bg-single

ชาตินิยมกระจอก (แต่เถื่อน)

08.08.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล


หลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกชาตินิยมพลุ่งพล่านซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นั้น มีคุณสมบัติคล้ายกันบางอย่าง

กรณีกลุ่มนักเรียนและครูชาวอิตาเลียนซึ่งมาดูหมิ่นเหยียดหยามราวกับประเทศไทยต่ำต้อยต้องพึ่งพาเขา

คนไทยจำนวนมากเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน ด่าอย่างรุนแรงทางโซเชียล และถึงขนาดตามไปเอาคืนถึงที่พักของเขา แม้สถานทูตจะออกมาขอโทษแทน และแม้จะมีคนออกมาเตือนสติให้ตอบโต้อย่างพอเหมาะ แต่ดูเหมือนอารมณ์ชาตินิยมที่พลุ่งพล่านจะเหนือกว่า

กรณีสาวชาวจีนแซงคิวอย่างไม่แยแสต่อคนอื่น ในกรณีนี้ถ้าหากเราไม่รู้เลยว่าหล่อนเป็นคนจีน ก็คงจบที่การตำหนิคนไร้มรรยาท เพราะการกระทำของหล่อนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความเป็นจีนหรือไทย ไม่ได้พูดพาดพิงถึงประเทศไทยหรือคนไทย

แต่กลายเป็นกรณีระหว่างจีนกับไทย ปลุกชาตินิยมไทยพลุ่งพล่านไปจนได้

กรณีคนไทยกับเขมรด่าทอเหยียดหยามซึ่งกันและกัน ซึ่งเกิดขึ้นจนเป็นประจำวันไปแล้ว ไม่ต้องสนใจว่าใครถูกใครผิด แต่เข้าข้างคนชาติตนเองเอาไว้ก่อน
ลักษณะร่วมกันของปฏิกิริยาชาตินิยมดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง อารมณ์พลุ่งพล่านเฮโลกันแบบพวกมากลากตามกันไป


เชื่อและทำตามกันไป ไม่ต้องใช้ความคิดไตร่ตรอง ไม่ฟังหูไว้หู

ไม่ว่าคนเหล่านี้จะแก่วัยสักเพียงใด แต่กลับแสดงออกอย่างด้อยวุฒิภาวะเป็นอย่างยิ่ง

การตอบโต้จึงตื้นเขิน ดิบๆ เอามันและสะใจอย่างเด็กๆ

ทั้งไม่แคร์ผลสัพธ์หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา

แต่เป็นความสะใจรวมหมู่เท่านั้นเอง

อาการเฮโลทำนองนี้ถูกกระตุ้นได้ง่ายเกินไป จนต้องตั้งคำถามแล้วว่าคนไทยขาดความหนักแน่น ขาดความไตร่ตรองด้วยเหตุผล

เอาแต่อารมณ์กันขนาดนี้เชียวหรือ

ประการที่สอง การตอบโต้ที่แรงเกินเหตุ ไม่สมเหตุสมผล


เหยียดหยามด่าทอก็มักจะแรง ยิ่งแรงยิ่งมันส์

ขาดความชั่งใจ ขาดการใช้เหตุผล

ทั้งสามารถเลยเถิดเป็นการใช้กำลังทำร้ายอย่างโหดร้ายก็ได้ กลายเป็นการใช้อำนาจเถื่อนก็ได้

ความโหดและเถื่อนเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการขาดวุฒิภาวะ ขาดสติ นำไปสู่อารมณ์พลุ่งพล่านที่แรงเกินเหตุ

ตัวอย่างเช่น ชาตินิยมคลั่งเจ้าในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งยังเกิดอีกเมื่อเร็วๆ นี้กับคนที่มีปัญหาทางจิต

ประการที่สาม ใช้อำนาจกับคนที่อ่อนแอกว่าหรือคนไร้อำนาจ


ไม่แสดงอารมณ์เดือดหรือผรุสวาทต่อคนมีอำนาจ จึงเงียบเป็นเป่าสากกับคนมีอำนาจ นอบน้อมก้มหัวเชื่อฟังรัฐเป็นอย่างดี หลายคนพอใจกับการถูกรัฐใช้เป็นเครื่องมือ
ดังที่มีผู้สังเกตว่ามักไม่โกรธกับอีกหลายกรณีซึ่งรัฐเป็นผู้กระทำให้เสียหาย

ทั้งไม่โกรธจีนเทา แถมไม่ออกเสียงตอบโต้รัฐบาลจีนสักแอะในกรณีสถานทูตจีนพยายามให้งดฉายภาพยนตร์จากไต้หวันในกรุงเทพฯ เป็นต้น

(ถ้าข้อนี้เป็นความจริง แสดงว่าไม่จริงเลยที่ว่าชาตินิยมประเภทนี้ไม่ใช้ความคิด ไม่ยับยั้งชั่งใจ เพราะย่อมไตร่ตรองแล้ว ชั่งใจแล้ว จึงเงียบต่ออำนาจ แต่จงใจกร่างและใช้อำนาจกับคนไร้อำนาจหรืออ่อนแอกว่าเท่านั้น)

บางคนเห็นได้ชัดว่าเข้าร่วมกับกระแสชาตินิยม เพราะต้องการแสงจากสังคมและอยากให้รัฐรู้จักตนด้วยซ้ำไป

ประการที่สี่ ชาตินิยมประเภทนี้เป็นปฏิกิริยาจากมวลชน ไม่จำเป็นต้องมาจากการจัดตั้งของรัฐ

ชาตินิยมมวลชนมิจำเป็นต้องเป็นฝ่ายซ้าย

เอาเข้าจริงชาตินิยมมวลชนในโลกนี้ ส่วนมากเป็นชาตินิยมฝ่ายขวาซึ่งหนุนอำนาจรัฐฝ่ายขวา

ทำไมชาตินิยมไทย
จึงกระจอก เด็กๆ ดิบๆ ตื้นเขิน…ทำไม?

ไม่นานมานี้ ปราปต์ บุนปาน เขียนถึงชาตินิยมของชาวนอร์เวย์ ซึ่งทีมฟุตบอลประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลก พวกเขาเดินทางกลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากมวลชนและจากราชสำนัก

ปราปต์เขียนว่า “ชุมชนชาติของที่นั่นยังดำรงอยู่อย่างสร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยความใฝ่ฝันอันดีงามโดยปราศจากศัตรูคู่อาฆาต” (ดู ‘ชาติ-ชุมชน-ความใฝ่ฝัน’ ของประเทศ ‘นอร์เวย์’ www.matichon.co.th/weekly/featured/article_903964)

ชาตินิยมประเภทนี้ตรงข้ามกับชาตินิยมเด็กๆ ด้อยวุฒิภาวะเหลือเกิน

ทำไมจึงต่างกัน? ปัจจัยทางสังคมหรือประวัติศาสตร์อะไรที่ทำให้ชาตินิยมต่างกันขนาดนั้น?…ทำไม?

ผมก็ไม่ทราบคำตอบที่แน่ชัด แต่อยากชวนคิดดังๆ ฝากไว้บางประการ

เผื่อว่าจะมีคนสนใจหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาศึกษาจริงจังกันต่อไป

ประการที่หนึ่ง ชาตินิยมของไทยไม่ได้ก่อรูปก่อร่างแต่ต้นจากชุมชนการเมืองของผู้คนพลเมืองที่เสมอภาคกัน แต่เป็นชุมชนจินตกรรมของผู้คนใต้ร่มพระบารมีในจักรวรรดิ
ศักดินาที่แปรรูปเป็นรัฐราชาชาติสมัยใหม่

ชาติไทยเป็นรัฐที่มีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยใหม่ แต่ว่าสืบทอดคุณสมบัติของราชอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วย

ในเมื่อรัฐราชาชาตินี้กลายเป็นอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนในชาติ อัตลักษณ์นี้จึงสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ของราชอาณาจักรแบบศักดินามาไว้ด้วย

ความรักหวงแหนชาติจึงไม่ได้เป็นแบบโลกวิสัย (secular) แต่กลับเป็นความยึดมั่นศรัทธาต่อความเป็นชาติที่ศักดิ์สิทธิ์

รัฐราชาชาติเช่นนี้อ่อนไหวเปราะบาง ไม่มั่นคง ไม่ใช่เพราะการเมืองเศรษฐกิจหรือการทหารไม่มั่นคง แต่เพราะความยึดมั่นศรัทธาต่อชาติอันศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่อ่อนไหวเปราะบาง ไม่มั่นคง เพราะขัดฝืนกับภาวะโลกวิสัย

ประการที่สอง ราชาชาตินิยมถูกปลูกฝังจากบนลงล่างเป็นหลัก จนเติบโตขึ้นต่อมาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกและวัฒนธรรมของราษฎรไปในที่สุด

ชาตินิยมไทยปัจจุบันเป็นชาตินิยมมวลชนแล้ว แต่ไม่ใช่ชาตินิยมที่เติบโตในหมู่มวลชนด้วยกัน ไม่ใช่ชาตินิยมที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐ หรือเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนแทนรัฐของกษัตริย์หรือขุนศึก

ไม่ใช่ชาตินิยมที่หล่อหลอมมาจากการผ่านร้อนหนาวของพลังประชาชนกันเอง

แต่เป็นชาตินิยมที่พัฒนาจากการปลูกฝังโดยชนชั้นนำ ให้รู้จักความเป็นชาติที่มีรากจากจักรวรรดิศักดินาซึ่งแปรรูปเป็นรัฐราชาชาติสมัยใหม่

ดังนั้น ที่กล่าวกันไม่นานมานี้ว่าชาตินิยมไทยเลยพ้นความเป็นราชาชาตินิยมไปแล้วนั้น ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ราชาชาตินิยมไม่ใช่แค่ชาตินิยมของชนชั้นปกครอง แต่ได้กลายเป็นชาตินิยมมวลชนแล้ว (ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เป็นประเด็นที่ควรขบคิดกันต่อไป)

เอาเข้าจริง ชาตินิยมแทบทุกประเภทในโลกนี้ต้องมีมวลชนเกี่ยวข้อง ในกรณีของไทยนั้นเป็นการปลูกฝังโดยชนชั้นนำกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมของมวลชน
แต่ว่ามวลชนของชาตินิยมไทยนั้นมิเคยเกิดขึ้นจากการร่วมกันต่อต้านอำนาจ จะมีเพียงช่วงระยะสั้นๆ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดไปจากปกติ (เช่น ระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น)

ไม่ว่าชาตินิยมมวลชนขวาจัดเมื่อ 6 ตุลาคม หรือชาตินิยมเอาดินแดนเขมรช่วงสงครามโลก หรือชาตินิยมแอนตี้คอมมิวนิสต์ หรือชาตินิยมปกป้องสถาบันหลักของชาติครั้งใหญ่น้อยทั้งหลาย ชาตินิยมมวลชนเหล่านี้แยกไม่ออกจากราชาชาตินิยมเลย

(ชาตินิยมที่เกี่ยวข้องกับการ “เสียดินแดน” เป็นการผลิตซ้ำราชาชาตินิยมทั้งนั้น)

ชาตินิยมแบบฟาสซิสต์ช่วงสงครามโลกหรือแบบหลวงวิจิตรวาทการนั้น ก็มิเคยแตกหักหรือถือว่าราชาชาตินิยมเป็นคู่ตรงข้ามที่ต้องกดปราบลงให้ได้แต่อย่างใด

ชาตินิยมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางประชาสังคมหรือประชาชนกันเอง และมีนัยที่ปฏิเสธหรือถือขนาดต่อต้านอำนาจ ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยจนกระทั่ง 14 ตุลาคม 2516
(แต่หากนับซ้ายสังคมนิยมและ พคท.ซึ่งมีลักษณะชาตินิยมด้วย ก็ต้องนับว่าก่อนหน้านั้น แต่เข้าใจว่าฝ่ายซ้ายสังคมนิยมของไทยคงไม่ยอมรับให้นับเช่นนั้น)

ประการที่สาม ชาตินิยมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางประชาชนกันเอง มักเกี่ยวข้องกับความรู้สึกร่วมของสังคมที่ต้องการให้ “บ้าน” ของตนดีขึ้น รู้สึกแคร์ต่อบ้านของตนเอง

ชาติ หมายถึง “บ้าน” ที่เราคุ้นเคย อยู่ได้อย่างสบายใจ พอใจจะปรับปรุง ต้องการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นเสมอๆ เพราะตรงโน้นพัง ตรงนี้ผุ

ชาตินิยมประเภทนี้หล่อหลอมขึ้นท่ามกลางชีวิตทางสังคมที่ต้องพึ่งพากันของผู้คนสารพัด ไม่ใช่จากรัฐ ไม่รับใช้รัฐ

จุดตั้งต้นหรือจุดหมายไม่ได้อยู่ที่ความเกลียดชังหรือการต่อสู้ตอบโต้ศัตรู

ชาตินิยมที่แคร์ต่อ “บ้าน” ของคนร่วมสังคมเดียวกัน คงจะซ่อมอะไรไม่สำเร็จสักอย่างด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านต่อศัตรูชั่วคราวชั่ววูบ

ชาตินิยมแบบนี้เป็นการร่วมแรงใจผนึกกำลังกันท่ามกลางความแตกต่างตามปกติของคนในสังคมนั้นๆ

ไม่ต้องบังคับให้คนคิดเหมือนๆ กัน ไม่ต้องสร้างชาติให้เป็นอัตลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์

ประการที่สี่ ชาตินิยมของชนชั้นนำต้องมีศัตรูเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ชาตินิยมดำรงอยู่ได้

ตรงกันข้ามกับชาตินิยมอย่างหลัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีศัตรูปรากฏชัด หรือกล่าวได้ว่าศัตรูไม่เป็นองค์ประกอบเพื่อให้ชาตินิยมดำรงอยู่

อาจมีคู่เปรียบเทียบ มีคู่แข่งเช่นในการแข่งขันกีฬา แต่ไม่ใช่ศัตรู ไม่สามารถปลุกความเกลียดชังคู่แข่งได้
(แน่นอนว่าย่อมมีข้อยกเว้น)

ข้อสังเกตทิ้งท้าย ชาตินิยมสองแบบที่ตรงข้ามกันนี้ ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะชาตินิยมทุกกรณีมีคุณสมบัติทั้งสองแบบอยู่ปนกัน เพียงแต่สัดส่วนมากน้อยต่างกัน แบบไหนเป็นหลักแบบไหนเป็นรอง

เช่น ประเภทแรกก็มีอย่างหลังประกอบเป็นด้านรองอยู่ด้วย ส่วนประเภทหลังก็มีอย่างแรกประกอบเป็นด้านรองอยู่ด้วย เพียงแต่แสดงคุณสมบัติด้านหลักออกมา

ชาตินิยมไทยต้องหล่อเลี้ยงด้วยการมีศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามให้เกลียดชัง แต่ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ไร้อำนาจ หรืออย่างน้อยต้องอ่อนแอกว่าเราแน่ๆ เพื่อให้ชาตินิยมไทยอวดกร่างเกทับได้

ชาตินิยมที่กระจอกแต่เถื่อนไม่เคยช่วยให้ “บ้าน” ของเราดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อดีต ปลัด มท.ชี้โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ “Best Practice ของ UN“ หวังการขับเคลื่อนสิ่งที่ดีเพื่อความยั่งยืนของโลก
“อดีตปลัด มท.” เผยรู้สึกอายเรื่องโกงสอบท้องถิ่น สงสัยได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมตอบกรณีนายอำเภอบ้านสร้าง
เส้นทาง ‘ยาขอบ’ เส้นทาง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ สุริยา ‘ศรีบูรพา’
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand
เชลยศึกสงครามลาว (52) บันทึกวันกลับบ้าน ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (197)
ดินแดง ราชปรารภ ปริศนา การตาย ณ ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง คือคำตอบ
50 ปี 6 ตุลา (6) ความผันผวนหลังไซ่ง่อนแตก
E-DUANG | 2 อารมณ์ ความคิด สังคม ต่อ ประกันสังคม ก้าวหน้า
“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ