุติการโจมตีอิหร่านโดยเร็ว ส่วนในรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหรัฐฯ ถึงการแสดงท่าทีของญี่ปุ่นหากสหรัฐฯขอให้ญี่ปุ่นช่วยนำเรือรบเสริมกำลังบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นางทาคาอิชิ ตอบชัดเจนว่าจะยึดมั่นตามกรอบรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด จะไม่ยอมถูกชี้นำ สิ่งที่ทำได้จะตอบว่า “ทำได้” สิ่งที่ทำไม่ได้จะตอบว่า “ทำไม่ได้”
พรรคฝ่ายค้านหลายพรรคเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ เจรจาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการโจมตีประเทศอื่นโดยเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ญี่ปุ่นต้องไม่ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ หรือมีส่วนร่วมใดๆในการก่อสงครามอย่างเด็ดขาด ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งมวลมนุษยชาติด้วย กลายเป็นว่า ประเด็นสำคัญที่ญี่ปุ่นกังวลใจล่วงหน้ากับการเยือนสหรัฐฯ ของนางทาคาอิชิ คือ การถูกขอให้ส่งเรือรบร่วมเสริมกำลังในการโจมตีอิหร่าน ญี่ปุ่นจะตอบรับไม่ได้ แต่จะปฏิเสธอย่างไร
นางทาคาอิชิ เตรียมตัวอย่างดีในการทำหน้าที่สำคัญครั้งนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับรายละเอียดหลังการพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ได้แสดงเจตจำนงเรียกร้องให้สหรัฐฯนำความสงบสุขคืนมาสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังย้ำถึงการเป็นพันธมิตรสำคัญ จะให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจโดยลงทุนในสหรัฐฯ ในหลาย ๆด้านเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
สรุปความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 3 ประการ ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ
ญี่ปุ่นจะร่วมลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่รัฐอลาสกา เนื่องจากญี่ปุ่นเห็นความจำเป็นของความมั่นคงทางพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางขณะนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งต้องพึ่งพิงน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% ประสบปัญหาหลายด้าน จำเป็นต้องหาช่องทางอื่นมาชดเชยความขาดแคลน น้ำมันที่จะส่งจากอลาสกามาถึงญี่ปุ่นใช้เวลาสั้นกว่าการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง10 วัน และแน่นอนว่ามีความปลอดภัยมากกว่า แต่ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าน่าจะไม่ง่ายนักและทำไม่ได้ในเร็ววัน เนื่องจากอลาสกายังขาดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายด้านและไม่มีท่าเรือขนส่งขนาดใหญ่
นับเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งออกมายังญี่ปุ่นตามที่สองผู้นำได้ตกลงร่วมกันปีที่แล้ว
ประการต่อมา ญี่ปุ่นจะลงทุนในสหรัฐฯ 80 ล้านล้านเยน แลกกับการลดภาษีการนำเข้าสหรัฐฯของสินค้าประเภทรถยนต์ตามที่เคยเจรจากันปีที่แล้ว และจะเพิ่มเงินลงทุนอีก 11 ล้านล้านเยนเพื่อการก่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติ ฐานการผลิตพลังงานรูปแบบอื่น ๆ ญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือในการส่งออกอุปกรณ์ ชิ้นส่วนที่จำเป็นเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในประเทศของสหรัฐฯ และการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น
ประการที่สาม เกี่ยวกับแร่แรเอิร์ธ(レアアース)ที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ กำลังขาดตลาดเป็นที่ต้องการมากของประเทศอุตสาหกรรม ผลมาจากจีนจำกัดการส่งออก ญี่ปุ่นพบแร่ชนิดนี้บริเวณรอบเกาะมินามิโทริ(南鳥島)ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่ มีเพียงเจ้าหน้าที่จำนวนไม่มากของกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงป้องกันประเทศ เป็นต้น ญี่ปุ่นจะร่วมมือกับสหรัฐฯเริ่มลงทุนโครงการขุดเจาะแร่นี้ นำขึ้นมาใช้ประโยชน์ และค้นหาแหล่งแร่ธาตุสำคัญในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกทั้งร่วมกันกำหนดราคาร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพานำเข้าจากจีนเป็นหลักอีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับกรณีไต้หวัน และการขอให้เกาหลีเหนือส่งคืนชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวไปในอดีต(拉致)กลับสู่ครอบครัว ซึ่งสหรัฐฯรับปากให้ความร่วมมือ
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ในการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน นางทาคาอิชิกล่าวคำหรูว่า “ผู้ที่จะบันดาลให้เกิดสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในโลกได้ มีเพียง ‘โดนัลด์’ เท่านั้น” “ขอย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศ และวิงวอนให้ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงบทบาทผู้นำสันติภาพมาสู่ประชาคมโลก แม้จะเป็นผู้เริ่มสงครามก็ตาม”
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นายกรัฐมนตรีทาคาอิชิผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดีทรัมป์ กระตือรือร้นในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เว้นแต่กรณีการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ซึ่งนายกฯจำเป็นต้องวางบทบาทและแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับสงคราม เนื่องจากประชาชนชาวญี่ปุ่นต่อต้านสงคราม และรัฐธรรมนูญที่กำหนดข้อห้ามในการส่งกำลังทหารเพื่อช่วยเหลือในการทำสงคราม
แหล่งข่าววงในระดับสูงของญี่ปุ่น ยอมรับว่านางทาคาอิชิ ประสบความสำเร็จในการเยือนสหรัฐฯ เชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ไม่มีการกดดันญี่ปุ่น
ส่วนคนญี่ปุ่นทั้งหลายผู้รักสงบ ต่อต้านสงครามก็โล่งใจ…
แต่ต้อง “กำหมัด” เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เอ่ยถึง “การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์” ในอดีต !
———————————–
